ลั่วจวินยืนอยู่บนลานหินหน้าซุ้มประตูของสำนักชางหลิน
ซุ้มประตูนั้นสูงตระหง่าน มองเห็นตัวอักษรชื่อสำนักถูกสลักอยู่บนคานหินเหนือขึ้นไป ตัวอักษรเ่าั้ ลึก คม และเก่าพอจะทำให้คนที่เคยสัญจรผ่านประตูนี้รู้ว่า สถานที่แห่งนี้มิใช่ที่ซึ่งผู้ใดจะบุกเข้ามาเหยียบได้ง่าย ๆ
ทว่ายามนี้ ขอบคานด้านหนึ่งบิ่นหัก เสาคู่หน้ามีรอยแตกร้าวลากยาวลงมาถึงฐาน เป็ร่องกระบี่ รอยฝ่ามือ และรอยกระแทกจากแก่นพลังตัดซ้อนกันทั่วผิวหิน ราวกับตัวซุ้มประตูเองก็เพิ่งผ่านการต่อสู้อันยืดยาวมาไม่ต่างจากคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
ชื่อสำนักที่เคยเด่นชัดดูหม่นลงเมื่อมองเห็นไอเย็นดำน้ำเงินตกค้างอยู่ตามร่องรอยจากการต่อสู้ที่ผ่านมาได้ไม่นาน
ไอเย็นชนิดนั้นไม่ควรปรากฏบนป้ายหินของสำนักใหญ่
ลั่วจวินเหลือบมองไอเย็นที่ตกค้างอยู่ตามรอยกระบี่บนเสาหิน
เคยมีคนสอนเขาั้แ่ยังเด็กว่า แก่นพลังในใต้หล้านี้แบ่งเป็สองสาย เหยียนอุ่นและสว่าง เสวียนลึกและเย็น สายหนึ่งสำนักใหญ่ยกเป็รากฐาน ราชสำนักจดชื่อไว้เป็กำลังของแผ่นดิน อีกสายหนึ่งผู้คนลดเสียงลงทุกครั้งที่เอ่ยถึง และหากมันปรากฏในกายผู้ใด คำว่า มาร ก็มักตามมาเสมอ
คนคนเดียวกันยังบอกอีกว่า โดยธรรมชาติของมัน แก่นพลังย่อมเป็แก่นพลัง สิ่งใดจะช่วยชีวิตหรือคร่าชีวิต ล้วนอยู่ที่มือของผู้ใช้ ไม่ใช่แก่นของพลังที่ไหลอยู่ในกาย
ลั่วจวินเคยเชื่อเช่นนั้น
ทว่ายามนี้ คนทั้งลานที่ยืนล้อมเขาอยู่ ดูจะมีความเห็นไม่ตรงกับความเชื่อนั้น
ลั่วจวินยืนห่างจากเสาหินซ้ายเพียงสามก้าว
นั่นไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาเลือกั้แ่แรก
ก่อนหน้านี้ เขาถูกบีบจากกลางลานมาถึงหน้าซุ้มประตู ถูกบังคับให้ถอยทีละ่จนแผ่นหลังแทบไม่มีทางให้ถอยต่อ เื้ัคือบันไดหินที่ทอดขึ้นสู่ประตูสำนัก เบื้องหน้าคือคนจากสำนักใหญ่ ตระกูลใหญ่ และราชสำนักที่ปิดล้อมไว้ทุกด้าน
เขายืนตัวตรงเกินกว่าคนาเ็ควรยืน ไหล่ขวามีรอยแทงจากปลายหอก เืยังไหลไม่หยุด ชายโครงข้างซ้ายมีรอยเืแห้งกรังเกาะตามรอยขาดซึมผ่านเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มจนกลายเป็คราบดำ รอยฟันหลายแห่งบนแขนและลำตัวบอกชัดว่าการต่อสู้ก่อนหน้านี้มิได้เริ่มขึ้นเพียงกระบวนสองกระบวน
ผมดำที่เคยมัดไว้หลุดลุ่ยลงข้างแก้ม ใบหน้าเปื้อนฝุ่นกับคราบเืแห้ง แต่โครงหน้านั้นยังคมชัดเกินกว่าจะถูกาแกลบไปหมด
ถึงแม้จะยืนอยู่กลางวงล้อมเพียงคนเดียว แต่ดวงตาคู่นั้นยังนิ่งพอจะทำให้คนที่ล้อมอยู่รอบนอกไม่มีผู้ใดอยากเป็คนแรกที่ก้าวผิดจังหวะ
กระบี่เก่ายังอยู่ในมือขวา
ใบกระบี่มีรอยร้าวลากยาวจากกลางคมลงเกือบถึงโคน ทุกครั้งที่ปลายนิ้วลั่วจวินขยับ รอยร้าวนั้นจะสะท้อนแสงเย็นวูบหนึ่ง คล้ายเหล็กเก่าที่ฝืนรับน้ำหนักมาไกลเกินกว่าที่มันควรรับได้
รอบลาน คนจากแต่ละฝ่ายยืนปิดพื้นที่ไว้คนละด้าน
อาภรณ์ขาวแขนแคบของสำนักกระบี่พิสุทธิ์เรียงอยู่ด้านหน้า ลายกระบี่เงินตรงปลายแขนสะท้อนแสงเย็นทุกครั้งที่ผู้สวมขยับมือ คนของพวกเขาถือกระบี่ตรงเหมือนยืนอยู่หน้าป้ายบรรพชน ทั้งที่คมกระบี่หลายเล่มยังเปื้อนเืสด
ด้านหลังคือสำนักเหล็กผา เสื้อหนังสีดำขอบแดงกับขวานด้ามยาวตั้งเป็แนวหนักทึบ ราวผนังหินที่ถูกยกมาปิดทางถอย
ด้านซ้ายเป็คนของสำนักจันทราหมอกยืนแทรกอยู่หลังเสาหินที่แตกร้าว อาภรณ์สีเทาหม่นของพวกเขากลืนกับม่านหมอกสีเงินเรื่อใกล้พื้นจนแยกคนกับเงาแทบไม่ออก
ไกลออกไปเหนือแนวเนิน คนของสำนักเมฆหยกในอาภรณ์เขียวอ่อนลายเมฆยืนสงบอยู่ใต้แสงสุดท้ายของวัน
สี่สำนักใหญ่อยู่พร้อมหน้า
และอย่างน้อยสามสำนักเลือกยืนอยู่ในวงล้อม
เหวินจิ้งเหอยืนใกล้เสาหินหน้าประตูที่สุด
ชายชราในอาภรณ์ของสำนักชางหลินยังดูเรียบร้อยเกินกว่าจะเหมือนคนที่เพิ่งผ่านการต่อสู้มา ผมสีดอกเลาถูกเก็บด้วยปิ่นไม้เรียบ ใบหน้าไม่ตื่น ไม่เร่ง มีเพียงปลายนิ้วที่วางอยู่บนด้ามกระบี่ซึ่งขยับช้า ๆ
“ลั่วจวิน”
เสียงไม่ดัง แต่พอให้ทั้งลานได้ยิน
“ของสิ่งนั้นมิใช่ของที่เ้าควรแบกออกจากชางหลิน ส่งมันคืนมา อย่างน้อยข้ายังพอรักษาชีวิตเ้าไว้ได้”
คำว่า รักษาชีวิต ฟังดูเมตตา
เมตตาจนมุมปากของลั่วจวินขยับขึ้นเพียงน้อย
ตราบใดที่ยังไม่มีใครรู้ว่าของสิ่งนั้นอยู่ที่ใด ก็ยังไม่มีผู้ใดอยากให้เขาตายเร็วเกินไป
“คืนหรือ”
เสียงของลั่วจวินแหบเล็กน้อย เพราะเืบางส่วนที่ยังค้างอยู่ในลำคอ
“ท่านพูดราวกับของสิ่งนั้นเคยอยู่ในมือท่าน”
ความนิ่งบนใบหน้าเหวินจิ้งเหอจางลงเสี้ยวเดียว ก่อนกลับมาเรียบดังเดิม
หลิ่วชางชวนจากสำนักกระบี่พิสุทธิ์ก้าวออกมาครึ่งก้าว ชายวัยห้าสิบต้นผู้นี้สวมชุดขาวสะอาดกว่าคนรอบข้าง ปลายแขนปักลายกระบี่เงิน มือสองข้างถือกระบี่ด้วยท่าทางสุขุมเยือกเย็น
“คนที่ใช้เสวียนกลับถือครองเคล็ดที่ทั้งใต้หล้าตามหาไว้กับตัว เื่นี้ย่อมไม่ใช่เื่ที่สำนักกระบี่พิสุทธิ์จะปล่อยผ่านได้” เขากล่าว “ส่งมันออกมา แล้วข้าจะถือว่าวันนี้เ้ายังรู้จักหนักเบา”
ลั่วจวินเลื่อนสายตาจากปลายกระบี่ขึ้นไปยังหน้าเขา
“หนักเบา?”
เขาถามกลับเบา ๆ
“สิ่งใดหนัก สิ่งใดเบา ท่านใช้สิ่งใดชั่ง หรือเพียงวางคำว่าความชอบธรรมลงบนตาชั่ง กระบี่เปื้อนเืก็กลายเป็ของที่สะอาดแล้ว”
คิ้วของหลิ่วชางชวนขยับลง คนของกระบี่พิสุทธิ์ด้านหลังมีผู้หนึ่งทำท่าจะก้าวออกมา แต่ถูกเขายกมือห้ามไว้ก่อน
จากอีกด้าน เสียงหัวเราะดังแทรกขึ้น
เซวียหานเยวี่ยยืนอยู่ตรงแนวเงาของสำนักจันทราหมอก นางสวมอาภรณ์สีเทาอ่อน ผมดำเกล้าด้วยปิ่นเงินรูปจันทร์เสี้ยว ดวงตาไม่ได้จับอยู่ที่าแของลั่วจวิน แต่จับอยู่ที่แนวแก่นพลังใต้เท้าเขา
“เ้าหนีจากที่นี่ไม่ได้หรอก” นางกล่าว “ต่อให้ฝืนยื้ออีกกี่กระบวนท่า สุดท้ายสิ่งที่เ้าปกป้องไว้ก็ต้องตกอยู่ในมือใครสักคนอยู่ดี”
ลั่วจวินเหลือบมองแก่นพลังใต้เท้าเช่นเดียวกับนาง
ร่องหินเหล่านี้เกิดจากการต่อสู้ก่อนหน้า จนพื้นลานบางส่วนแยกออก
ไอเสวียนเย็นลึกซึมออกมาเป็หมอกบาง ๆ
เย็น
เคลื่อนตัวอย่างเนิบช้าและดื้อด้านเหมือนสิ่งที่ไม่ยอมถูกกดให้ต่ำลงกว่านี้
หานจิ้งถิงยืนอยู่ใกล้ทางลงลานหน้าประตู
เขายังหนุ่มกว่าหลายคนในวงล้อม อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มตัดขอบดำเรียบกว่าศิษย์สำนักทั่วไป แต่ตราทองข้างเอวทำให้ถ้อยคำมีน้ำหนักของราชสำนักปนอยู่
“ราชสำนักไม่อาจปล่อยให้สิ่งที่อาจเป็ภัยต่อแคว้นในภายภาคหน้าไปตกอยู่ในมือของผู้ใช้เสวียน”
บรรยากาศตึงขึ้นอีกชั้น
สำนักเหล็กผาเป็ฝ่ายขยับต่อ
เหยียนเถี่ยซานก้าวออกมาจากแนวคนด้านหลัง เสียงฝ่าเท้าหนักกว่าผู้อื่นทุกก้าว ชายวัยห้าสิบกว่าผู้นี้รูปร่างใหญ่ ไหล่กว้าง เสื้อหนังดำขอบแดงของสำนักเหล็กผาตึงอยู่บนอก มือที่กำด้ามขวานมีรอยแผลเก่าทับกันหลายชั้น
แต่ดวงตานั้นไม่เหมือนหิน
มันหนัก
และมีบางอย่างที่ไม่อาจวางลงได้
“หนี้ชีวิตบุตรชายข้า ข้าไม่เคยลืม”
ลั่วจวินมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ไม่กล่าวคำใด
เหยียนเถี่ยซานกำด้ามขวานแน่นขึ้น
“แต่วันนี้หากข้าหลบทางให้เ้า สำนักเหล็กผาจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด ส่งมันมา แล้วข้าจะชดใช้หนี้นั้นคืนในภายหลัง”
ครั้งนี้ลั่วจวินเงียบนานกว่าเดิม ก่อนจะหัวเราะออกมา
“ภายหลังรึ”
เขาทวนคำเบา ๆ
“คำนี้สะดวกดีไม่เบา”
เหยียนเถี่ยซานนิ่งไป
ลั่วจวินยกกระบี่ขึ้นชี้ไปตรงหน้า
“บุญคุณเก็บไว้ภายหลัง ความถูกต้องใช้ตอนนี้ ชื่อสำนักวางไว้ข้างหน้า ส่วนชีวิตคนที่เคยติดค้าง ก็ผลักไปหลังควันธูป”
เขาหยุดไปชั่วอึดใจ
“สำนักใหญ่ทั้งหลาย ช่างรู้จักจัดลำดับนัก”
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นหลายทาง พยายามข่มโทสะ
เยี่ยนฉือหยวนกล่าวขึ้นก่อนที่เหยียนเถี่ยซานจะตอบ
ผู้าุโจากตระกูลเยี่ยนสวมอาภรณ์สีเข้ม ปลายคอเสื้อปักด้ายแดงเป็ลายเปลวเพลิงจาง ๆ ผู้คนรอบข้างเว้นระยะให้โดยไม่ต้องมีใครบอก
“ส่งมอบมันออกมา แล้วข้าจะถือว่าความบาดหมางระหว่างเ้ากับตระกูลเยี่ยนสิ้นสุดลง”
ลั่วจวินไม่ได้แม้แต่จะเลื่อนสายตาไปหาเขา
เยี่ยนฉือหยวนหรี่ตาลง
สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนมากนัก แต่คำว่า สิ้นสุด กลับทำให้คนของตระกูลเยี่ยนด้านหลังหลายคนจับอาวุธแน่นขึ้น
หลิ่วชางชวนหันหน้าไปทางกลุ่มคนที่ยืนอยู่ไกลออกไป
“เหตุใดสำนักเมฆหยกจึงยังนิ่งอยู่”
เสียงของเขาไม่สูง หากกดจนทั้งลานต้องหันตาม
“ในเมื่อสี่สำนักใหญ่อยู่พร้อมหน้า จะไม่มีผู้ใดจากเมฆหยกยื่นมือเลยหรือ”
คนของสำนักเมฆหยกยังนิ่ง
นานพอให้ความเงียบนั้นกลายเป็คำตอบรูปหนึ่ง
จากนั้นจึงมีเสียงหนึ่งดังมาจากระยะไกล
สั้น
เรียบ
“เื่ในวันนี้ สำนักของข้าไม่ขอยุ่งเกี่ยว”
ประโยคนั้นตกลงบนลานหินเบากว่าคมอาวุธมาก
แต่สำหรับลั่วจวิน เสียงนั้นเขาคุ้นเคยมันดีเสียยิ่งกว่าใคร มันหนักกว่าเสียงกระบี่หลายเล่มที่ฟันใส่เขาก่อนหน้านี้เสียอีก
เขาไม่ได้หันไปมองคนกลุ่มนั้น
เพียงก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยแววตาผิดหวัง
ไม่ลงมือ
ไม่แย่งชิง
ไม่ปกป้อง
โลกใบนี้มีทางเลือกสะดวกอยู่มากจริง ๆ
เหวินจิ้งเหอทอดตามองเขา
“เ้าควรรู้แล้วว่า วิถีที่เ้าเลือกเดิน มิอาจพาเ้าไปไกลกว่านี้”
ลั่วจวินเงยหน้าขึ้น
เขายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางสำนักใหญ่ ตระกูลใหญ่ และสายตาผู้คนที่ต่างมีเหตุผลของตนเอง
บางคน้าปกป้องใต้หล้า
บางคน้ารักษาหน้าสำนัก
บางคนยึดถือกฎ
บางคน้าของ
และคนทั้งหมดนั้น ล้วนอยากให้เขาเป็ผู้วางทุกอย่างลงก่อน
ลั่วจวินหัวเราะเบา ๆ
เสียงนั้นแห้งและสั้นมาก แทบไม่เหมือนหัวเราะ
“ข้าเคยคิดว่าเหตุผลยังพอใช้พูดกับคนได้บ้าง”
สายตาของเขากวาดผ่านวงล้อมช้า ๆ
“ดูท่า ข้าคงคิดผิดไปเอง”
ไม่มีผู้ใดพูดแทรก
ลั่วจวินหายใจเข้าช้า ๆ เืตรงมุมปากไหลลงมาอีกสายหนึ่ง
“บุญคุณ ความแค้น เหตุผล ความชอบธรรม...”
เขายกกระบี่ขึ้นทีละน้อย รอยร้าวบนใบกระบี่ส่องแสงเย็นวาบ
“พวกเ้าล้วนเลือกชั่งมันด้วยตาชั่งของตนเอง”
ไอเสวียนในร่องหินใต้เท้าเขาเย็นลงพร้อมกัน
“เช่นนั้นวันนี้”
“ข้าจะใช้กระบี่ในมือนี้ กำหนดตาชั่งของพวกท่านเสียใหม่”
วินาทีนั้น เซวียหานเยวี่ยเป็คนขยับก่อน
ม่านหมอกสีเงินด้านซ้ายบางลงราวถูกมือมองไม่เห็นดึงออกทีละชั้น เงาเข็มเงินสามสายพุ่งตัดพื้นต่ำเข้าหาข้อเท้าลั่วจวินอย่างเงียบงัน ไม่หวังฆ่า แต่หวังตรึง
ทุกจุดที่เข็มเงินผ่าน พื้นหินเกิดรอยไหม้สีเงินจาง ๆ ราวเปลวไฟบางเฉียบถูกลากผ่านโดยไม่ยอมทิ้งเสียง
พร้อมกันนั้น หลิ่วชางชวนก็ยกกระบี่ขึ้น
แสงกระบี่ขาวสายหนึ่งผ่าลงมาตรงหน้า ไม่เร็วเกินมองเห็น หากหนักพอให้พื้นหินที่ยังไม่ถูกแตะเริ่มเกิดเส้นร้าวล่วงหน้า เงาของซุ้มประตูหินถูกแสงนั้นกรีดจนแยกออกเป็สองฝั่ง
ด้านหลัง เหล็กผากดค่ายกลปิดทางถอย เส้นแสงแดงหม่นพุ่งขึ้นจากเสาหินหักสี่จุด ล้อมลั่วจวินไว้เหมือนกรง
สามด้านเคลื่อนพร้อมกัน
มุมต่ำ
ข้างหน้า
และด้านหลัง
ลั่วจวินไม่มีทางให้ถอย
เสาแสงสีแดงหม่นปิดทุกทิศหลังเขาไว้ ทางถอยไม่มีอยู่แต่แรก
เขาเลือกขึ้นแทน
ปลายเท้าซ้ายถีบฐานเสาหินเพียงครั้งเดียว ร่างทั้งร่างพุ่งเฉียงขึ้น ไม่สูง ไม่งดงาม แต่พอจะให้ขาทั้งสองข้างพ้นจากแนวพื้น
ในเสี้ยววินาทีนั้น โลกทั้งลานเหมือนถูกดึงให้ช้าลงครึ่งจังหวะ
เข็มเงินสามสายแล่นผ่านใต้ฝ่าเท้าเขาในระยะคืบเดียว เปลวอุ่นบาง ๆ ไหม้พื้นรองเท้าให้กรอบขึ้นนิดหนึ่ง ก่อนปักเข้าฐานเสาหินซ้ายดังฉึก ๆ รอยไหม้สีเงินลามขึ้นตามรอยบิ่นของเสาในพริบตา
แสงกระบี่ของหลิ่วชางชวนผ่าตามลงมา
ลั่วจวินบิดไหล่ขวาตามแรงพุ่งของตัวเอง พลิกตัวหลบกลางอากาศ สีข้างซ้ายห่างจากคมกระบี่เพียงเท่าความหนาของเสื้อคลุม ผ้าน้ำเงินเข้มขาดเป็แนวตรงตามคม แต่เนื้อใต้ผ้ายังไม่ถูกแตะ
แสงกระบี่ขาวฟันลงใส่เสาหินแทนเขา
เสาทั้งต้นะเื ฝุ่นเก่าร่วงลงจากคานประตูเป็สาย รอยแตกร้าวเดิมบนผิวหินถูกเปิดกว้างขึ้นจนเศษหินหลายชิ้นหลุดกระเด็นออกมา
ลั่วจวินไม่ปล่อยให้เศษหินตกถึงพื้น
เขาเอียงไหล่ผ่านม่านฝุ่น เหยียบเศษหินก้อนหนึ่งกลางอากาศราวเหยียบขั้นบันไดที่เพิ่งเกิดขึ้น แล้วพุ่งเฉียงไปตามผิวเสาแทนการตกลงสู่ลาน แผลตรงไหล่ขวาถูกแรงกระชากจนเืสดซึมออกมาอีกสายหนึ่ง
เสวียนสีดำอมฟ้าสายหนึ่งไหลขึ้นจากร่องหินใต้ฝ่าเท้า เลื้อยผ่านปลายคมราวหมึกจากน้ำลึก อากาศรอบคมกระบี่พลันเย็นจนฝุ่นหินหยุดค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลั่วจวินจะฟันออกเพียงครั้งเดียว
คมแรกสั้นจนผู้มองบางคนเกือบคิดว่ามันเป็เพียงเงากระบี่
ทว่าแสงกระบี่ที่ยังค้างอยู่บนเสาหินกลับถูกเปิดออกเป็ช่องแคบ ๆ ตรงกลาง ลั่วจวินใช้ช่องนั้นพลิกตัวลงอีกด้านของเสา เศษหินจากคานประตูตกลงมาขวางสายตาคนของจันทราหมอกพอดี
คมแรกยังไม่ดับ
เงาเสวียนที่ถูกฟันออกไปเมื่อครู่ค้างอยู่ในม่านฝุ่นบาง ๆ ลั่วจวินพลิกปลายกระบี่ตามจังหวะเท้า ราวกับเกี่ยวเงานั้นกลับมาจากอากาศ แล้วดึงมันให้ยืดออกเป็เส้นเงินอมฟ้าสายหนึ่ง
เส้นนั้นบางจนแทบมองไม่เห็น แต่เย็น คม และตึงราวสายพิณที่ขึงด้วยคมกระบี่
เข็มเงินชุดที่สองของเซวียหานเยวี่ยพุ่งตามเข้ามาพอดี
ลั่วจวินกดข้อมือลงครึ่งชุ่น เส้นเงินกวาดเฉียงผ่านหน้าเขา เข็มทั้งสามกระทบเส้นนั้นแล้วสะดุดกลางอากาศ แรงเหยียนที่ซ่อนอยู่ในปลายเข็มถูกเกี่ยวติดไว้เหมือนเส้นไหมถูกหนามเกี่ยว
เพียงปลายกระบี่เขาขยับ เส้นเงินก็ขยับตาม
เข็มทั้งสามถูกลากให้เบี่ยงออกจากแนวเดิม ก่อนประกายเงินบนตัวเข็มจะไหลย้อนเข้าสู่รอยร้าวบนสันกระบี่ทีละน้อย
แววตาเซวียหานเยวี่ยเย็นขึ้นเล็กน้อย
“ลำพังแค่ระดับแก่นแท้ขั้นปลาย”
นางกล่าวเบา ๆ
“แต่รับวิชาขั้นหลอมรวมได้ถึงเพียงนี้”
เสียงกระซิบแตกขึ้นรอบลาน
ลั่วจวินไม่ได้ฟัง
แรงจากเข็มเงินยังค้างอยู่บนเส้นจันทราที่เขาขึงไว้เส้นนั้นทำให้ปลายกระบี่ของเขาให้หนักขึ้นครึ่งจังหวะ และครึ่งจังหวะนั้นเอง หานจิ้งถิงก็ฉวยช่องว่าง เลื่อนตัวเข้าตัดด้านหลังเสาแล้ว
ฝ่ามือของคนตระกูลหานกดลงตรงอากาศว่าง คลื่นเหยียนสีทองหม่นแผ่ออกเป็วงกว้าง กดเส้นเงินอมฟ้าให้สั่นสะท้าน ในเวลาเดียวกัน เยี่ยนฉือหยวนสะบัดแขนเสื้อ กระแสเหยียนร้อนสายหนึ่งพุ่งเฉียงเข้าหาช่องว่างใต้ชายโครงลั่วจวินพอดี
สองด้าน
หนึ่งกด
หนึ่งแทง
ลั่วจวินยังไม่มีจังหวะให้ถอย
เขาปล่อยให้แรงกดของหานจิ้งถิงทับลงบนเส้นเงิน แล้วใช้แรงนั้นดึงร่างตนเองถอยเฉียงครึ่งก้าว ส้นเท้าเกี่ยวเศษหินจากฐานเสาให้ดีดขึ้นขวางหน้าฝ่ามือสีทองหม่นพอดี
ในเวลาเดียวกัน เขาหมุนกระบี่กลับแนบซี่โครง เส้นเงินที่เกี่ยวเข็มไว้กระตุกสั้น ๆ แล้วรูดเข้าหาคมกระบี่พร้อมประกายเหยียนบนตัวเข็ม
เสียงแ่เบาดังขึ้นเหมือนถ่านเก่าถูกเป่าลมใส่เป็ครั้งแรกหลังดับไปนาน
ประกายแดงทองแตกออกจากจุดนั้น
ไม่มาก
เพียงเสี้ยวเล็ก ๆ
แต่พอให้คนหลายคนในลานหินหน้าเปลี่ยนสี
เพราะประกายเล็ก ๆ นั้นไม่ได้แผ่ความร้อนออกด้านนอกในทันที หากดูเหมือนกลืนความเย็นรอบตัวเข้าไปก่อน แล้วจึงคืนออกมาเป็แสงอุ่นที่ขัดกับเสวียนดำฟ้าอย่างผิดธรรมชาติ
“เคล็ดคืนเพลิง...”
หลิ่วชางชวนหลุดเสียงออกมาเป็คนแรก
ลั่วจวินใช้ประกายเหยียนที่คืนออกมานั้นแตะสันกระบี่เข้ากับเศษหินกลางอากาศ
เศษหินก้อนนั้นแตกเป็ผงร้อนต่อหน้าฝ่ามือของหานจิ้งถิง แรงะเิเล็ก ๆ ไม่มากพอจะทำร้ายผู้ใช้ค่ายกลราชสำนัก แต่พอให้ฝ่ามือที่กดลงมาเบี่ยงไปครึ่งนิ้ว
ครึ่งนิ้วนั้นพอให้ลั่วจวินบิดไหล่หลุดจากกระแสเหยียนร้อนของเยี่ยนฉือหยวน
แต่ไม่พอให้พ้นทั้งหมด
คมร้อนเฉือนผ่านชายโครงด้านซ้าย เืสดพุ่งออกมาทันที ลั่วจวินกัดฟันแน่น กลิ่นเืในปากเข้มขึ้น ทว่าเท้ายังเหยียบฐานเสาไว้แน่น
เขาเหวี่ยงกระบี่กลับ
เส้นเงินอมฟ้าถูกลากตามปลายคม เกิดเป็แนวตัดครึ่งวงรอบฐานเสาชั่วพริบตา คนของเหล็กผาด้านหนึ่งถูกบังคับให้ถอย เสาแสงแดงหม่นสั่นไหวจนเกิดรอยร้าวตรงฐาน
เหยียนเถี่ยซานเห็นดังนั้นจึงยกขวานขึ้นในที่สุด
การขยับของเขาไม่ได้เร็ว
แต่หนักมาก
หนักจนตอนขวานยังไม่ฟันลง พื้นหินหน้าซุ้มประตูที่ลั่วจวินเหยียบอยู่ก็จมลงไปก่อนครึ่งชุ่น
ขวานของเหยียนเถี่ยซานฟันลงมา
ลั่วจวินไม่รับตรง ๆ
เขาถีบฐานเสาหินขึ้นไปครึ่ง่ตัว มือซ้ายกดผิวเสาที่แตกร้าวไว้เพียงชั่วอึดใจ ก่อนปล่อยร่างตกเฉียงลงข้างขวา ขวานหนักจึงฟันเฉียดไหล่เขาไปแล้วกระแทกเข้ากับฐานเสาแทน
เสียงหินแตกดังสนั่นไปทั่วลาน
ฐานเสาหินหน้าซุ้มประตูยุบลงครึ่งหนึ่ง เศษหินใหญ่แตกกระจายออกเป็วง ลั่วจวินลงพื้นท่ามกลางเศษหินเ่าั้ แล้วใช้กระบี่ร้าวปัดขวานที่ย้อนตามมาให้ไถลออกจากแนวคอ
รอยร้าวบนกระบี่เก่าขยายออกอีกเส้นหนึ่ง
แรงที่เหลือกดลั่วจวินลงจนเข่าข้างหนึ่งเกือบแตะพื้น แต่ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง เสวียนเย็นจากร่องหินด้านหลังพลันถูกดึงเข้าหากระบี่อีกครั้ง
ครั้งนี้มันมากกว่าเดิม
เย็นกว่าเดิม
และปั่นป่วนกว่าเดิม
ร่องหินหน้าซุ้มประตูสว่างขึ้นเป็เส้นสีฟ้าดำหลายสาย ราวกับค่ายกลเก่าที่ตายไปแล้วถูกปลุกให้หายใจเฮือกสุดท้าย พลังเ่าั้วิ่งเข้าหากระบี่ในมือลั่วจวินเร็วเกินไป เร็วจนแขนขวาของเขาสั่นสะท้านทั้งท่อน
เส้นแสงเ่าั้ไม่ได้ส่องขึ้นมาเพียงตรงปลายเท้าเขา หากลามออกไปตามรอยแตกทั่วครึ่งลาน ทำให้พื้นหินทั้งผืนดูเหมือนแผนที่เส้นเืของสัตว์ั์ที่ถูกปลุกจากใต้ดิน
ลั่วจวินรู้ทันทีว่ามากเกิน
แต่เขายังฝืน ยังไม่ปล่อย
เขาก้าวข้ามรอยแตกบนพื้นหนึ่งก้าว สั้นมาก แต่เป็ก้าวที่ทำให้เส้นแสงสีฟ้าดำทั้งหลายบิดทิศตามฝ่าเท้าเขา กระแสเสวียนที่ควรพุ่งตรงเข้าหาคมกระบี่พลันหมุนวนรอบเศษเสาหินที่แตกอยู่ข้างตัว
ประกายเหยียนแดงทองะเิออกจากรอยร้าวบนกระบี่
ไม่ใช่ไฟลุกท่วม
แต่เป็ประกายเล็กนับไม่ถ้วนเหมือนถ่านใต้ขี้เถ้าถูกบังคับให้ลุกพร้อมกันในชั่วลมหายใจเดียว
ประกายเ่าั้หมุนรอบใบกระบี่เป็วงแคบ ๆ ก่อนยุบกลับเข้าหาคมอีกครั้ง ราวกับเปลวเพลิงทั้งวงถูกบังคับให้กลายเป็เส้นเดียว
แรงขวานของเหยียนเถี่ยซานถูกผลักกลับ
ชายร่างใหญ่ถอยไปหนึ่งก้าว
หนึ่งก้าวเท่านั้น
แต่สำหรับคนอย่างเขา หนึ่งก้าวนั้นมากพอให้ทั้งลานรู้ว่าลั่วจวินยังสู้ได้ดี
หานจิ้งถิงไม่ปล่อยจังหวะนั้น
เขายกตราทองข้างเอวขึ้น ปลายนิ้วกดลงบนอักขระเล็ก ๆ ด้านหลัง ค่ายกลของราชสำนักที่ซ่อนอยู่ใต้ฝุ่นเปิดออกเป็เส้นตารางบาง ๆ คลุมพื้นที่้าลั่วจวิน
“กดเขาไว้”
คำสั่งนั้นสั้น
น้ำหนักที่มองไม่เห็นตกลงมาจากเบื้องบน
ลั่วจวินยกปลายกระบี่ขึ้นเกี่ยวร่องแตกบนเสาหินด้านข้าง ใช้แรงกดจากค่ายกลดึงร่างตนเองให้หมุนเข้าหาเสาแทนที่จะถูกกดลงตรง ๆ
ชั่วพริบตานั้น ไหล่ขวาของเขายังทรุดลง าแที่ไหล่ขวาฉีกจนเืทะลักออกมาเป็สาย
แต่ร่างของเขาไม่หยุดอยู่จุดเดิม
เขาไถลผ่านด้านหน้าเสาไปพร้อมเืที่สะบัดเป็เส้นแดงในอากาศ
เซวียหานเยวี่ยไม่พลาดครึ่งจังหวะนั้น
หมอกรอบตัวนางหมุนกลับ ทะลักเข้าใส่เส้นเงินอมฟ้าที่ลั่วจวินขึงไว้จนมันสั่นรุนแรงเหมือนสายพิณใกล้ขาด
“เส้นของเ้าใกล้ถึงคราวที่จะต้องขาดแล้ว”
นางกล่าว
ลั่วจวินปรายตามองนาง
ปลายตาของเซวียหานเยวี่ยนิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง ก่อนเปลวเงินที่ซ่อนอยู่ในหมอกจะเข้มขึ้น
หลิ่วชางชวนฟันกระบี่ที่สอง
ครั้งนี้แสงกระบี่แตกเป็เจ็ดสายกลางอากาศ ไล่ปิดทุกช่องที่ลั่วจวินอาจใช้หลบ
เยี่ยนฉือหยวนขยับพร้อมกัน กระแสเหยียนร้อนของเขาแผ่เป็วงแหวนแคบ ๆ กวาดตัดพื้นที่ต่ำรอบตัวลั่วจวิน
เหยียนเถี่ยซานยกขวานขึ้นอีกครั้ง
หานจิ้งถิงกดค่ายกลลงหนักกว่าเดิม
เจ็ดแสงกระบี่อยู่เบื้องหน้า ม่านหมอกเงินของจันทราหมอกกลืนด้านซ้าย วงแหวนเหยียนกวาดต่ำจากด้านข้าง ขวานหนักปิดฟ้าเหนือศีรษะ ส่วนค่ายกลราชสำนักกดลงมาราวฝ่ามือของเมืองทั้งเมือง
ชั่วขณะนั้น ลั่วจวินเหมือนถูกทั้งลานบีบเข้าหาจุดเดียว
เขากระแทกส้นเท้าลงบนเศษฐานเสา
ไม่มีทางให้หนี
ไม่มีทางรับทีละกระบวน
และไม่มีเวลาคิดถึงผลที่ตามมา
เศษหินใต้เท้าถูกแรงกระแทกดีดขึ้นรอบตัว
บางชิ้นปะทะแสงกระบี่แล้วแตกเป็ฝุ่น
บางชิ้นถูกหมอกเงินเผาจนกลายเป็ผงวาว
บางชิ้นถูกวงแหวนเหยียนเผาจนแดงวาบ
แต่ชั่วพริบตาที่ทุกสายตาถูกเศษหินบังไว้ ลั่วจวินกดปลายกระบี่ลงแตะรอยแตกบนพื้น
กระบี่เก่าในมือส่งเสียงครางแ่เบา
เสียงนั้นไม่ได้ดังไปถึงผู้อื่น
แต่มันดังชัดในหูลั่วจวิน
เหมือนคานไม้เก่าที่รับน้ำหนักของตัวบ้านไว้เนิ่นนาน จนรู้ดีว่าหากถูกกดลงอีกครั้ง มันจะหัก
ลั่วจวินหลุบตาลง
เส้นจันทราที่ถูกลากค้างไว้หดกลับในชั่วลมหายใจเดียว
มันรูดผ่านม่านหมอกเงินของเซวียหานเยวี่ยก่อน เกี่ยวเปลวเงินที่ซ่อนอยู่ในหมอกให้แตกเป็เกลียวบาง ๆ แล้วเฉียดผ่านแสงกระบี่ทั้งเจ็ดของหลิ่วชางชวนจนขอบแสงสั่นไหว จากนั้นจึงถูกแรงกดของค่ายกลราชสำนักฉุดต่ำลง กระแทกเข้ากับไอเสวียนเย็นลึกที่ยังรั่วออกจากรอยแตกใต้สำนักชางหลิน
เส้นเงินสายเดียวลากพลังจากสี่ทิศกลับเข้าหาคมกระบี่
ไม่ใช่การดูดกลืนอย่างเรียบร้อย
แต่มันเหมือนการลากตะขอผ่านสนามรบ เกี่ยวทุกสิ่งที่แตะต้องกลับมาพร้อมกัน ไม่สนว่าสิ่งใดคม สิ่งใดร้อน สิ่งใดเย็น
เมื่อเส้นนั้นกระแทกกลับเข้าสู่รอยร้าวบนสันกระบี่ อากาศรอบลั่วจวินพลันมืดลงครึ่งชั้น
ฝุ่นหินที่ลอยอยู่หยุดนิ่ง เศษแสงจากค่ายกลราชสำนักแตกค้างกลางอากาศ ม่านหมอกเงินถูกบิดเป็เกลียวแคบ ๆ เข้าหาคมกระบี่
แล้วกระบี่เก่าก็คืนสิ่งที่รับมาออกไป
ไม่ใช่ประกายเล็กอีก
มันรวมเป็ขอบแสงสีทองเข้มปนแดง คล้ายดวงตะวันที่ถูกบีบให้เหลือเพียงเส้นคมเส้นเดียว ลามผ่านรอยร้าวทุกเส้นจนกระบี่ทั้งเล่มส่องแสงจากข้างใน
ใต้ขอบแสงนั้น รอยแตกบนพื้นลานเปลี่ยนจากสีฟ้าดำเป็สีแดงทองทีละเส้น ราวกับมีผู้ใช้ไฟลากผ่านเส้นเืใต้หินทั้งผืน
เหวินจิ้งเหอหน้าเปลี่ยนสีเป็ครั้งแรก
“ถอย!”
แต่คำเตือนช้าไปครึ่งจังหวะ
ลั่วจวินฟันออกไปแล้ว
ไม่มีชื่อวิชาใดถูกเอ่ย
ไม่มีเสียงคำราม
มีเพียงขอบแสงสายหนึ่งกวาดผ่านลานหิน
มันไม่ได้สว่างจ้าจนกลบทุกสิ่ง หากคมจนแสงอื่นทั้งหมดดูหม่นลงในพริบตาเดียว ขอบแสงนั้นผ่านไปที่ใด อากาศตรงนั้นเหมือนถูกพับแล้วคลี่ออกใหม่
แสงกระบี่ทั้งเจ็ดสายถูกตัดขาดพร้อมกัน
ม่านหมอกเงินของเซวียหานเยวี่ยถูกผ่าออกเป็ช่องว่างยาว
ค่ายกลราชสำนักเหนือศีรษะแตกเป็เส้นทองเล็ก ๆ กระจายกลางอากาศ
วงแหวนร้อนของเยี่ยนฉือหยวนถูกกดกลับจนเ้าตัวต้องถอยครึ่งก้าว
ขวานของเหยียนเถี่ยซานปะทะขอบแสงนั้นโดยตรงจนบิ่นหักไปครึ่งหนึ่ง
เสียงครั้งนี้ไม่ได้เหมือนโลหะชนโลหะ
แต่มันเหมือนูเาหินบางส่วนถูกฉีกออกจากด้านใน
พื้นลานหินยุบลงเป็วงกว้าง รอยร้าวแล่นไปถึงฐานเสาหินคู่หน้า คานประตูเหนือศีรษะสั่นจนฝุ่นเก่าร่วงลงเป็สาย คนรอบนอกถูกแรงปะทะผลักถอยจนล้มระเนระนาด ชายเสื้อขาวของศิษย์กระบี่พิสุทธิ์ด้านหน้าถูกลมคมตัดขาดครึ่งหนึ่ง
ลั่วจวินยังยืนอยู่
แต่กระบี่ในมือเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
รอยร้าวบนสันกระบี่ส่องแสงสว่างผิดปกติ เหมือนมีไฟเล็ก ๆ ติดอยู่ในกระดูกเหล็กของมัน
ลั่วจวินรู้สึกได้ก่อนเสียงแตกจะดังขึ้น
กระบี่นี้เคยรับเสวียนได้
เคยกลืนมันลงไป แล้วคืนออกมาเป็เหยียนได้
แต่ไม่เคยถูกสร้างมาเพื่อรองรับเหยียนที่ถูกคืนออกมาถึงระดับนี้
ถึงอย่างนั้น มันยังอยู่ในมือเขา
คมเหล็กเก่าเล่มนี้ผ่านเป่ยหลัว ผ่านป่าร้าง ผ่านคืนที่เขาฝึกจนปลายนิ้วชา ผ่านทุก่เวลาั้แ่เขาก้าวออกจากเว่ยกู่
ลั่วจวินกำด้ามกระบี่แน่นขึ้น
ราวกับเพียงทำเช่นนั้น ก็ยังพอรั้งบางสิ่งที่หยวนเหลาโถวฝากไว้ไม่ให้แตกสลายต่อหน้าต่อตา
เสียงแ่เบาดังขึ้นจากกลางใบกระบี่
กริก
เล็กมาก
ทว่าลั่วจวินกลับได้ยินชัดกว่าทุกเสียงในลาน
รอยร้าวเส้นหลักแยกออก
จากหนึ่งเป็สอง
จากสองเป็หลายสิบ
ประกายเหยียนที่ค้างอยู่บนกระบี่พลันย้อนกลับเข้าแขนขวาของเขาเหมือนอสรพิษไฟ ลั่วจวินกระอักเืออกมาทันที เส้นแก่นพลังในอกถูกแรงย้อนกระแทกจนลมหายใจขาดห้วง
เหวินจิ้งเหอเห็นจังหวะนั้น
หลิ่วชางชวนเห็น
เซวียหานเยวี่ยเห็น
หานจิ้งถิงเห็น
เยี่ยนฉือหยวนเห็น
และแม้แต่เหยียนเถี่ยซานที่เพิ่งถูกผลักถอยไป ยังเห็นเช่นกัน
วงล้อมทั้งวงขยับเข้ามาพร้อมกัน
ไม่มีใครพูดเื่ส่งมอบอีก
เพราะทุกคนรู้ว่า หากปล่อยให้ผ่านชั่วลมหายใจนี้ไป โอกาสอาจไม่กลับมาอีก
ลั่วจวินยกกระบี่ขึ้นอีกครั้ง
หรืออย่างน้อย เขาก็พยายามยกมันขึ้น
แต่กระบี่เก่ากลับสั่นอยู่ในมือ
ไม่ใช่การสั่นของเหล็กที่กลัวจะแตก
แต่มันเหมือนมือของชายชราคู่หนึ่งที่พยายามประคองเขาไว้เป็ครั้งสุดท้าย
แล้วมันก็สั่นเพียงครั้งเดียว
แล้วหัก
คมกระบี่่ปลายแตกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยกลางอากาศ ประกายเหยียนแดงทองที่ค้างอยู่แตกกระจายปนกับไอเสวียนสีฟ้าดำ กลายเป็ฝนแสงเล็ก ๆ ตกลงบนพื้นหินรอบตัวเขา
ด้ามกระบี่ยังอยู่ในมือ โคนคมยังเหลืออยู่
แต่สิ่งที่เคยเป็กระบี่เล่มนั้น ไม่อาจเรียกว่ากระบี่ได้อีกแล้ว
ลั่วจวินยืนนิ่ง
เืไหลจากมุมปากหยดบนเศษเหล็กตรงหน้า
เสียงคนในวงล้อมเหมือนถอยไกลออกไป
ลม
ชายผ้าขาด
ซุ้มประตูหิน
ทุกอย่างพร่าไปชั่วขณะ
เขามองเศษกระบี่ที่กระจายอยู่บนพื้น
ในอกมีบางอย่างว่างลงอย่างประหลาด
ไม่ใช่เพราะความกลัว
ไม่ใช่เพราะความเจ็บ
แต่เพราะเขารู้ว่า ต่อจากนี้มือของเขาไม่มีสิ่งนั้นแล้ว
สิ่งที่หยวนเหลาโถวส่งมาให้
สิ่งที่เขาแบกข้ามทางมาจนถึงตรงนี้
มาได้แค่นี้สินะ
ลั่วจวินคิด
ข้าขอโทษ หยวนเหลาโถว
เืที่หยดบนเศษเหล็กยังไม่หยุดในทันที
ลั่วจวินไม่หลับตา ไม่เงยหน้า ไม่ขยับ
ในเสี้ยวหนึ่ง เขาเห็นกระท่อมเก่ากลางหมอก เห็นชายชราผมขาวนั่งอยู่หน้าบ้าน ยกถ้วยชาขึ้นทั้งที่ชาข้างในเย็นไปนานแล้ว
เห็นไม้กิ่งในมือของชายชราขีดลงบนลานดินทีละเส้น
สองปีเต็มที่เขาไม่ได้เจอกับหยวนเหลาโถว
นี้คงนับเป็เื่ที่เขารู้สึกได้ว่า ใต้หล้าแห่งนี้ช่างลำเอียงนัก