หอประชุมศิลาขาว สำนักเทพอัสนีย์
ภายในหอประชุมศิลาขาว บรรยากาศตึงเครียดและเคร่งขรึม เหล่าเทพและผู้เฒ่าจากสามสำนักใหญ่และหนึ่งพรรคที่สำคัญในพิภพนี้มารวมตัวกัน ทุกคนกำลังถกเถียงและปรึกษาหารือกันเื่สถานการณ์ที่ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ของโลกเทพและเผ่ามารที่คุกคามอยู่เรื่อยมา
เทพอัสนีย์ "ขอบใจทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการประชุมครั้งนี้ ทั้งเทพในพิภพนี้จากสามสำนักใหญ่และอีกหนึ่งพรรค บัดนี้ มารพยัคขาวได้ทะลวงเขานารีนิทราเพื่อทำทางเข้า-ออกสำเร็จแล้ว และยังใช้มนต์บังตาซ่อนไว้มิให้ใครพบทางเข้า-ออกนี้ พวกท่านมีความเห็นอย่างไร?"
ผู้เฒ่าเพลิงประจิม "ข้าคิดว่าเราควรระดมยอดฝีมือปูพรหมค้นหาทางเข้า-ออกนี้ให้พบ แล้วก็ทำลายหรือไม่ก็ปิดผนึกซะ"
ผู้เฒ่าหยั่งรู้ "ข้าไม่เห็นด้วย พวกมารอยู่ในที่ลับ เราอยู่ในที่โล่งแจ้ง หากเดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป อาจพบกับความสูญเสียที่ไม่อาจนึกถึงได้ เผ่ามารมีพร์ด้านค่ายกลและการปกปิดอำพราง ข้าคิดว่าป่านนี้คงมีค่ายกลและกองกำลังดักซุ่มอยู่จำนวนมากแล้ว"
นางมารบูรพายืนขึ้น "ข้าไม่อยากจะช่วยพวกเ้าเท่าไหร่หรอกนะ เพราะพวกเ้าตั้งใจจะเข่นฆ่ามาร อาจารย์ของข้าก็เป็เผ่ามาร แต่ข้าจะขอเตือนพวกเ้าไว้สักอย่างหนึ่ง มารมีจำนวนมากกว่าพวกท่านเยอะมาก แถมระดับและฝีมือโดยเฉลี่ยก็ดีกว่าพวกท่านมาก คิดจะทำอะไรอย่าวู่วาม งานนี้ข้าขอไม่เข้าร่วม ข้าไปละ"
นางมารบูรพาวาร์ปหายตัวไปทันที ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมเงียบงันชั่วขณะ
เทพอัสนีย์ถอนหายใจ "ช่างเถอะ ยังไงซะ นางก็เป็คนดีนะ ข้าเข้าใจ เราประชุมกันต่อเถอะ"
ผู้เฒ่าเพลิงประจิมยิ้มแย้ม "ไม่ใช่เพราะนางเป็แม่ของพระสนมเทพวารีหรอกหรือ?"
พูดจบ เทพอัสนีย์แสดงสีหน้าไม่พอใจ เปล่งสายฟ้าออกจากฝ่ามือพร้อมกับพายุลูกใหญ่ทำให้ผู้เฒ่าเพลิงประจิมรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรไม่งามออกไป
ผู้เฒ่าเพลิงประจิมรีบกล่าวแก้ตัว "ข้าล้อเล่นจะได้ไม่เครียดกัน ท่านอย่าโกรธข้าเลยนะ"
เทพัเขียวพูดเสียงหนักแน่น "ข้าอาสาไปสำรวจให้เอง เพราะคนในพิภพนี้ส่วนใหญ่ยังไม่บรรลุขั้นเทพแท้ หากออกไป อาจเสี่ยงต่อชีวิตได้"
เทพวายุแย้งขึ้น "ข้าว่าให้ 5 ที่ปรึกษาไปด้วยก็ดีนะ มีอะไรจะได้คอยช่วยเหลือกัน"
เทพัเขียว "ข้าว่าไม่เหมาะ เพราะ 5 ที่ปรึกษายังไม่มีใครเป็เทพแท้เลยสักคนเดียว ข้าไปคนเดียวจะดีกว่า"
เทพอัสนีย์ครุ่นคิดสักพัก "ถ้าเช่นนั้นให้องค์หญิงภูตไปด้วย สำหรับ 5 ที่ปรึกษา ผู้ใดจะสมัครใจไปด้วยก็ได้"
เทพวายุรีบกล่าว "งั้นข้าไปเอง"
องค์หญิงภูตส่งข้อความทางกระแสจิตให้กับเทพอัสนีย์
องค์หญิงภูต (ทางกระแสจิต) "นางหลงรักเทพัเขียวนี่เอง ท่านพี่ให้นางไปเถอะนะ”
เทพอัสนีย์พยักหน้า "ได้ เช่นนั้น เทพัเขียว องค์หญิงภูต และเทพวารี ไปสำรวจด้วยกัน หาตำแหน่งทางเข้า-ออกให้พบ แล้วผนึกไว้ แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ให้กลับมาบอกข้า"
ทั้งสามคนกล่าวพร้อมกัน รับทราบ!
ทันใดนั้น ทั้งสามก็ะโขึ้นไปยังท้องฟ้า แล้วเหาะไปยังเขานารีนิทรา
ณ ท้องฟ้าเบื้องบนเขานารีนิทรา
ที่ท้องฟ้า้าเขานารีนิทรา มีหมอกสีเหลืองปกคลุมอยู่หนาทึบ เทพวายุหยุดเหาะกลางอากาศ มองลงไปด้านล่างด้วยสายตาแหลมคม
เทพวายุ "ดูด้านล่างทางซ้ายสิ มีกลุ่มหมอกสีเหลืองแปลกๆ ลงไปดูกันเถอะ"
องค์หญิงภูตเตือน "ระวังตัวกันด้วยนะ มันอาจเป็กับดักก็ได้"
ทั้งสามค่อยๆ ลดระดับลงสู่พื้น เมื่อเท้าััพื้นดิน กลุ่มอสูรเพลิงนับร้อยปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน พวกมันมีร่างกายสีดำ มีเขาคล้ายแพะและไฟลุกท่วมตัว พร้อมด้วยอาวุธเป็ลูกไฟที่สามารถขว้างออกมาได้ไม่จำกัด
องค์หญิงภูตะโด้วยความระมัดระวัง "พลังมันระดับเดียวกับจอมเทพระดับ 4 เลยเชียวนะนี่ ขนาดพวกนี้ยังไม่ใช่ระดับหัวหน้านะเนี่ย! เ้าสองคนระวังตัวให้ดี พวกเ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกมัน!"
องค์หญิงภูตใช้ท่าไม้ตาย “ภูติเริงระบำ” นางร่ายรำพัดในมือแล้วโบกสะบัดไป เกิดเป็ลำแสงสีม่วงหลายสายตามแนวซี่พัด ลำแสงนี้เมื่อกระทบกับอสูรเพลิง ร่างของมันก็สลายไปในอากาศทันที
ท่ามกลางเสียงควันหมอก เสียงปรบมือดังขึ้น พร้อมเสียงพูดเย็นะเืดังออกมา
เสียงปริศนา "ยอดเยี่ยมมาก พลังจอมเทพระดับ 6"
ทุกคนหันไปทางต้นเสียง และพบกับร่างของมารพยัคขาวที่น่าเกรงขาม ยืนอยู่ในกลุ่มหมอกควัน
องค์หญิงภูตถามด้วยความระมัดระวัง "ท่านเป็ใคร?"
มารพยัคขาวยิ้มเ้าเล่ห์ เตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้...
ท่ามกลางหมอกควันที่ปกคลุมูเานารีนิทรา มารพยัคขาวยืนอยู่ตรงหน้าทั้งสามคนด้วยท่าทีสง่างามและเย้ยหยัน สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์และอำนาจ
มารพยัคขาว "ข้าก็คือมารพยัคขาวน่ะสิ!"
องค์หญิงภูตยิ้มเล็กน้อย "นึกว่าหน้าตาเป็เสือ ไม่นึกว่าจะเป็บุรุษรูปงามเช่นนี้"
มารพยัคขาวยิ้มอย่างมีเสน่ห์ "พูดได้ดี สมแล้วที่เ้าจะได้มาเป็สนมของข้า"
องค์หญิงภูตโมโห "สามหาว! ข้าเป็สนมของเทพอัสนีย์ หากเ้าแตะต้องข้า เทพอัสนีย์ย่อมไม่ปล่อยเ้าไว้แน่!"
มารพยัคขาว "ข้าไม่สนใจกับพวกอ่อนด้อยหรอกนะ อยู่ๆ พวกเ้าสตรีทั้งสองคนก็มาหาข้าเอง ฮ่าๆๆๆ"
มารพยัคขาวสร้างประตูมิติขนาดใหญ่ที่หมุนตัวขึ้นกลางอากาศ ทำให้บรรยากาศปั่นป่วนและเกิดหลุมอากาศมหึมาเหนือเขานารีนิทรา
มารพยัคขาว "พวกเ้าจะต้องไปกับข้า ผู้หญิงเอาไปเป็สนม ผู้ชายข้าจะเอาแก่นิญญาไปใช้ ฮ่าๆๆๆ"
องค์หญิงภูตไม่ยอมแพ้ "อย่าฝันไปเลย! ะเิโลหิต!"
องค์หญิงภูตกัดนิ้วตนเองแล้วป้ายเืที่พัด จากนั้นสะบัดพัดใส่หลุมอากาศ เสียงะเิดังสนั่น หมอกควันหนาแน่นขึ้นปกคลุมไปทั่วบริเวณ
มารพยัคขาวหัวเราะเย้ย "เ้านี่ชอบก่อเื่งั้นลองไอมารรัญจวญจิตดูหน่อยก็แล้วกันนะ"
มารพยัคขาวโบกมือหนึ่งครั้ง กลุ่มควันสีเขียวลอยปกคลุมเขานารีนิทราทั้งลูก และสูงขึ้นไปอีก 500 เมตร บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นมารรัญจวญจิตที่รุนแรง
องค์หญิงภูตใ "แย่แล้ว! ไอนี้แม้แต่เทพแท้ระดับ 5 ก็ยังทนไม่ไหวเลย! เ้าสองคนรีบหนีไป!"
องค์หญิงภูตดึงร่างของเทพัเขียวและเทพวายุให้กระเด็นออกไป แต่ไม่ทันไร มารพยัคขาวซัดพลังปราณใส่ทั้งสองคน ดันร่างให้พุ่งไปยังหลุมอากาศ องค์หญิงภูตต้องใช้ะเิโลหิตกับหลุมอากาศอีกครั้ง ทำให้ร่างทั้งสองปลิวไปกระทบเข้ากับขอบนอกของหลุมอากาศ แล้ววาร์ปหายไป
องค์หญิงภูตเห็นดังนั้นก็ใ เธอเหาะขึ้นไปในอากาศเพื่อสังเกตดูเทพทั้งสองคน แต่โดยไม่ทันระวังตัว มารพยัคขาวก็ขว้างบ่วงมัดเทวะไปมัดตัวเธอไว้แล้วพาเธอกลับไปยังเมืองเมฆอัคคี
ณ ห้องประกายอัสนี พระราชวังอัสนีดารา
ในห้องประกายอัสนี เทพอัสนีย์ยืนพูดคุยกับเทพเหมันต์ ทั้งสองมีสีหน้าเครียดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
เทพอัสนีย์ "น้องนี พี่คงต้องไปช่วยองค์หญิงภูติแล้วละนะ"
เทพเหมันต์สงสัย "เกิดอะไรขึ้นหรือพี่โก้?"
เทพอัสนีย์ "องค์หญิงภูติถูกมารพยัคขาวจับตัวไป นางถูกไอมารรัญจวญจิตด้วย ไอมารนี้อยู่ได้ถึง 2 ชั่วยาม ตอนนี้ร่างกายนางยังต้านไว้ได้ แต่อ่อนกำลังลงเรื่อยๆ ไอมารนี้จะดูดพลังทำให้อ่อนแรงและยังกระตุ้นความปรารถนาอีกด้วย หากทนไม่ไหวคงจะได้เป็สนมของมารพยัคขาวเป็แน่ ส่วนอีกสองคนน่าจะพลัดหลงอยู่ในมิติเวลา อีกสัก 1 ชั่วยามก็น่าจะออกมาได้ แต่ก็อาจจะถูกไอมารรัญจวญจิตทั้งคู่ รอดมาได้คงต้องจัดงานแต่งให้ทั้งคู่แล้วละนะ"
ทันใดนั้น มีเสียงทหารยามรายงานเข้ามา
ทหารยามองครักษ์ "ท่านปราชญ์ิญญาขอเข้าเฝ้า!"
เทพอัสนีย์พยักหน้า "เชิญ!"
ปราชญ์ิญญารีบเดินมาตรงหน้าเทพอัสนีย์แล้วกล่าวอย่างเร่งรีบ
ปราชญ์ิญญา "สถานการณ์เร่งด่วน ท่านมหาเทพจอมราชันได้สั่งให้ข้ารีบมารับตัวท่านเพื่อส่งท่านไปเรียนกับท่านปราชญ์อุดร ส่วนทางด้านนี้ให้เทพเหมันต์กับเทพพิรุณจัดการแทน ท่านต้องรีบผ่านระดับมหาเทพโดยเร็วเพื่อปราบมาร ขณะนี้จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณได้ยกทัพมาล้อมพิภพเทพไว้และเข้าโจมตีทางด้านพิภพภูติของท่านภมรทักษิณ เทพาุโส่วนใหญ่จึงไปช่วยที่เมืองนี้ ส่วนพิภพอัสนีพวกเ้าต้องพึ่งตัวเองแล้วละนะ”
เทพอัสนีย์หันมาทางเทพเหมันต์ "พี่ฝากทางนี้ด้วยนะ"
เทพเหมันต์พยักหน้า "ท่านพี่ไม่ต้องเป็ห่วง ทางนี้น้องกับอาจารย์จะดูแลให้เอง"
เทพอัสนีย์ "พี่ไปละนะ"
กล่าวจบ เทพอัสนีย์และปราชญ์ิญญาก็วาร์ปหายตัวไปทันที
ณ โพลงถ้ำภายในเขานารีนิทรา หลังจาก 1 ชั่วยามผ่านไป
ร่างของเทพัเขียวและเทพวายุวาร์ปหล่นลงมานอนทับกันในโพลงถ้ำที่เงียบสงัด ด้วยฤทธิ์ของไอมารรัญจวญจิต ทั้งสองสุดที่จะอดใจได้ และเกิดความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน
เทพวายุหายใจหอบ "พอได้แล้วท่านพี่ ฤทธิ์ของไอมารรัญจวญจิตหมดไปตั้งนานแล้วนะ"
เทพัเขียวยิ้มอย่างขี้เล่น "ก็ความรัญจวญยังอยู่ในใจพี่ไม่หายเลยนี่นา"
เทพวายุทำเสียงแข็ง "พอได้แล้ว เรามีภาระกิจต้องทำนะ"
เทพัเขียว "แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดีล่ะ? สู้พวกมารก็สู้ไม่ไหว"
เทพวายุ "กลับสำนักอัสนีแล้วรายงานเื่ทั้งหมดให้เทพอัสนีย์ฟัง"
เทพัเขียวครุ่นคิด "งานนี้พี่ตายแน่ ที่เอาพระสนมมาเป็เมีย..."
เทพวายุหน้าแดง "ไม่นะ ข้าไม่ใช่พระสนม ข้าเป็แค่ที่ปรึกษาเท่านั้น!"
เทพัเขียวยิ้มขำ "ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้นว่า งานประกวดสาวงามทั้ง 5 คืองานเลือกพระสนมให้กับเทพอัสนีย์!"
เทพวายุตีแขนเทพัเขียวเบาๆ ด้วยความเขินอาย ทั้งสองต่างมองหน้ากันด้วยสายตาที่เข้าใจ ทั้งสองคนวาร์ปออกมาจากโพรงถ้ำแล้วเหาะกลับสำนักอัสนี เพื่อหาทางแก้ไขสถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้ต่อไป