ณ ดินแดนทางใต้ สุดขอบโลกของแผ่นดินปราณอรุณ
ท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเหน็บอย่างสุดขั้ว และมันเป็สภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตโดยทั่วไปก็ยากนักจะอาศัยซุกหัวนอนอยู่ได้ ถ้าหากว่าพวกมันไม่ถึงกับว่าแข็งแกร่งเหลือประมาณก็มิอาจเสนอหน้ามาโผล่เดินเล่นกินลมในดินแดนแห่งนี้เพราะบรรยากาศความหนาวเหน็บที่ว่านั้น มันหนาวยิ่งกว่า ‘ดินแดนทางเหนือ’ อย่างหาใดเปรียบนับร้อยเท่าพันเท่า
แต่ทว่าถึงกระนั้น!มันก็เป็สถานที่ที่ผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญามากมายได้เข้ามาแสวงหาเพื่อเสี่ยงโชคชะตา กับเหล่า ‘สมบัติวิเศษ’ไม่น้อยเช่นกัน รวมทั้งเพื่อที่จะจับ ‘สัตว์อสูริญญาเวท’บางชนิดที่หลบซ่อนอาศัยอยู่ด้วย
ในขณะเดียวกัน มันก็เป็สถานที่ที่เหล่าผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาทั้งหลายต่างเฝ้ารอคอยนับวันเวลา ในการเดินทาง เพื่อที่จะข้ามไปยัง ‘แผ่นดินปราณหมื่นิญญา’ ที่มันอยู่ไกลแสนไกลจากอีกฟากหนึ่งของโลกใบนี้
ที่ขั้วโลกใต้แห่งนี้ บรรยากาศดูมืดครึ้มน่ากลัวแทบไร้ซึ่งแสงเดือนแสงตะวันและมันก็เป็ดินแดนที่ขมุกขมัวไร้สีสันอันงดงาม พร้อมกับสายลมเองก็ไม่เคยหยุดนิ่งแม้่เวลาพัดหวีดหวิวร้องคร่ำครวญเย็นะเืไปถึงจิต หิมะเองก็โปรยปรายหนาหนักตกลงมาตลอดปีตลอดชาติ
ท่ามกลางอากาศเบื้องบนอันว่างเปล่าดำมืด ขณะหิมะยังคงตกกระหน่ำลงมาอย่างหนักอากาศก็พลันเกิดรอยแยกแล้วถูกฉีกออกอย่างไร้สุ้มเสียงเงียบเชียบก่อนจะมีเงาร่างของบุคคลสามคน ปรากฏกายเดินออกมาจากรอยแยกของมิตินั้น!
เฟยอวิ๋นยังคงหลับสนิทแน่นิ่ง
ร่างกายของเขานอนเหยียดระนาบหลังตรง ลอยเคว้งอยู่ด้านหลังของบุรุษทั้งสองคนพร้อมด้วยไอปราณิญญาห่อหุ้มครอบคลุมไปทั่วทั้งร่างกาย
“อากาศที่นี่นับได้ว่าหนาวเย็นสุดขั้วอย่างแท้จริง”บุรุษผมสีทองกล่าวพลางกวาดสายตาไปรอบๆ มองปุยหิมะที่กำลังโปรยปรายไม่หยุดหย่อนเหน็ดเหนื่อย
สถานที่อันโหดร้ายเช่นนี้ แทบจะทำให้ร่างกายของผู้อ่อนแอหรือกระทั่งผู้ที่ร่างกายไม่มีพลังคุ้มกายที่มากพอ ก็ต้องทรุดเข่าล้มลงและไม่อาจก้าวเดินต่อไปได้อีก สุดท้ายก็ต้องสังเวยชีวิตน้อยๆ ของตนเองให้ถูกฝั่งแช่แข็งอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ!
แต่ทว่าบุรุษทั้งสองคน กลับยืนแน่นิ่งไม่สะทกสะท้านอันใดแม้แต่น้อยไม่ว่าจะเป็ปุยหิมะอันขาวโพลน หรือสายลมเย็นที่ซ่อนความหนาวเหน็บทว่าสิ่งเ่าั้กับไม่สามารถกระทบถึงตัวของพวกเขาได้แม้แต่ปลายเส้นผม ถึงแม้ต่อให้บรรยากาศที่หนาวเย็นมากกว่านี้ก็ไม่นับว่าเป็อะไรได้สำหรับพวกเขาทั้งสองคน
บุรุษอาภรณ์สีทองยืนมือไพล่หลัง พลางถอนหายใจออกมาอย่างช้าๆ ก่อนเชิดใบหน้ามองไปยัง‘ูเาน้ำแข็ง’ ขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าตน
ูเาน้ำแข็งลูกนี้ปลายยอดของมันสูงใหญ่เสียดปลายจรดท้องฟ้าอันมืดมิดเบื้องบน และถูกรายล้อมไปด้วยูเาน้ำแข็งขนาดเล็กลงมาอีกนับพันนับหมื่นลูกแต่ละยอดเขาก็สูงต่ำลดหลั่นกันลงมาเรื่อยๆ และยังมีหน้าผาน้ำแข็งเรียงซ้อนกันเป็ชั้นหนาสูงอย่างมากอีกนับไม่ถ้วนซึ่งผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาระดับต่ำ ก็ยากนักจะป่ายปีนขึ้นไปได้
“ข้าไม่ได้มาเยี่ยมตาเฒ่าผู้นี้นานมากแล้วอืมม...น่าจะหลายพันปีแล้วกระมัง” บุรุษอาภรณ์สีทองกล่าวพลางยิ้มแย้มออกมา
หลังจากนั้นร่างของพวกเขาทั้งหมดก็หายวับไปในทันทีก่อนจะปรากฏกายยืนอยู่บนลานน้ำแข็งบนยอดเขาโดยที่เื้ัเป็ผาน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่อย่างมาก ทอดยาวไกลออกไปจนสุดลูกหูลูกตาและหน้าผานี้มันยังกินบริเวณพื้นที่เกือบหนึ่งพันลี้ ทั้งสูงชันทั้งน่าหวาดกลัวดูราวกับว่ามันเป็ปราการกำแพงน้ำแข็ง และสิ่งมีชีวิตถ้าหากบินไม่ได้ก็ยากนักต่อการที่จะพิชิตขึ้นมายืนอยู่บนนี้ได้
บุรุษอาภรณ์สีทองเดินก้าวไปข้างหน้าสามก้าว ก่อนที่มือของเขาจะยกขึ้นแล้วพลางสะบัดเบาไปหนึ่งครั้งอย่างไม่ใส่ใจ ทันใดนั้นอักขระเวทก็ปรากฏรูปร่างให้เห็นชัดเจนมันเรืองแสงส่องสว่างสีทองขึ้นบนอากาศธาตุอันว่างเปล่า ทว่ารูปแบบของตัวอักษรอนุมานได้ว่าเก่าแก่โบราณเป็อย่างมาก ก่อนที่มันจะลอยเคว้งประทับลงไป ยังหน้าผาน้ำแข็งแผ่นเรียบที่อยู่เบื้องหน้าของเขาฉับพลันก็เกิดเหตุการณ์อันแปลกประหลาดขึ้น
“ครืนนน!”
หน้าผาน้ำแข็งเกิดการสั่นะเืเล็กน้อยทันใดนั้นก็ปรากฏมีประตูบานใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเสียงกระหึ่มหนักเบาสลับไปมาสะท้อนก้องกังวานอยู่ด้านใน ก่อนประตูบานนั้นจะเกิดภาพเลือนรางคล้ายกับว่ามีธารน้ำไหลหมุนวนไปมาไม่หยุดนิ่ง มันดูราวกับแอ่งน้ำสีหมึกที่ไร้ซึ่งก้นบึ้งหากมองลึกเข้าไป
ทั้งสองคนสีหน้าเรียบเฉยไม่สะทกสะท้านต่อปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดยังเบื้องหน้าตนหลังจากนั้นก็ก้าวเท้าอย่างมั่นคง เดินเข้าไปยังด้านใน
เมื่อร่างของพวกเขาหายลับเข้าไปจนหมดประตูบานนั้นที่คล้ายเหมือนมีธารน้ำไหลหมุนวนก็พลันเปลี่ยนรูปลักษณ์กลับมาเป็ปรกติดังเช่นเดิมเหมือนกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลยเมื่อก่อนหน้านั้น
ณ อีกที่หนึ่งบนยอดเขาสูงเสียดเมฆ
หมู่เมฆาลอยหล่นต่ำเตี้ย แผ่เป็แพปุยขาวคลุมทับไปทั่วทั้งยอดเขาล่องลอยอยู่เหนือศีรษะของพวกเขาไปเพียงแค่ไม่กี่จั้งบนยอดเขามีลานหินขนาดไม่กว้างใหญ่มากนัก ด้านหลังของพวกเขาปรากฏปากถ้ำขนาดเล็กแต่ทว่าขนาดของมันก็พอสำหรับคนสองคนจะเดินเคียงไหล่กันเข้าไปด้านในได้
“ตาเฒ่าลี!!!” เสียงของบุรุษอาภรณ์สีทองดังก้องกังวานมันดังราวกับระฆังใบใหญ่ที่ถูกตีอย่างแรงอยู่บนยอดหอคอยสูงก่อนที่เสียงนั้นจะกระเพื่อมแผ่ออกไปไกลเป็ระลอกคลื่น
ทันใดนั้นไม่ถึงชั่วสามลมหายใจ ห่างจากลานหินตรงปากถ้ำเพียงไม่กี่จั้งก็พลันปรากฏไอหมอกสีขาวราวกับก้อนเมฆ พุ่งดิ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วชั่วแค่กะพริบตา ก้อนเมฆสีขาวก็หยุดนิ่งอยู่ยังเบื้องหน้าของพวกเขา แล้วเปิดเผยรูปร่างโผล่ขึ้นมาให้เห็นเลือนรางแต่ก็ดูคล้ายว่ามันเป็รูปร่างของคนผู้หนึ่งจริงๆ
แต่ทว่า...ร่างกายของคนผู้นี้ กับดูแปลกประหลาดเป็อย่างยิ่ง
เพราะว่าร่างกายของเขามันเป็เพียง ‘ไอหมอกเมฆสีขาว’ที่ควบแน่นกลายเป็รูปร่างของมนุษย์ แล้วล่องลอยไปมาเหมือนดั่งเช่นิญญาเพียงเท่านั้นราวกับว่าเขาเป็กลุ่มก้อนเมฆที่เคลื่อนที่ได้
กระนั้นใบหน้าและรูปร่างของเขา กับดูชัดเจนเป็อย่างมากเพียงแต่ว่ามันเป็สีขาวราวกับก้อนเมฆไปเสียทั้งหมด เมื่อเขาถูกลมพัดทีหนึ่งคลื่นไอเมฆหมอกก็จะขยับวูบไหวตามลม แล้วหายไปบ้างบางส่วนของร่างกายรอบนอกแต่สักพักมันก็จะถูกเติมเต็มเข้ามาอีกครั้งอย่างแปลกประหลาดส่วนมืออีกข้างก็ถือแส้หางม้าสีขาว ราวกับเส้นไหมพลิ้วไหวอยู่ตลอดเวลา หากจะมองว่าร่างกายนี้มันเป็ดั่งิญญาของภูตผีก็ดูจะไม่ต่างกันมากนัก
“คารวะท่านบรรพชนลู่ คารวะท่านบรรพชนหลง” เขากล่าวอย่างนอบน้อมพร้อมทั้งโค้งตัวลงเล็กน้อยเพื่อเคารพผู้ที่อยู่เบื้องหน้าทั้งสองคน
“อืมม...ข้าเห็นท่าทางของเ้าในตอนนี้ ดูแล้วเ้าคงสบายดีนะตาเฒ่า”บุรุษอาภรณ์สีทองที่ถูกเรียกว่าบรรพชนลู่กล่าวยิ้มแย้มออกมา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ชีวิตของข้านั้น ก็มีความสุขทุกวันอยู่แล้วขอรับท่านแต่ว่า?...ท่านบรรพชนทั้งสอง” เขากะพริบตาถี่ขณะกล่าวต่ออีกว่า “ลมอะไรที่หอบพวกท่านให้เดินทางมาถึงดินแดนทางใต้อันหนาวเหน็บแห่งนี้หรือว่ามาเยี่ยมข้าเพราะคิดถึงในรอบพันปี”ตาเฒ่าลีกล่าวพลางยืดอกยิ้มกว้างตาหยีออกมา
หลังจากที่พวกเขาทั้งสามคนไม่ได้พบเจอกัน หากย้อนกลับไปแล้วล่ะก็อืมม...มันก็ดูนานมากจริงๆ ซึ่งการพบกันครั้งล่าสุดนั้นก็น่าจะราวๆหนึ่งพันปีก่อนหน้า
ก่อนที่ตาเฒ่าเมฆหมอกจะชะเง้อคอพลางชำเลืองสายตาไปมองด้านหลังของทั้งสองที่เขาเห็นเฟยอวิ๋นนอนเหยียดยาวราวกับศพแน่นิ่ง ลอยเคว้งอยู่บนอากาศทางด้านหลังและแล้วสีหน้าของเขาก็ดูสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะปรับเปลี่ยนดูเป็จริงจังขึ้นมาพลางเอ่ยถามออกไป
“เอ๋!...นี่ศพของใครกัน? ท่านจะฝากให้ข้าเอาไปฝัง หรือว่าเอ่อ...จะให้เป็อาหารของสัตว์อสูริญญาในป่าดีล่ะ”
บรรพชนลู่หัวเราะหึหึในลำคอ ก่อนจะถอนหายใจยาวยิ้มกล่าวออกไป “เปล่า!ข้าจะนำเด็กคนนี้มาฝากไว้ที่เ้าชั่วคราวก่อนสักระยะหนึ่ง”
“ฝากไว้ชั่วคราว!” ตาเฒ่าลีคิ้วกระตุกยิกสะดุ้งโหยงเล็กน้อยและรู้สึกมึนงงชั่วขณะ
“ใช่!...แค่ชั่วคราว” บรรพชนลู่เอ่ยตอบด้วยสีหน้าจริงจังพร้อมกับยิ้มบาง
หลังจากที่สนทนากันไม่กี่ประโยค ตาเฒ่าลีก็เชิญบุรุษทั้งสองเข้าไปในถ้ำที่พำนักของตนเอง
ทั้งสามคนนั่งอยู่บนตั่งหินอ่อนตรงใจกลางโถงถ้ำพร้อมกับจิบชาพูดคุยกันอย่างออกรสราวหนึ่งชั่วยาม ก่อนที่บรรพชนลู่ และบรรพชนหลงจะกล่าวอำลาแล้วเดินทางกลับ
ปล่อยให้ตาเฒ่าลีนั่งจ้องมองร่างเฟยอวิ๋น ที่ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงด้วยท่าทางแปลกประหลาดและสงสัยไม่น้อย
“เฮ้ออ...เ้าเด็กคนนี้ช่างอาภัพยิ่งนักแต่ถึงอย่างไรเ้าก็ถือว่าโชคดีอย่างสุดๆ ด้วยเช่นกัน ์ไม่ได้ทอดทิ้งเ้าแล้วแต่์จะให้เ้าเดินทางไปสู่เกียรติยศชื่อเสียง และความแข็งแกร่งเหนือใต้หล้าเอ่ออ...ข้าหมายถึงว่า?...หากจิตใจเ้ามุ่งมั่นเข้มแข็งอ่ะนะ และมีความอดทนพอ ที่จะกล้าก้าวเดินบนเส้นทางสายมรณะนี้ต่อไป”
ตาเฒ่าลีกล่าวด้วยสีหน้าหม่นหมองลงแต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยคาดหวังอะไรมากนักทว่าเขาก็พอที่จะเข้าใจถึงประวัติก่อนหน้าของเด็กหนุ่มคนนี้ เมื่อเพ่งมองดูแล้วมันก็ไม่ธรรมดาสามัญอย่างยิ่งและบรรพชนลู่ยังได้สั่งความเอาไว้ก่อนจากไป ว่าให้ดูแลเด็กหนุ่มคนนี้ให้ดีที่สุด
“ดูแลยังงั้นเหรอ...เหอๆ”
.
.
.
.
.
………………………………