บทที่90
สวีหลง
หลังจากที่เดินทางมาถึงบริเวณด้านหน้าตระกูลสวีทั้งสองยืนรออยู่บริเวณด้านนอกพวกเขาสั่งให้ผู้คุ้มกันบริเวณด้านหน้าตระกูลเข้าไปรายงานกับผู้ที่อยู่ด้านในบอกเจตนาที่พวกเขาเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้
แน่นอนว่าพวกผู้ควบคุ้มกันเหล่านั้นเดินทางเข้าไปรายงานอย่างรวดเร็วซึ่งพวกเขาเองก็จำเป็นจะต้องยืนรอบริเวณด้านนอกก่อนรอให้คนพวกนั้นกลับมาและอนุญาตให้เขาเดินทางเข้าไปได้
ในขณะที่กำลังยืนรออยู่ตรงบริเวณนั้นทั้งสองมองเห็นว่าก่อนที่ผู้คุ้มกันที่เข้าไปรายงานจะเดินทางออกมามันมีกลุ่มคนที่เข้าไปรักษาก่อนหน้านี้สองคนเดินออกมาด้วย
โดยคนทั้งสองที่เดินออกมาจากบริเวณด้านในหนึ่งคนเป็นคุณชายของตระกูลแห่งนึงที่อยากจะได้รับการสนับสนุนการสร้างรากฐานภายในการค้าส่วนกลางจากตระกูลสวี
ส่วนอีกคนนึงที่อยู่ข้างๆคือท่านหมอที่มันเรียนเชิญมาเป็นชายชราผู้หนึ่งที่มีช่วงวัยน่าจะอยู่ประมาณเลข6
มันเดินออกมาด้วยใบหน้าที่แปลกพิกลลู่หยางมองเห็นใบหน้าของมันแล้วเขาก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากเพราะว่าในตอนนี้ใบหน้าของคนผู้นั้นมันเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง
บนใบหน้าของมันในตอนนี้เต็มไปด้วยความซีดเซียวราวกับว่าไปพบเจอบางอย่างมา
คนผู้นั้นเหมือนว่ามันจะไปพบเจอบางอย่างมาจริงๆไม่เช่นนั้นใบหน้าของท่านหมอผู้นั้นที่มีความอาวุโสระดับนึงคงจะไม่ถอดสีเช่นนั้นอย่างแน่นอน
ลู่หยางได้แต่จ้องมองใบหน้าของอาวุโสผู้นั้นได้ปวดคิ้วเข้าหากัน“ น่าประหลาด… ”
ตอนนี้เมื่อได้มามองเห็นด้วยสายตาเขายิ่งมองเห็นด้วยตนเองแล้วนั้นก็รู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างที่แตกออกไปจริงๆด้วย
ไม่นานนักคนพวกนั้นก็เดินผ่านจากจุดที่เขาอยู่ไปและก็มุ่งตรงไปยังรถม้าของตนเองพวกมันเดินทางออกจากสถานที่แห่งนี้ไปโดยที่ไม่พูดจาอะไรสักนิด
ลู่หยางใช้ดวงตาของตนเองต้องมองพวกมันจนพวกมันจากสายตาของเขาไป
เมื่อคนพวกนั้นออกไปจากบริเวณนี้มันเองก็มีเสียงของผู้คุ้มกันก่อนหน้านี้ดังขึ้นมา“ เชิญพวกท่านเดินทางเข้าไป ”
ดวงตาของทั้งสองหันกลับไปมองมองเห็นว่าผู้ที่เอ่ยขึ้นมาคือผู้คุ้มกันของตระกูลสวีที่เดินเข้าไปก่อนหน้านี้แล้วเข้าไปรายงานเกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขาเดินทางมาถึงเพื่อขอพบ
ลู่หยางไม่มีเวลาที่จะมาลังเลอีกแล้วแม้ว่าภายในใจของเขาในตอนนี้จะเต็มไปด้วยความสงสัยก็ตามเขาทำได้เพียงแต่แค่กันข่มความสงสัยเอาไว้ภายในใจเท่านั้นและก็เดินตรงเข้าไปภายในนั้นโดยที่ไม่เอ่ยปากถาม
เขาเดินตรงเข้าไปบริเวณด้านในภายในสถานที่แห่งนี้คือส่วนตระกูลสวีคนที่เป็นเศรษฐีที่มีความมั่งมีเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งบรรดาเหล่าพ่อค้าจำนวนมากมาย
เมื่อเดินทางเข้ามาด้านในพวกเขาเองก็รู้ได้ในทันทีว่าเรื่องนั้นมันไม่ใช่เพียงแค่คำพูดเท่านั้นความจริงเองก็เป็นเช่นนั้นเพราะเมื่อเดินเข้ามาถึงก็มองเห็นได้ในทันทีว่าภายในจวนแห่งนี้ใหญ่โตเพียงใด
ภายในสถานที่แห่งนี้ไม่ได้เพียงแค่ใหญ่โตเท่านั้นขอต่างๆภายในสถานที่แห่งนี้เองก็ดูมีราคาแตกต่างจากของธรรมดาทั่วไป
ทั้งบริเวณหินที่พื้นหรือแม้กระทั่งพวกต้นไม้ที่อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ที่เป็นของตกแต่งระหว่างทางเดินล้วนแล้วแต่เป็นของที่ราคาแพง
ไม่แปลกถ้าสถานที่ที่ชื่อได้ว่าเป็นส่วนของเศรษฐีอันดับหนึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่มีของมีค่าเหล่านี้สิถึงแปลก
แน่นอนว่ามันไม่ใช่ว่ามีเพียงแค่ของมีค่าเหล่านี้เท่านั้นเพราะว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีแต่ของมีค่ามากมายมันเลยทำให้มีผู้คุ้มกันเดินผ่านไปผ่านงามภายในบริเวณนี้เต็มไปหมด
ลู่หยางและคุณชายเว่ยเดินตรงไปยังห้องโถงรับรองที่ถูกชะตาไว้
เขาทั้งสองเข้าไปนั่งรอภายในบริเวณนั้นตามคำสั่งที่ได้รับรอให้ท่านเถ้าแก่สวีเดินทางมาถึง
หลังจากที่เขาทั้งสองเข้ามานั่งรอภายในห้องแห่งนี้อยู่สักพักน้ำชาและขนมได้ถูกนำมาต้อนรับอย่างไม่ขาดตก
เพียงไม่นานหลังจากบ่าสไพร่เหล่านั้นเดินออกไปมันเองก็มีร่างของคนผู้นึงเดินผ่านประตูเข้ามากลายเป็นจุดสนใจให้กับพวกเขาทั้งสอง
ร่างของผู้ที่เดินผ่านประตูเข้ามาเป็นชายชราผู้หนึ่งที่น่าจะมีช่วงวัยอยู่ราวประมาณเลขหกบุคลิกท่าทางไม่ได้ดูย่ำแย่นัก ร่างกายของคนผู้นั้นผอมแห้งสวมใส่อาภรณ์ดูดีที่เป็นชุดผ้าไหมสีทองมีลวดลายงดงามมันเดินด้วยท่าทางเชื่องช้าหลังคอมลงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้มากผมด้านบนเป็นสีขาวโพลนบนใบหน้ามีรอยเหี้ยวย่นปรากฏเล็กน้อย ไร้ซึ่งหนวดเคราดวงตาแฝงความนัยมีเพียงมีความเย็นชาที่สามารถมองออก
บุคลิกท่าทางของคนผู้นี้ภายนอกดูไม่ธรรมดาเลยสักนิดมองดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป
ลู่หยางที่นั่งอยู่ยังสัมผัสได้เลยว่าคนผู้นี้มีบรรยากาศรอบกายที่แตกต่างจากคนธรรมดาแม้ว่ามันจะไม่ใช่คนที่ฝึกฝนวรยุทธแต่ว่าบรรยากาศบริเวณรอบกายที่แผ่ซ่านออกมากับบ่งบอกถึงสติปัญญาและก็ความเย็นชา
คนผู้นี้คือเถ้าแก่สวีมันมีนามว่าสวีหลง
เว่ยเจ๋อจงลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วลู่หยางมองเห็นคนผู้นี้ลุกขึ้นยืนเขาเองก็ลุกขึ้นยืนด้วยเช่นกันตามมารยาทมองดูผู้อาวุโสด้านหน้าเดินเข้าใกล้มาเรื่อยๆ
คนผู้นั้นเดินมาอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าคุณชายเว่ยยกมือทั้งสองขึ้นมาประสานกันก้มคารวะและก็กล่าวอย่างนอบน้อม “คารวะเถ้าแก่สวี!!! ”
คนผู้นี้ควบคุมกิจการมากมายภายในมือเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่พ่อค้าธรรมดาเท่านั้นเรียกได้ว่าเส้นทางการค้าขายภายในบริเวณยี่สิบตัวเมืองส่วนกลางรวมแล้วขึ้นอยู่กับเขาทั้งหมด
เขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ชายชราที่ไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บอันที่จริงแล้วพ่อค้าส่วนใหญ่จะมีเพียงเงินทองภายในมือไร้ซึ่งอำนาจแต่คนผู้นี้ไม่ใช่
เขาถูกการค้าขายกับราชวงศ์ทำให้ตัวของเขานั้นมีอำนาจภายในมือมากพอสมควรมีเส้นสายกับเหล่าขุนนางเองก็ไม่ใช่ในน้อยมันเลยทำให้ตัวของเขากลายเป็นคนที่แม้แต่ขุนนางเองก็ยังต้องให้ความเคารพ
ถ้าพูดถึงเงินภาษีที่หมุนเวียนอยู่ภายในท้องพระคลังปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเงินของคนผูันี้ประมาณ2 ส่วนใน 10 ส่วนเพราะแบบนั้นถ้าขาดคนผู้นี้ไปเองท้องพระคลังเองก็อาจจะเกิดภาวะเงินติดขัดได้มันเลยทำให้เขามีทั้งเส้นสายอำนาจและบารมี
เว่ยเจ๋อจงแม้ว่าจะเป็นพ่อค้ารายใหญ่และคุมการค้าขายทางด้านทิศบูรพาเอาไว้ทั้งหมดตัวของเขาเองก็มีเส้นสายกับเหล่าขุนนางอยู่ประมาณนึงแต่อย่างไรเสียก็คงจะไม่มากเท่าผู้อาวุโสที่อยู่ตรงหน้า
เพราะแบบนั้นเขาเลยแสดงท่าทางที่นอบน้อมเป็นอย่างมากออกมาเพื่อให้เกียรติกับผู้ที่อยู่ด้านหน้าของเขาในยามนี้
ชายชราผู้นั้นเอามือทั้งสองข้างไขว้หลังแล้วก็ใช้ดวงตาจ้องมองมาที่เขา“ ที่แท้ก็เถ้าแก่เว่ย เดินทางมาครั้งนี้แสดงว่านำพาคนมารักษาหลานชายของข้าสินะ ”
“ ใช่แล้วขอรับพวกเราเดินทางมาเพื่อที่จะมารักษาอาการของคุณชายสวี ”
สวีหลงผู้ที่มีสายตาเฉียบคมยืนอยู่เบื้องหน้าใช้ดวงตาเหลือบไปมองท่านหมอที่เว่ยเจ๋อจงนำพามาด้วยใช่แล้วเขาใช้ดวงตาของตนเองมองตรงมาที่ลู่หยางดวงตาคู่นั้นมองตรงมาก็ราวกับว่าเป็นดวงตาที่ทิ่มแทงและจ้องมองเราก็พยายามจะส่องทุกอย่าง
ลู่หยางรู้สึกไม่ดีเลยที่โดนมองด้วยสายตาเช่นนั้นมันไม่ใช่สายตาที่เหยียดหยามแต่มันเป็นสายตาที่พยายามจะประเมินเขาต่างหาก
หลังจากที่โดนมองด้วยสายตานั้นเขาเองก็รู้ได้ในทันทีเลยว่าถ้าแก่ที่อยู่ด้านหน้าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
คนที่จะมีสายตาเช่นนั้นได้มีแต่พวกที่มีประสบการณ์และผ่านประสบการณ์มากมายมาอย่างโชกโชนเท่านั้น
สวีหลงหลังจากที่มันใช้ดวงตาของตนเองมองอยู่สักพักก็ได้กล่าวขึ้น“ เจ้านำพาคนที่เพิ่งเริ่มรักษาคนมาหรืออย่างไร? ”
ไม่แปลกที่คนผู้นั้นจะเอ่ยออกมาเช่นนั้นมองดูจากสายตาของมันลู่หยางอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบห้าปีเพราะแบบนั้นน่าจะรักษาคนมาเพียงไม่เท่าไรไม่น่าจะมีความสามารถมากพอที่จะรักษาหลานชายของมันตาย
ท่านหมอแต่ละคนที่ถูกเชิญมาที่สถานที่แห่งนี้ล้วนแล้วเป็นท่านหมอที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างหนักพวกมันเป็นท่านอาวุโสที่มีประสบการณ์ภายในชีวิตมาไม่ใช่น้อยรักษาคนมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นคน
ในสายตาของชายชราผู้นี้บุรุษหนุ่มที่เพิ่งจะเริ่มรักษาคนจะสามารถรักษาอาการของหลานชายมันได้อย่างไร
เว่ยเจ๋อจงคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าต้องมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นเขายังคงประสานมือเอาไว้ยกมือขึ้นมาเล็กน้อยและก็กล่าวรายงาน “เรียนท่านเถ้าแก่สวี โปรดใจเย็นก่อน ท่านมองเห็นว่าเขาเป็นเพียงแค่บุรุษหนุ่มแต่ว่าความสามารถของเขาไม่ธรรมดาเลยคงจะเคยได้ยินข่าวท่านหมอเทวะที่สามารถรักษาโรคระบาดที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณครึ่งปีก่อนได้นั่นคือฝีมือของเขา”
ข่าวนั้นขจรไปไกลแน่นอนว่าผู้คนทั่วทั้งดินแดนต่างพากันร่วงรู้เกี่ยวกับโรคระบาดที่เกิดขึ้นเมื่อได้ยินว่าหมอหนุ่มผู้นี้เป็นคนรักษาโรคระบาดนั้นและทำให้ผู้คนมากมายยกย่องว่าเป็นหมอเทวะ
แน่นอนว่าเขาต้องมองหนุ่มผู้นี้ใหม่ดวงตาของสวีหลงหม่องเปลี่ยนไปเขามองลู่หยางด้วยสายตาที่ยอมรับมากขึ้นแต่ว่าก็ยังคงท่าทางเย็นชาเอาไว้ภายนอกแล้วก็กล่าวขึ้นมา “ไม่คิดเลยว่าคนหนุ่มยุคสมัยนี้จะมีความสามารถเช่นนี้ ”
“ การที่พวกเจ้าทั้งสองมาอยู่ด้วยกันสถานการณ์เช่นนี้และคนรู้จักกันถือได้ว่าคนที่มีความสามารถดึงดูดคนที่มีความสามารถ ”
“ ที่ผ่านมาสามรุ่นตระกูลเว่ยไม่สามารถควบคุมการค้าทางด้านฝั่งทิศบูรพาได้ทั้งหมดแต่ในยุคสมัยนี้เว่ยเจ๋อจงใช้เวลาตอนที่ตัวเองอายุเพียงแค่ยี่สิบกลางๆเท่านั้นก็สามารถทำได้ส่วนเจ้าเองก็เป็นแพทย์ที่มีความสามารถยอดเยี่ยม ”มันเป็นคนเอ่นชมที่ออกมาจากปากของคนผู้นั้น
“ ตามข้ามา!!! ” สวีหลงหันหลังของตนเองแล้วก็เดินตรงไปอย่างรวดเร็ว
จบบท