“ท่านอ๋อง ไม่ทราบว่าพิธีล่าสัตว์ในอีกสองเดือนข้างหน้านี้ นอกจากพระชายาแล้ว ท่านประสงค์จะให้ผู้ใดติดตามไปด้วยหรือไม่” ลู่หานเอ่ยถามเสวียนเยว่ในขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งจิบชาพร้อมกับอ่านจดหมายที่หน่วยลับที่ชายแดนได้ส่งมาให้
“เ้าจงให้คนไปแจ้งแก่จื่อเว่ยให้นางเตรียมตัวในภายหลังเถิด ส่วนพระชายา ข้าจะคุยกับนางเอง อีกทั้งจดหมายฉบับนี้ เ้าจงนำมันไปมอบให้องค์รัชทายาทแทนข้าที” เสวียนเยว่ตอบคำถามพลางยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้แก่องครักษ์คู่ใจ
“พ่ะย่ะค่ะ แล้วเื่ที่พระองค์จะให้พระชายาย้ายมาอยู่ที่ตำหนักเดียวกันกับพระองค์นี้ ให้ดำเนินการเช่นนั้นเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ยังก่อน ข้ายังรู้สึกว่านางหวาดระแวงในตัวข้าอยู่มาก ถ้าให้นางย้ายมาตอนนี้ คงได้นอนตัวเกร็งทั้งข้าและนางอีกเป็แน่ เช่นนั้นเ้าจงให้คนไปหาเตียงที่ใหญ่และนอนหลับสบายสักหน่อยไปไว้ที่ตำหนักของนางแทนก็แล้วกัน ข้าวของทุกอย่างในตำหนักของนางนั้นก็จงจัดแจงให้สมฐานะของนางผู้เป็พระชายา อย่าได้ให้ผู้ใดมากล่าวว่าเราละเลยนางได้อีกเป็อันขาด อ้อ อีกทั้งห้องเครื่อง อย่าลืมกำชับให้ดูแลเื่อาหารของนางเป็พิเศษ ข้ารู้สึกว่าตัวนางนั้นออกจะผอมบางไปสักหน่อย” เมื่อเสวียนเยว่กล่าวอย่างยาวเหยียด ส่วนลู่หานก็เห็นได้ถึงความเปลี่ยนไปของผู้เป็นายได้อย่างชัดเจน
ดูท่าว่า ท่านอ๋องคงจะเริ่มเอ็นดูในตัวของพระชายาขึ้นมาอยู่บ้างแล้ว ก่อนที่เ้าตัวจะจากไปพร้อมด้วยคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย
ทางด้วยเยี่ยนหลีที่เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเสวียนเยว่นั้นได้ตื่นไปนานแล้ว ตัวนางก็โล่งใจไปอีกระดับหนึ่ง ด้วยว่านางในตอนนี้ยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายแต่อย่างใด หากแต่มีเพียงจื่อหยาง ที่มาเฝ้ารอนางที่หน้าตำหนักั้แ่เช้าตรู่แล้ว
“จื่อหยาง คนของท่านอ๋องกล่าวเช่นนั้นกับเ้าจริงใช่หรือไม่ เ้าไม่ได้หลอกข้านะ” เยี่ยนหลีถามด้วยน้ำเสียงที่ดูตื่นเต้นเมื่อจื่อหยางกล่าวรายงานถึงสิ่งที่ตนเพิ่งได้รับฟังมา
“ทูลพระชายา เป็เช่นนั้นเพคะ ท่านอ๋องได้สั่งให้คนไปปรับปรุงตำหนักของท่านใหม่เสียหมด โดยนอกจากนี้ ท่านอ๋องยังทรงเน้นย้ำ เอ่อ ย้ำเื่...”
“เื่อันใด เ้ากล่าวมาให้จบในคราเดียวได้หรือไม่เล่า” เยี่ยนหลีรับฟังด้วยความตื่นเต้นและเป็กังวลอยู่หลายส่วน
“โดยเฉพาะเตียงนอนเพคะ” จื่อหยางกล่าวอย่างเขินอาย ด้วยทุกคนในจวนนั้นต่างรู้ถึงจุดประสงค์ในการเปลี่ยนเตียงนอนในครั้งนี้ และนั่นก็รวมไปถึงเยี่ยนหลี ที่จากเพิ่งจะตื่นนอนได้เพียงไม่นาน ตอนนี้จวนจะเป็ลมไปอีกแล้ว
ชายผู้นี้ เดิมทีก็นับได้ว่าเป็คนแปลกหน้าสำหรับนาง การที่อีกฝ่ายมาทำดีด้วยเช่นนี้ ทั้งที่ตัวนางเองในอดีตก็สร้างเื่ไว้กับเขามากมายอยู่ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ เยี่ยนหลีจึงยังไม่อาจไว้ใจในท่าทีที่แปลกไปของอีกฝ่ายได้อย่างไร้กังวล
เสวียนเยว่เป็พระราชโอรสองค์ที่สองของฮองเฮา โดยพระราชโอรสองค์โตนั้นมีนามว่า อี้เทียน ซึ่งเป็องค์รัชทายาทในขณะนี้
ฝ่าามีพระราชโอรสกับฮองเฮาทั้งสิ้นแล้วสองพระองค์ สองพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวไม่แก่งแย่งในราชบัลลังก์ หากแต่พี่น้องในที่นี้ กลับหมายถึงองค์รัชทายาทและเสวียนเยว่เพียงเท่านั้น ด้วยว่าราชบัลลังก์ันี้ยังถูกหมายตาจากเหล่าองค์ชายและผู้สนับสนุนอื่นๆ ที่เหลืออยู่ไม่น้อย
เช่นนั้นแล้ว เพื่อให้บัลลังก์ของผู้เป็พี่มั่นคง เสวียนเยว่จึงได้รับหน้าที่ในการออกหน้าและสู้รบกับเหล่าฏที่จะมาแย่งชิงบัลลังก์นี้อย่างสุดกำลัง โดยหนึ่งในแผนการนั้น ก็คือการแต่งเหล่าอนุและชายารองที่เป็บุตรสาวของเหล่าขุนนางที่อยู่ฝั่งตรงข้ามผู้เป็พี่ชายเข้าจวนอ๋องของเขานั่นเอง
เรียกได้ว่า การแต่งงานของเขานั้น หาได้มีเ้าสาวคนไหนที่แต่งเข้ามาในจวนของเขาด้วยความรักหรือเสน่ห์หาเลยสักคน
จื่อเว่ยเป็บุตรธิดาของเสนาบดีสกุลจางที่เดิมทีแล้วตระกูลของนางนั้นให้การสนับสนุนกับองค์ชายสาม ด้วยว่าพระสนมที่เป็มารดาขององค์ชายสามนั้น มีสายเืมาจากสกุลจางนั่นเอง
หากแต่ด้วยจื่อเว่ยที่รักและลุ่มหลงในตัวของเสวียนเยว่อย่างเปี่ยมล้น เช่นนั้นแล้ว แม้จะเป็เพียงตำแหน่งของพระชายารอง ตัวนางก็ยินดีที่จะรับมันไว้โดยไม่มีข้อแม้ หากแต่การยอมรับของนางนั้น กลับเป็เพียงตำแหน่งของพระชายารองที่นางวางแผนไว้เพียงในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
จื่อเว่ยหาใช่ผู้ที่มักน้อยหรือไร้ซึ่งความทะเยอทะยานแต่อย่างใด นางยังคงเฝ้าฝันถึงตำแหน่งพระชายาของเสวียนเยว่อยู่เสมอ หากแต่การที่จะขึ้นไปสู่จุดนั้นได้ นางยังต้องเฝ้ารอเวลา อีกทั้งนางยังคิดว่าเยี่ยนหลีเองก็เป็เพียงสตรีโง่งมในรักผู้หนึ่ง การที่จะดึงนางลงมาจากตำแหน่งพระชายานั้น จื่อเว่ยก็ไม่นับว่าเป็เื่ที่ยากเกินกำลังของนางและผู้เป็บิดาสักปานใด
จื่อเว่ยและเยี่ยนหลีนั้น นับได้ว่าเป็ศัตรูกันมาั้แ่ก่อนที่จะแต่งเข้าจวนอ๋องแล้ว แม้จะยังไม่เคยมีการปะทะกันซึ่งหน้า แต่จื่อเว่ยที่มีทั้งบิดาที่คอยให้ท้ายและเหล่าคุณหนูด้วยกันมากมายคอยหนุนหลังในการใส่ร้ายเยี่ยนหลีในแต่ละครั้งก็ดูจะมีชัยเหนือเยี่ยนหลีอยู่ร่ำไป
หากแต่ความปราชัยเพียงครั้งเดียวที่จื่อเว่ยนั้นมี ก็คือสมรสพระราชทานที่หล่นลงไปสู่หน้าตักเยี่ยนหลีนั่นเอง ซึ่งความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ จื่อเว่ยก็ไม่เต็มใจที่จะยอมรับมันสักเท่าไร
“ท่านพ่อ ข้าไม่ปรารถนาที่จะให้นางมีชีวิตรอดอีกต่อไป การมีอยู่ของนางในจวนอ๋องแห่งนี้ก็ดูจะเป็ที่ขวางหูขวางตาข้าอยู่ไม่น้อย บัดนี้บิดาของนางก็สิ้นแล้ว ท่านจงรีบจัดการนางให้พ้นทางเดินของข้าเสียทีเถิด” จื่อเว่ยกล่าวอย่างมีอารมณ์ขุ่นเคืองในใจ นางรักของนางมาเนิ่นนาน พยายามทำทุกวิถีทางให้ตนนั้นได้อยู่ในสายตาของเสวียนเยว่
สุดท้ายแล้ว กลับกลายเป็เยี่ยนหลีที่ได้ตำแหน่งพระชายาที่นางหมายตาไป
“ลูกพ่อ เ้าต้องเรียนรู้ที่จะใจเย็นให้มากกว่านี้ เหตุการณ์ในครั้งก่อนที่นางนั้นรอดมาได้ ก็เป็เพียงความโชคดีอันน้อยนิดของนางก็เท่านั้น ยามนี้พ่อยังมีเื่อื่นที่ต้องรีบเร่งจัดการ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรพระชายาเสวียนเยว่จะต้องหายไปจากสายตาของเ้าภายในปีนี้อย่างแน่นอน และในระหว่างนี้ เ้าจงจับตาดูเสวียนเยว่ไว้ให้ดี หากว่าเขาติดต่อผู้ใด เดินทางไปที่ไหน เ้าต้องรีบรายงานพ่อทันที เข้าใจหรือไม่” เมื่อผู้เป็พ่อกล่าวจบ จื่อเว่ยก็พยักหน้ารับคำอย่างง่ายดาย
นางรักเสวียนเยว่นั้นเป็เื่จริง และการที่จะทำให้นางนั้นได้มาซึ่งตำแหน่งพระชายา บิดาของนางก็จำเป็ที่จะต้องมีอำนาจมากกว่าอีกฝ่ายอยู่สักหน่อย
เช่นนั้นแล้ว นางจึงคอยให้การช่วยเหลือบิดาในการที่จะสนับสนุนองค์ชายสามอย่างลับๆ เพื่อให้อีกฝ่ายได้ขึ้นเป็องค์รัชทายาทแทนองค์รัชทายาทปัจจุบันให้จงได้
เมื่อวันนั้นมาถึงองค์ชายแปดผู้นี้ที่นางนั้นปักใจรักมาเนิ่นนานคงได้ชายตาหันมามองนางจริงๆ สักที
เสวียนเยว่ แม้ท่านจะมองข้าเป็เพียงหมากตัวหนึ่ง แต่หมากเช่นข้า จะทำให้ท่านต้องคุกเข่าลงต่อหน้าข้า อ้อนวอนข้า และยอมมอบตำแหน่งพระชายาที่ท่านแสนจะหวงแหนนั้นให้แก่ข้าในสักวันหนึ่ง