เจียงเยว่เวยพักฟื้นจากอาการใอยู่ในเรือนของตนเองเป็เวลาสามวัน ในระหว่างนี้เสิ่นมู่ก็ลาพักเพื่อมาดูแลภรรยาไม่ยอมห่าง บรรดาอนุและบุตรทั้งห้าในครอบครัวสายหลักก็แวะเวียนกันมาเยี่ยมนางไม่เคยขาด บรรยากาศความรักและความสามัคคีของคนในครอบครัวทำให้เจียงเยว่เวยลืมภาพการเสียชีวิตของแม่นมฉุยในวันนั้นไปได้อย่างรวดเร็ว
ใน่เวลาสามวันที่ได้ทบทวนสิ่งต่างๆ เจียงเยว่เวยก็รู้แล้วว่าหากนางยังทำตัวอ่อนแอและยังใสซื่อเหมือนเมื่อครั้งที่นางยังเป็รวินท์นิภา ด้วยนิสัยใจคอและอำนาจของผู้คนในยุคนี้ นางคงไม่อาจมีชีวิตรอดและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปจนแก่เฒ่า เพราะไม่ใช่ทุกคนจะนิสัยดีเหมือนคุณแม่ อีกทั้งที่นางเคยคิดว่าภรรยาหลวงของคุณพ่อเป็ผู้หญิงที่ร้ายกาจที่สุดที่นางเคยเจอมาแล้วในชีวิตนี้ เพราะถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนร้ายกาจ แล้วนางจะทะเลาะกับผู้หญิงคนนั้นจนตัวเองโมโหแล้วทำให้ดวงจิตกลับมายังร่างที่แท้จริงของตนเองได้อย่างไร แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเทียบไม่ได้กับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นและน้องสะใภ้ใจร้ายอย่างเย่าหลิงที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็พร้อมที่จะเอาชีวิตนาง
เช้านี้เสิ่นมู่เห็นภรรยายังนั่งนิ่งและไม่ยอมลุกจากเตียง เขารีบเดินเข้ามาถามด้วยความกังวล “เ้ายังรู้สึกไม่สบายที่ตรงไหน ให้ข้าไปเชิญหมอหลวงให้มาตรวจดูอาการสักหน่อยหรือไม่”
“ข้าสบายดีแล้วเ้าค่ะ เพียงแต่ข้าไปใช้ชีวิตในยุคอื่นมานาน ทำให้ข้าไม่ชินกับการที่ต้องมาเห็นคนตายต่อหน้าเท่านั้น”
“เ้ารู้สึกผิดกับการจากไปของแม่นมฉุยอยู่หรือ? ความจริงแล้วเื่นี้มันไม่เกี่ยวอะไรกับเ้าเลย หากฮูหยินผู้เฒ่ากับเสิ่นเจาไม่โยนความผิดให้แม่นมฉุยแบกรับไว้ทั้งหมด แม่นมฉุยจะทำร้ายตัวเองเพื่อหนีความผิดไปได้อย่างไร ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็เพราะพวกเขาอยากทำร้ายเ้าแต่ทำไม่สำเร็จ ผลกรรมจึงย้อนกลับไปหาพวกเขา”
“ข้าไม่ได้รู้สึกผิดกับแม่นมฉุยแล้วเ้าค่ะ เพียงแต่ข้ามาคิดดูแล้วว่าถ้าข้ายังทำตัวอ่อนแอและไม่ยอมลุกขึ้นมาสู้ บางทีข้าอาจจะถูกพวกเขาเล่นงานแล้วตายไปแบบไม่รู้ตัว” เจียงเยว่เวยจับมือสามีแล้วเอามือใหญ่ของเขามาแนบแก้ม “แทนที่จะคอยให้ท่านมาปกป้อง ั้แ่วันนี้ข้าจะต้องเรียนรู้ที่จะทำตัวให้เข้มแข็งเพื่อไม่ให้เป็ภาระท่านอยู่ฝ่ายเดียว อีกทั้งข้ายังมีลูกๆ ที่ข้าต้องคอยปกป้องพวกเขา ท่านพี่เ้าคะ...หากว่าบางครั้งข้าจะทำตัวร้ายกาจเหมือนเจียงเยว่เวยคนเก่าบ้าง ท่านจะรังเกียจหรือท่านจะตำหนิข้าหรือไม่เ้าคะ”
เสิ่นมู่เห็นท่าทางกลุ้มใจของภรรยาก็รีบดึงนางเข้ามากอด “ข้าจะรังเกียจเ้าได้อย่างไร ข้ากลับดีใจเสียด้วยซ้ำที่เ้าคิดที่จะลุกขึ้นมายืนหยัดและต่อสู้กับความไม่เป็ธรรมด้วยตัวเอง แล้วข้ายังเชื่ออีกว่าทุกสิ่งที่เ้าทำหรือทุกสิ่งที่เ้ากำลังจะทำ เ้าจะไม่ทำมันเพราะอารมณ์อย่างแน่นอน”
“ความจริงแล้วนิสัยแข็งกร้าวอย่างที่เจียงเยว่เวยคนเก่าทำไว้ก็ดีเหมือนกันนะเ้าคะ เมื่อข้าต้องต่อสู้กับใคร ข้าจะได้เอานิสัยนั้นขึ้นมาใช้ จากความทรงจำเดิมที่นางทิ้งไว้ ไม่มีใครสู้นางได้เลยสักคน”
เสิ่นมู่นึกถึงสิ่งที่เจียงเยว่เวยคนเก่าเคยทำไว้ก็หัวเราะเสียงดัง “ที่เ้าพูดมาก็ถูก ไม่มีใครสู้นางได้เลยจริงๆ แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่ายังสู้นางไม่ได้”
“พูดถึงฮูหยินผู้เฒ่าแล้วก็อดที่จะโมโหไม่ได้นะเ้าคะ” เจียงเยว่เวยย่นจมูกอย่างไม่พอใจ “นางมักจะหาเื่ทะเลาะกับข้าเพราะโกรธที่ข้าเอากุญแจห้องคลังของจวนมาเก็บไว้ แล้วนางยังคิดว่าข้ายึดอำนาจการปกครองจวนมาจากนางอีก แต่ท่านรู้หรือไม่เ้าคะว่าในคลังสมบัติของจวนเรามันว่างจนจะเหลือแค่หีบเปล่าแล้ว แม้แต่สินเดิมของข้ายังเหลืออยู่แค่หีบเดียวเท่านั้น แต่ฮูหยินผู้เฒ่ากลับทำเหมือนว่าบ้านเรายังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่อีกมากมายเสียอย่างนั้น”
“บอกความจริงกับเ้าอย่างไม่อาย ถึงแม้จวนเราจะเป็แม่ทัพมาแล้วหลายรุ่น และการชนะศึกกลับมาแต่ละครั้งก็ได้รับปูนนำเหน็จมาไม่น้อย เพียงแต่ท่านปู่กับท่านพ่อได้ออกกฎไว้ว่าทรัพย์สมบัติหรือแม้แต่บำเหน็จรางวัลที่ได้รับต้องแบ่งออกเป็สามส่วน ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่จวนเพื่อเป็ค่าใช้จ่ายของครอบครัว ส่วนหนึ่งเก็บไว้เพื่อพัฒนากองทัพไม่ว่าจะเป็อาวุธ เสบียง หรือแม้แต่เครื่องแต่งกายให้กับทหารในแต่ละฤดู และส่วนสุดท้ายให้นำไปมอบให้กับทหารทุกคนเพื่อเป็ขวัญกำลังใจ ทำให้จวนแม่ทัพของเราแม้ภายนอกจะดูมั่งคั่ง แต่ภายในกลับต้องใช้จ่ายอย่างจำกัด”
เสิ่นมู่ถอนหายใจ “เมื่อรวมกับที่ข้าาเ็จนต้องลาออกจากตำแหน่ง ผู้ใต้บังคับบัญชาระดับหัวหน้ากองส่วนใหญ่อยากลาออกเพื่อติดตามข้า แต่มันจะเป็เช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อข้าไม่ได้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพ แล้วข้าจะมีกองกำลังของตัวเองเก็บไว้ได้อย่างไรกัน นั่นไม่เท่ากับทำให้คนอื่นคิดว่าข้ากำลังจะก่อฏหรือ
ถึงแม้ข้าจะปฏิเสธออกไปเช่นนั้น แต่คนสนิททั้งสิบคนก็ยังลาออกอยู่ดี พวกเขาทั้งสิบคนยังไม่แต่งงานแต่ก็มีบิดามารดาให้ต้องเลี้ยงดู เมื่อลาออกจากกองทัพก็ย่อมต้องขาดรายได้ ด้วยความที่เราร่วมเป็ร่วมตายกันมาหลายครั้ง เอ่อ...ข้าจึงนำเงินในคลังจำนวนหนึ่งไปมอบให้พวกเขาเพื่อใช้ตั้งตัว”
“แล้วทำไมท่านไม่รับพวกเขาทั้งสิบคนเข้าไปทำงานในกรมอาญาเล่าเ้าคะ” เจียงเยว่เวยถามอย่างสงสัย
“ไม่ใช่พวกเขาไม่อยาก แต่ข้าไม่ยอมให้พวกเขาเข้าไปเองต่างหาก” เสิ่นมู่อธิบายกับภรรยาอย่างไม่คิดจะปิดบัง “กรมอาญาไม่เหมือนกองทัพ ที่นี่ทำงานอยู่ภายใต้สายตาของผู้คนมากมาย หลายคดีเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจอยู่ไม่น้อย ตัวข้ายังได้ชื่อว่าเป็อดีตแม่ทัพย่อมมีทางเอาตัวรอด แต่พวกเขาทั้งสิบคนไม่เหมือนกัน หากเผลอไปทำให้ผู้อื่นผิดใจ ข้าเกรงว่าพวกเขาคงเอาตัวไม่รอด”
เสิ่นมู่ยิ้มให้ภรรยา “ไม่ใช่ว่าข้าขี้ขลาดและไม่กล้าที่จะออกหน้าปกป้องลูกน้อง แต่ข้ามีแผนการอยู่ว่าข้าจะหาโอกาสสร้างผลงานแล้วขอไปทำหน้าที่เป็เ้าเมืองเล็กๆ อยู่แถวชายแดน อาจเป็เพราะข้าใช้ชีวิตอิสระมานาน ข้าจึงคิดว่าชีวิตที่เมืองหลวงไม่เหมาะกับข้า ข้าเคยบอกความคิดนี้กับเจียงเยว่เวยคนเก่า แต่นางปฏิเสธและยังสร้างเื่วุ่นวายให้ข้าไม่หยุด ข้าก็เลยเลิกคิดเื่นี้ไป หากข้าถามเ้าตอนนี้เล่า เ้ามีความเห็นว่าอย่างไร”
เจียงเยว่เวยนึกไปถึงที่นางเติบโตมาในร่างของรวินท์นิภาอีกครั้ง นางเกิดและเติบโตในกรุงเทพที่ถือเป็ศูนย์กลางความเจริญที่สุดของประเทศ แต่ความเจริญเ่าั้ต้องแลกมากับความปัญหาต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะปัญหาการจราจรที่กรุงเทพได้ชื่อว่าเป็เมืองที่มีการจราจรติดขัดเป็อันดับต้นๆ ของโลก ปัญหาเกี่ยวกับค่าครองชีพที่สูงไม่ว่าจะเป็ค่าอาหารและที่อยู่อาศัย มลภาวะทางอากาศและทางเสียง ความแออัดของประชากร รวมไปถึงความเครียดจากการเร่งรีบและความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน
แม้เมืองหลวงของแคว้นต้าฉีจะไม่ได้มีปัญหาดังกล่าวเหมือนกรุงเทพที่นางจากมา แต่การได้ไปใช้ชีวิตในสถานที่เรียบง่ายและมีอากาศบริสุทธ์ก็เป็สิ่งที่เจียงเยว่เวยใฝ่ฝัน ส่วนความเจริญและความมั่งคั่ง ในเมื่อนางมีมิติวิเศษแล้วนางยังจะกลัวอะไร ไปอยู่ในที่ห่างไกลแล้วสร้างอาณาจักรการค้าของตัวเองขึ้นมา ไม่แน่ว่าสถานที่ที่นางกับสามีเลือกที่จะย้ายไปอาจเจริญกว่าเมืองหลวงในเวลานี้เสียด้วยซ้ำ
“ท่านพี่ ไม่ว่าท่านอยากทำอะไรและอยากไปอยู่ที่ไหน ข้าก็พร้อมที่จะติดตามท่านไปเ้าค่ะ” เจียงเยว่เวยยิ้มให้สามีอย่างจริงใจ
เสิ่นมู่ดีใจที่ภรรยายอมรับความคิดของตน “เื่นี้คงต้องใช้เวลา แต่ในเมื่อเ้าไม่ขัดข้อง ข้าก็จะเริ่มดำเนินการทันที”
“ข้าแล้วแต่ท่านเ้าค่ะ” เจียงเยว่เวยยังนึกไปถึงเื่เดิม “ท่านพี่ ข้าคิดว่าในเมื่อทรัพย์สินของจวนเหลือไม่มาก หากท่านแม่อยากได้อำนาจการดูแลจวนคืน ข้าคืนให้นางไปเลยดีหรือไม่เ้าคะ”
“หากเ้าไม่อยากดูแลจวนต่อแล้ว เ้าจะคืนหน้าที่นี้ให้นางไปก็ย่อมได้ แต่ข้ายังสงสัยว่าสินเดิมของเ้าเหลืออยู่แค่หีบเดียวจริงหรือ” เสิ่นมู่ขมวดคิ้วถามอย่างไม่พอใจ “ข้ารู้มาบ้างว่าฮูหยินผู้เฒ่าแอบเอาสินเดิมของเ้าไปขายเพื่อเอาเงินมาให้เสิ่นเจาไว้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่ข้าไม่คิดว่านางจะยักยอกสินเดิมของเ้ามากมายขนาดนี้ ให้ข้าไปทวงคืนให้หรือไม่”
“ทรัพย์สินที่ขายไปแล้วท่านคิดว่าเรายังจะทวงคืนได้อีกหรือเ้าคะ แต่ท่านไม่ต้องโมโหไปหรอกเ้าค่ะ ท่านก็รู้ว่าสินเดิมของข้าไม่ได้มีมากมายขนาดนั้น เพราะท่านพ่อท่านแม่ของข้าทุ่มสินเดิมให้น้องสาวต่างแม่คนนั้นไปหมดแล้ว” เจียวเยว่เวยพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“เช่นนั้นก็ตามใจเ้า แต่อย่างไรเงินเดือนของข้าก็มีน้อย เ้าไปบอกคนอื่นว่าระยะนี้ให้พวกเขาช่วยกันใช้จ่ายอย่างประหยัดหน่อยก็แล้วกัน เพราะถ้าอำนาจการดูแลจวนกลับไปอยู่ในมือฮูหยินผู้เฒ่า ข้าคิดว่าสิ่งแรกที่นางจะทำก็คือการตัดค่าใช้จ่ายของบ้านสายหลักของเรา” เสิ่นมู่บอกภรรยา
“ท่านพี่ช่างขี้ลืมยิ่งนัก ท่านลืมมิติวิเศษของข้าไปแล้วหรือเ้าคะ” เจียงเยว่เวยบอกแผนการของตัวเอง “ข้าจะเอาของใช้แล้วก็เครื่องประดับที่มีอยู่เข้าไปขายในมิติเพื่อแลกเป็เงินไว้ใช้จ่ายสำหรับครอบครัวเรา ท่านแค่บอกคนอื่นไปก็พอว่าเงินทั้งหมดท่านให้ข้าเป็คนเก็บรักษา ส่วนที่ว่าเงินจะพอใช้หรือไม่นั้นข้าคิดว่าเมื่อเราได้ย้ายออกจากเมืองหลวง เราค่อยมาคิดว่าเราจะเริ่มหาเงินด้วยวิธีไหน ในขณะที่เรายังอยู่ที่เมืองหลวง เราก็ศึกษาความ้าหรือไม่ก็ดูว่ามีกิจการแบบใดที่เราสามารถทำได้ไปพลางก่อนดีหรือไม่เ้าค่ะ”
“จากประสบการณ์ในยุคที่เ้าจากมา ข้าเชื่อว่าเ้าต้องมีวิธีหาเงินที่ดีกว่าคนในยุคนี้อย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ไม่อยากให้เ้ากดดันเื่ค่าใช้จ่ายจนเกินไป อย่างไรข้าก็เป็หัวหน้าครอบครัว หน้าที่ที่ต้องหาเลี้ยงพวกเ้าควรเป็หน้าที่ของข้า”
เจียงเยว่เวยรู้ว่าสามียังมีความคิดอย่างคนยุคเดิมคือบุรุษทำงานนอกบ้าน สตรีรับผิดชอบงานในบ้าน แต่นางก็ยังอยากให้เขาเข้าใจถึงแิในการใช้ชีวิตของนางเช่นกัน “ท่านพี่เ้าคะ ในเมื่อท่านรู้ว่าข้าเติบโตมาในอีกยุคหนึ่ง ความแตกต่างของทั้งสองยุคไม่ได้มีแค่ความเจริญก้าวหน้า แต่ยังมีแิและวิธีการดำเนินชีวิตอีกหลายอย่างที่ไม่เหมือนกัน อย่างเช่นหน้าที่การหาเงินเข้าบ้านก็ไม่จำเป็ที่บุรุษจะต้องเป็คนทำงานหาเงินอยู่ฝ่ายเดียว สตรีก็สามารถทำงานหาเงินได้ไม่ต่างกัน แต่ท่านไม่ต้องกังวล ถึงแม้ข้าจะพูดออกไปแบบนั้นแต่หากวิธีการของข้ามันขัดกับความเชื่อหรือขัดกับวิธีคิดจากคนยุคนี้มากเกินไป ข้าก็จะไม่ทำให้ท่านลำบากใจแน่นอนเ้าค่ะ”
“ขอบใจนะเวยเวยที่เข้าใจข้า” เสิ่นมู่หอมหน้าผากภรรยา “ข้าพักงานมาอยู่เป็เพื่อนเ้าหลายวันแล้ว วันนี้เห็นทีข้าต้องไปทำงานก่อน”
“เช่นนั้นวันนี้ข้าจะไปพบภรรยาทั้งหลายของท่านกับเด็กๆ เหมือนกันเ้าค่ะ ไปบอกให้พวกเขาเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ พอถึงเวลาพวกเขาจะได้ไม่ใ” เจียงเยว่เวยบอกออกไปอย่างไม่คิดอะไร
แต่เสิ่นมู่ที่ได้ยินก็รีบกอดภรรยาไว้แน่น “ที่ข้าแต่งฮูหยินรองแล้วยังรับอนุทั้งสองเข้ามามันมีเหตุผลอยู่เหมือนกัน เอาไว้คืนนี้ข้าจะกลับมาเล่าให้เ้าฟัง เ้าอย่าเพิ่งนอนหลับไปก่อนเล่า”
เจียงเยว่เวยเลิกคิ้วสงสัย “ท่านหมายความว่าอย่างไรเ้าคะ ที่ท่านรับพวกนางเข้ามาไม่ใช่ความ้าของท่านหรอกหรือ”
“ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว เอาไว้ข้าจะรีบกลับมาเล่าให้เ้าฟังทีหลัง” เสิ่นมู่พูดจบก็เดินออกจากห้องไป แต่สักพักเขาก็เดินย้อนกลับมา “เ้าต้องเชื่อข้านะ ข้ามีเหตุผลที่ต้องรับพวกนางเข้ามาจริงๆ”
เจียงเยว่เวยได้แต่มองตามหลังสามีไปอย่างหงุดหงิด นางไม่ได้โกรธที่สามีมีภรรยารองและอนุแล้วถึงสองคน แต่ที่นางกำลังไม่พอใจอยู่คือสามีมาพูดทิ้งท้ายไว้ให้นางอยากรู้ทำไม เพราะนอกจากเหตุผลที่ว่าสามีอาจพึงพอใจในใบหน้างามๆ ของน้องสาวทั้งสามคน แล้วยังจะมีเหตุผลใดอีกที่ทำให้เขาต้องรับอนุเข้ามาก่อนทั้งที่เขายังไม่ได้แต่งนางมาเป็ภรรยาเอก
“เสิ่นมู่! มาพูดให้อยากรู้แล้วท่านก็จากไปเนี่ยนะ เวลานี้ยังไม่พ้นมื้อเที่ยงด้วยซ้ำ กว่าจะถึงตอนเย็น ความอยากรู้ของข้าจะไม่ทำให้ข้าอึดอัดตายไปก่อนหรือ”