ตอนที่ 31
ระหว่างที่ ซุน กำลังตกตะลึงกับเื่ตระกูลเกาอยู่นั้น...
เสียงหนึ่งก็ก้องดังมาจากห้องครัวด้านใน...
“แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว!! เ้าหมีเล็กไปส่งแขกที่เรือนพัก...” สุ้มเสียงที่กังวานออกมา ชัดเจนว่าเป็เสียงของซ่งไห่เฟิง... แน่นอนว่าในฐานะผู้าุโสุดของตระกูลซ่ง ณ เวลานี้ ทุกคนที่ได้ยินไม่ว่าจะทำสิ่งใดอยู่พลันรีบลุกขึ้นทันที ไม่เว้นแม้แต่หญิงสาว
วาจาของ ซ่งไห่เฟิง มีอิทธิพลเสมอ... ถึงแม้ชายชราจะไม่ยอมรับตำแหน่งผู้นำตระกูลเพราะถือมั่นว่าตนในเวลานี้จัดเป็ตระกูลสายเืรองสายเืหลักมีเพียงคนเดียวคือ ซ่งจื่อฮุ่ย แต่สถานะของชายชราก็เทียบเท่ารักษาการผู้นำจนกว่าหญิงสาวจะมีความพร้อมมากกว่านี้...
จากนั้นเสี่ยวเอ่อร่างกำยำ ก็ก้าวเดินตรงมายัง ซุน... มาได้รู้ภายหลังว่าชายผู้นี้มีสมญาถูกเรียกว่าเ้าหมีเล็ก เนื่องด้วยขนาดตัวมิได้อวบอ้วนเฉกเช่น เ้าหมีใหญ่ ที่ถูก ซุน เล่นงานในคราแรก...
“ไปกันเถอะ...”
ซุน เพียงฟังจากพลังเสียง และรัศมีที่แผ่รอบ ๆ กายสามารถบอกได้ทันทีว่า เ้าหมีเล็ก ผู้นี้ ถึงร่างกายจะดูเล็กกว่า เ้าหมีใหญ่แต่แท้จริงแล้วมันเกิดจากการฝึกฝนที่หนักหน่วงจนกล้ามเนื้อกระชับรัดตึงดังนั้นในด้านฝีมือคาดว่าคงเหนือกว่า เ้าหมีใหญ่ อย่างแน่นอน...
เด็กหนุ่ม ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ... ยอมเดินตามไปโดยดีซึ่งเรือนพักที่ถูกจัดเตรียม ก็ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับโถงอาหาร เป็ห้องซึ่งไม่ได้หรูหราแต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่ หากเทียบกับโถงไม้โทรม ๆ ของสถานศึกษาศาสตร์อักษรแล้วล่ะก็ที่นี่ยังนับว่าดีถมไป...
ซุน เชื่อว่าการที่ ซ่งไห่เฟิง ส่งเสียงออกมาย่ำเตือนก็เพื่อขัดมิให้หญิงสาวหลุดปากพูดมากไปกว่านั้น เกี่ยวกับเื่ราวภายในของตระกูลซ่งอีกทั้ง ซุน ยังเป็เพียงคนแปลกหน้าที่ไม่ทราบพื้นเพ...
ต่อให้จะอยู่ลึกถึงด้านในครัว แต่ยอดฝีมืออย่าง ซ่งไห่เฟิง คงกระจายััลมปราณได้ครอบคลุมทั่วทั้งเขตอาณาบริเวณตระกูลซ่งย่อมต้องได้ยินเื่ราวทั้งหมดที่ทั้งสองผู้เยาว์ได้พูดคุยกันหรือแม้แต่อากัปกิริยาที่ ซุน เผลอตัวตกตะลึงหลังได้ยินนามตระกูลเกาก็คงมิรอดพ้นััรับรู้ของชายชรา...
“เฮ้อ... ครุ่นคิดมากไปก็ใช่ว่าดีอย่างไรก็ได้ล่วงรู้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับศัตรูมาแล้ว... ตระกูลซ่งจะดำเนินอย่างไรต่อไป หรือลอบวางแผนการอะไรไว้... ข้าที่เป็คนนอกคงไม่อาจสอดแทรกและแน่นอนว่าข้าเองก็ไม่คิดที่จะแกว่งเท้าหาเสี้ยน ยุ่งเื่ของผู้อื่นอยู่แล้วลำพังเื่ของอาจารย์ภาระข้าก็มากพอดู...” เด็กหนุ่มกล่าวพึมพำกับตนเองในจิตสำนึก
“ว่าแต่สุราที่เ้าใช้กรอกปากเ้าหมีใหญ่นั่นมันมีฤทธิ์ยังไงงั้นหรือ?!” เฒ่าชีเปลือย อดสงสัยไม่ได้จึงเอ่ยถามขึ้น เนื่องด้วยตัวของเฒ่าชีเปลือย มองเห็นเพียงผ่าน ๆ เท่านั้น
ทว่า ซุน กลับหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“หึหึ... ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ หากข้าใช้สุราที่มีฤทธิ์เป็พิษเล่นงานมันจริงๆ ข้าก็ต้องสิ้นเปลืองสุราเพื่อสลายพิษให้เ้าหมีใหญ่นั่นน่ะสิ?! สุราทุกหยดที่มีล้วนถูกหมักบ่มมาเนิ่นนานโดยเฉพาะกลุ่มสุราพิษ และสุราสลายพิษไม่ควรนำออกมาใช้พร่ำเพรื่อด้วยเื่ไร้สาระ...
สุราที่ข้ากรอกปากเ้าอ้วนนั่นไป มันเป็เพียงสุราฟื้นฟูเท่านั้นไม่มีผลร้ายใด ๆ อีกทั้งขั้นตอนการหมักบ่มก็ค่อนข้างที่จะทำได้ง่าย แม้ตัวข้าเองก็สามารถหมักบ่มขึ้นได้ถ้ามีวัตถุดิบตรงตามตำรา...
สุราดังกล่าวแม้จะเป็สุราฟื้นฟู แต่ก็มีฤทธิ์ค่อนข้างจะรุนแรง ได้ยกไปสักจอกแล้วล่ะก็รับรองว่าเมามายหมดสติราวกับตายไป 3 วันเ้านั่นร่างกายอ้วนท้วมถ้าโชคดีก็น่าจะแค่ 2 วัน ก็คงฟื้นกว่าจะถึงตอนนั้นข้าก็ไปไหนต่อไหนแล้ว...”
ซุน มิได้ศึกษา วิถีเซียนเมรัย เพียงแค่ผิวเผินเท่านั้นแต่ศึกษามันอย่างเจาะลึก... ดังนั้น ซุน จึงไม่ได้มีทักษะเพียงแค่ใช้งานไหสุราชนิดต่างๆ ที่นำมาด้วย แต่ยังศึกษารวมไปถึงการหมัก การบ่ม การกลั่น การต้ม ของสุราแต่ละชนิดจนจดจำขึ้นใจโดยตั้งใจว่าหากไหสุราใดที่ตนดื่มกินเข้าไปจนพร่องโหว่จะหาทางสร้างมันขึ้นมาทดแทนในภายหลังทั้งหมด เพราะ ซุนถือว่าตนเองใช้มันโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจาก เหล่าซือ...
ซุน ใช้การทรงร่างบ่อยครั้งใน่หลายวันที่ผ่านมา ดังนั้นพลังิญญาและร่างกายจึงอ่อนแรงมากตัดสินใจนั่งสมาธิขั้นสูงเพื่อฟื้นฟูเป็การเข้าฌานที่ค่อนข้างลึกเพื่อให้จิตใจสงบและฟื้นฟูไปถึงห้วงจิติญญาดังนั้นสภาพจึงไม่ต่างกับการหลับลึก ปิดกั้นััทั้งหมด่ระยะเวลาหนึ่ง...
ผนวกกับสุราลมปราณที่ดื่มสั่งสมไว้มาตลอดหลายวันคาดว่าคงเพียงพอที่จะทะลวงผ่านขั้นพลังได้อีกระดับแล้ว จึงเป็การเข้าฌานไปพร้อม ๆกับ โคจรวิถีเซียนเมรัย... กระบวนการทั้งหมดถือว่าอันตราย จำเป็ต้องให้เฒ่าชีเปลือย ช่วยเฝ้าระวังใน่ดังกล่าวหากเกิดเหตุร้ายยังพอดึงสติกลับมารับมือได้ทันท่วงที...
กลางดึกในคืนนั้น...
“บรรลุชนชั้นลมปราณสีคราม ขั้นที่ 2”
ซุน ลืมตาตื่นอย่างช้า ๆ ทั้งการฟื้นฟูจิติญญาและการทะลวงผ่านล้วนไม่ติดขัด... ทั้งยังไม่มีเหตุการณ์ร้ายใด ๆ เกิดขึ้น ดูท่าแล้วทางตระกูลซ่งไม่มีความคิดที่จะลอบเล่นงานซุน ใน่เวลาดังกล่าวจริง ๆ ทั้งหมดนั้นเพื่อแสดงถึงความจริงใจหรือเป็เพราะหวั่นใจว่า เ้าหมีใหญ่ จะตกตายก็มิทราบได้
เด็กหนุ่ม เห็น เฒ่าชีเปลือยกำลังยิ้มย่องเฝ้ามองออกไปนอกหน้าต่างเรือน จึงอดไม่ได้ที่จะหันมองตามไปด้วยในทิศทางนั้น...สิ่งที่เห็นอยู่ไกลลิบตา เป็ภาพของหญิงสาวใต้แสงจันทร์ ที่เหงื่ออาบท่วมร่าง พยายามกวัดแกว่งขวานใหญ่ที่ไม่สมกับรูปร่างของนางเลยสักนิดแน่นอนว่านางมิใช่ใครอื่น นอกเหนือจาก ซ่งจื่อฮุ่ย...
“จากิญญา เฒ่าชีเปลือย อยากจะเปลี่ยนเป็ิญญา เฒ่าชีกอแล้วงั้นหรือ?! ถึงได้เอาแต่จดจ้องสาวแรกรุ่นเช่นนั้น...”ซุน กล่าวเหน็บแนมขึ้น
“หึหึ... สาวงามเหงื่ออาบท่วมอาภรณ์ เป็บุรุษคนใดก็ต้องชอบจ้องมองภาพเจริญสายตา...” เฒ่าชีเปลือย กล่าวพลางยกมุมปากสูง
ซุน เองก็มิได้เอ่ยแย้ง เพราะตนเองก็ไม่อยากละสายตาเช่นกัน...ยิ่งมองก็ยิ่งอยากเข้าไปดูให้ใกล้มากขึ้น จึงตัดสินใจโดดออกจากหน้าต่างเลือน แอบลอบเข้าไปใกล้ทีละนิด...สาวเ้าไม่ทันรู้ตัว นางยังคงเพ่งสมาธิไปที่การฝึกฝน แต่กระนั้นก็ดูเหมือนว่านางยังทำออกมาได้ไม่ดีท่วงท่ายังดูติดขัด เงอะงะ ทั้งยังกวัดแกว่งได้เชื่องช้า อ่อนกำลังใครเห็นก็บอกได้ว่านางไม่เหมาะกับขวานใหญ่เล่มนั้นอย่างที่สุดหากเปลี่ยนเป็กระบี่ ยังจะดูดีเสียกว่า...
“นั่นเรียกว่าเสียมารยาทมิใช่หรือ?!” สุ่มเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังทำเอา ซุน ต้องสะดุ้งตัวเล็กน้อย ก่อนจะพบว่าเป็ชายชรา ซ่งไห่เฟิงที่กำลังส่งสายตาตำหนิ ที่ ซุน กำลังพยายามแอบมองหลานสาวตนฝึกฝน
เด็กหนุ่มพลางยิ้มแห้ง ๆ ออกมา เกาศีรษะเบา ๆ
“หากจะบอกว่ามิได้ตั้งใจก็ดูจะเป็การโป้ปด...แต่ข้ามิได้มีเจตนาร้ายใด ๆ นอกจากเฝ้ามอง”
ซ่งไห่เฟิง หดั์ตาแคบลง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“เอาเถอะ... ข้าจะไม่ตำหนิเ้าอย่างไรเสียพวกเราก็ยังเป็ฝ่ายติดค้าง...”
สุดท้ายแล้ว กลับกลายเป็ ซุน และชายชรานั่งคู่กันบนชานเรือนหลังเล็กเฝ้าดูหญิงสาวฝึกฝน ระยะนั้นห่างไกลเกินกว่าที่สาวเ้าจะรู้ตัว ว่ามีคนเฝ้ามองนางอยู่...ตัว ซุน อาจจะเฝ้ามองเพื่อเจริญสายตา แต่สำหรับชายชราดูคล้ายจะมองด้วยความกังวลเสียมากกว่า จนได้ยินเสียงถอนหายใจเป็ระยะ...
“นางดูไม่เหมาะสมกับขวานนั่นเลย... ใยท่านยังดึงดันสอนให้กับนาง?!” ซุน โพล่งถามขึ้น
ชายชราส่ายศีรษะเบา ๆ
“ข้ามิได้สอน... ไม่มีใครในตระกูลซ่ง คิดอยากให้นางจับขวานนั่น...มีแต่ตัวนางเองต่างหาก ที่ยังคงยึดติด ว่าตระกูลตกต่ำลงก็เพราะตนเอง นางจึงพยายามที่จะฝึกฝนเพลงขวานวายุตระกูลซ่ง ให้สมบูรณ์ชำนาญทั้งที่มันมิได้เหมาะสมกับนางสักนิดเดียว...
ทุก ๆ คืนนางจะแอบออกมาฝึกฝนเพียงลำพังเช่นนี้ แม้พวกเราทุกคนในตระกูลจะพยายามห้ามปรามนางแต่ก็ไม่เป็ผล โดยเฉพาะ่ใกล้ งานเทศกาลของเมืองบุปผาแดงนางก็ยิ่งฮึกเหิมมากขึ้น นางจะฝึกกวัดแกว่งเช่นนั้นไปจนกว่าจะไม่เหลือกำลังยกขวานนางถึงจะยอมหยุดได้... ในแต่ละค่ำคืนไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วยาม(4ชม.)”
ซุน เผยดวงตากลมโตขึ้นทันที ก่อนจะเหลียวมองไปยังหญิงสาวอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้...เริ่มที่จะสังเกตเห็น ว่าในทุก ๆ ครั้งที่นางยกขวานกวัดแกว่งคือการใช้พลังที่ถูกรีดเค้นออกมาจากทั้งร่าง สภาพเช่นนี้ฝึกฝนได้เกินครึ่งชั่วยาม(1ชม.)ก็นับว่าเก่งมากแล้ว...
“ท่านกล่าวว่านางฝึกหนักขึ้นเพราะงานเทศกาล?! มันเกี่ยวข้องอันใดกับนางงั้นหรือ?!”
ชายชรา ส่ายศีรษะเบา ๆ
“ก็ไม่เชิงว่าเกี่ยวข้อง... แต่ในทุก ๆครั้งที่มีงานเทศกาลของเมืองบุปผาแดงจะมีการประลองในระดับรุ่นเยาว์ที่่วัยไม่เกิน 20 ขวบปี โดยแต่ละพรรคตระกูลภายในเมืองบุปผาแดงจะสามารถส่งตัวแทนเข้าประลองได้
ปีนี้ ซ่งจื่อฮุ่ย อายุ 19 ย่าง 20 ปีนางเป็คนเดียวในตระกูลซ่งที่สามารถเป็ตัวแทนเข้าประลองได้และอาจจะเป็การประลองครั้งสุดท้ายของนางอีกด้วยในฐานะผู้เยาว์นางจึงตั้งความหวังเอาไว้เป็อย่างยิ่ง ว่าจะใช้งานประลองนี้เชิดชูตระกูลซ่งให้กลับมีชื่อเสียงขึ้นมาอีกครั้ง...
เ้าก็น่าจะเห็นว่าการดัดแปลงพื้นที่ตระกูลเป็โรงเตี้ยมเล็ก ๆที่ห่างไกลเขตชุมชน มันแทบไม่มีผลกำไรหรือรายได้เท่าใดนักเพียงพอที่จะอยู่กันไปวัน ๆ เท่านั้น... นางในฐานะสายเืตระกูลหลักจึงมีความฝันที่จะเปิด สำนักตระกูลซ่งเพื่อรับศิษย์เข้าสำนักสร้างรายได้ให้กับตระกูล หากนางทำให้ เพลงขวานวายุตระกูลซ่งผงาดขึ้นมาด้วยการเอาชนะการประลองครั้งนี้ก็จะยิ่งสร้างแรงดึงดูดให้เหล่าผู้เยาว์เข้ามาสนใจ...”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจได้ทันทีว่าเพราะอะไรนางจึงโหมหนักฝึกฝนเช่นนี้...
“โอกาสที่นางจะชนะมีมากน้อยเพียงใด...”
ชายชราได้แต่ส่งเสียง หึหึ ในลำคอ...
“เพลงขวานวายุตระกูลซ่ง เป็ทักษะที่มุ่งเน้นความหนักหน่วงและความรุนแรงในแต่ละกระบวนท่า เหมาะสมกับการรับมือศัตรูจำนวนมากในสมรภูมิรบเสียมากกว่า...ไม่เหมาะกับการประลอง 1 ต่อ 1 เท่าใด เพราะมีท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าเกินไป...
นางอายุ 19 ปี พื้นฐานลมปราณอยู่ในชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 2แม้ไม่จัดว่าแย่ แต่ก็ยังห่างไกลกับกลุ่มที่เป็อัจฉริยะของทวีปหากเทียบระดับเหล่าผู้เยาว์ภายในเมืองบุปผา อย่างมากนางก็คงไปได้แค่รอบ 8คนสุดท้ายเท่านั้น...”
ซุน ได้ฟังเช่นนั้น ก็แอบนึกเป็ห่วง เห็นความพยายามของนางแล้วก็อดเป็กำลังใจให้ไม่ได้... เด็กหนุ่มยกเต้าสุราขึ้นกระดกเป็ระยะมองการฝึกฝนของหญิงสาวมิต่างกับแกล้มสายตา... ก่อนจะพบว่าข้าง ๆ ตน มีสายตาของชายชราที่จดจ้องมองมาด้วยความสนใจ...
“มีอะไรงั้นหรือ?!”
“สุราที่เ้าพกพานั้น มิใช่สุราธรรมดาใช่หรือไม่?! กลิ่นของมันดูจะรุนแรงจนแผดเผาลำไส้ แต่ทุกครั้งที่ได้กลิ่นกลับััได้ถึงความปลอดโปร่งอย่างน่าประหลาด...” ชายชราเอ่ยทักขึ้น เนื่องด้วยเวลานี้ชายชราก็กำลังร่ำสุราของตนเองอยู่เช่นกัน
เด็กหนุ่ม เผยรอยยิ้มเจอจาง ก่อนจะนำเต้าสุราของตน เทลงจอกสุราของซ่งไห่เฟิง ครึ่งจอก... กลิ่นสุราคละคลุ้งขึ้น จนชายชรามิอาจละสายตาจากจอกสุรานี้ได้...
“ผู้าุโ ก็ลองชิมดูสักคำเป็อย่างไร?!”
…………………………………