ก่อนหน้านี้เขาอยากยืนอยู่ฝั่งเดียวกับตระกูลไต้แต่หลังรู้ว่าพี่สะใภ้ของหลินเฉวียนสนิทสนมกับหัวหน้าเทศบาลชุมชนเฉินความคิดนั้นก็หายไปทันที
“ทำตามที่พี่สะใภ้ของหลินเฉวียนว่ามาไต้เหว่ยจะเลี้ยงดูเธอยามแก่เฒ่า แต่จะต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับพี่น้องคนอื่นๆห้ามฉวยโอกาสขูดรีดสิ่งอื่นจากเขาอีกแล้วก็จักรเย็บผ้าจะต้องให้ไต้เหว่ยกับหลินเฉวียนเอาไปด้วย เรื่องนี้ตกลงตามนี้ดูสิว่าพวกเธอจะมีใครกล้าก่อเรื่องอีกไหม!”
หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ระเบิดอารมณ์ต่อให้คนตระกูลไต้ไม่พอใจ ก็คงทำได้เพียงยอมตกลงเท่านั้น
ในที่สุดเรื่องแยกบ้านก็เป็นอันสิ้นสุด
หลินอันยกจักรเย็บผ้าออกมาจากห้องของหลินเฉวียน
สวีหว่านหนิงมองจักรเย็บผ้าที่เก่าจนชิ้นส่วนแทบจะหลุดออกมาแล้วถามชาวบ้านที่มามุงดูว่า “พวกเราจะพาไต้เหว่ย หลินเฉวียนและลูกของพวกเขาอีกสองคนกลับหมู่บ้านต้าเจียง จักรเย็บผ้าคันนี้คงพกไปไม่สะดวกถ้ามีใครถูกใจ ฉันจะขายให้โดยไม่ต้องใช้ตั๋วแลกของ”
หลังสวีหว่านหนิงพูดจบก็มีเสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
“พี่สะใภ้ของหลิวเฉวียนเธอพูดจริงหรือ”
“จริงสิคะ”
จักรยานคงขนจักรเย็บผ้าไปไม่ไหวและคงจะให้คนยกกลับไปที่บ้านหลินไม่ได้
อีกอย่างคนตระกูลไต้อยากได้จักรเย็บผ้าคันนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุวุ่นวายในภายหลังขายทิ้งไปจะดีกว่า
เธอมีตั๋วสินค้าอุตสาหกรรมอยู่อีกหลายใบมากพอที่จะใช้ซื้อจักรเย็บผ้าอยู่แล้ว
สำหรับเรื่องนี้หลิวเฉวียนไม่มีความเห็น
ไต้เหว่ยยิ่งไม่กล้าพูดอะไร
ด้วยเหตุนี้จักรเย็บผ้าจึงถูกขายไปในราคา 35 หยวน โดยไม่ต้องใช้ตั๋วแลกของสวีหว่านหนิงเก็บเงินเอาไว้ในกระเป๋าเสื้อของตัวเอง
“หลินอันคุณอุ้มหลินเฉวียน พวกเราจะกลับบ้านกันแล้ว ไต้เหว่ย ไปเรียกเด็กๆ เถอะ”
“ครับผมจะไปเดี๋ยวนี้!”
ตอนคนตระกูลไต้ทุบตีหลินเฉวียนพวกเขากันเด็กสองคนให้ออกห่างจากเรื่องราวด้วยการสั่งให้ไปเก็บฟืนบนเขาตอนนี้น่าจะใกล้กลับมาที่บ้านแล้ว
ตามคาดไต้เหว่ยวิ่งออกไปได้ไม่นานนักก็เห็นลูกทั้งสองคน
สองพี่น้องอายุแค่สามสี่ขวบเท่านั้นตะกร้าที่อยู่บนไหล่ของพวกเขาใหญ่กว่าตัวของพวกเขาเสียอีก ร่างเล็กเดินหลังค่อมพลางย่างก้าวอย่างยากลำบาก
ไต้เหว่ยรีบวิ่งไปหาลูกแล้วเอาตะกร้าบนหลังของทั้งคู่โยนลงบนพื้น ก่อนจะสวมกอดลูกทั้งสองคน
“เพราะพ่อไม่เอาไหนทำให้พวกลูกต้องลำบากไปด้วย พ่อรับปากว่าจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีกแล้ว”
แววตาของเด็กทั้งสองคนดูล่องลอยไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไร และไม่เข้าใจความหมายที่พ่อพูด
สวีหว่านหนิงรู้สึกปวดใจ
“ไต้เหว่ยพาเด็กๆ มานี่ พวกเราจะกลับบ้านกันแล้ว”
ไต้เหว่ยขานรับเขาอุ้มลูกสองคนขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนซ้ายขวา แล้วรีบเดินตรงกลับไป
“นี่ก็คือลุงกับป้าสะใภ้ของลูกรีบทักทายเสียสิ”
เด็กทั้งสองเคยเจอสวีหว่านหนิงมาก่อนแต่ทุกครั้งที่เจอ ป้าสะใภ้มักจะไม่สนใจพวกเขา ถึงขนาดเคยตวาดใส่พวกเขาด้วย
ดังนั้นเด็กสองคนจึงกลัวสวีหว่านหนิง ร่างเล็กเดินไปหลบหลังไต้เหว่ยไม่กล้ามองหน้าสวีหว่านหนิงสักนิด
สวีหว่านหนิง“......”
กรรมที่ร่างเดิมก่อสุดท้ายก็คือเธอที่ต้องชดใช้
สวีหว่านหนิงเอาเงินสามสิบห้าหยวนที่ได้จากการขายจักรเย็บผ้าให้ไต้เหว่ยก่อนจะหยิบเงินอีกยี่สิบหยวนออกจากกระเป๋ายัดใส่มือเขาด้วย
“ขี่จักรยานพาหลินเฉวียนไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก่อนฉันกับหลินอันจะพาต้ายากับเถี่ยตั้นกลับไปก่อน ไม่อย่างนั้นแม่คงร้อนใจแย่”
“ครับผมจะรีบพาหลินเฉวียนไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้!”
หลังรู้ว่าตนเองหลุดพ้นจากตระกูลไต้ได้แล้วร่างกายของหลินเฉวียนก็เริ่มทนไม่ไหวแล้วหมดสติไป
ไต้เหว่ยกังวลมากเขาตื่นตระหนกจนทำตัวไม่ค่อยถูก
สวีหว่านหนิงเห็นดังนั้นก็เอาสายรัดตะกร้าแบกหามมาทำเป็นเชือกมัดไว้กับเอวของหลินเฉวียนและผูกปลายเชือกไว้ที่ตัวของไต้เหว่ย
ทำแบบนี้จะได้มั่นใจว่าหลินเฉวียนจะไม่ตกลงมาจากจักรยาน
“ระหว่างทางระวังด้วยอย่าให้หลินเฉวียนตกลงไป”
ไต้เหว่ยถีบจักรยานสุดแรงพลางตะโกนกลับมาว่า“วางใจได้ครับพี่สะใภ้ ผมไม่ทำหลินเฉวียนตกจากจักรยานแน่นอน”
เห็นไต้เหว่ยขี่จักรยานได้อย่างคล่องแคล่วสวีหว่านหนิงก็เบาใจลง
เมื่อไม่มีพ่อเป็นเกราะกำบังต้ายากับเถี่ยตั้นก็จับมือกันแน่นดวงตาสองคู่นั้นราวกับลูกกวางที่กำลังได้รับบาดเจ็บ สวีหว่านหนิงเห็นแล้วปวดใจ
เธอนั่งลงแล้วหยิบหมั่นโถวลูกใหญ่สองลูกออกจากกระเป๋าสะพายข้าง“พวกหนูคงหิวแล้วใช่ไหม อยากกินอะไรก่อนหรือเปล่า”
เถี่ยตั้นกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากเขาไม่สนความกลัวอีกแล้ว มือเล็กที่ทั้งดำและเปื้อนยื่นออกมาหาสวีหว่านหนิง
มือของเขาใกล้จะแตะโดนหมั่นโถวแล้วแต่สวีหว่านหนิงกลับชักมือกลับ
เถี่ยตั้นลดมือลงอย่างผิดหวัง
ไม่แปลกใจป้าสะใภ้ที่ไม่รักพี่ต้าชุนกับพี่เยาเม่ย จะยอมให้พวกเขากินหมั่นโถวได้อย่างไร
แต่เขาหิวมากจริงๆ
เขาไม่ได้กินข้าวมาสองวันเต็มแล้ว
สวีหว่านหนิงใช้กระเป๋าสะพายบังเอาไว้แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าขนาดเล็กออกมาหนึ่งผืน ยื่นให้กับหลินอัน
“คุณพอจะหาน้ำได้หรือเปล่าเอาผ้าไปชุบน้ำแล้วเช็ดมือให้ต้ายากับเถี่ยตั้นก่อน มือของพวกเขาสกปรกมากจับอาหารเข้าปากแล้วจะท้องเสียเอาได้”
“ได้ฉันจะไปขอยืมน้ำจากพวกชาวบ้าน”
ไม่ทันไรหลินอันก็กลับมา
สวีหว่านหนิงรับผ้าเช็ดหน้าจากมือเขาผ้าเช็ดหน้าอุ่นร้อน เขาคงไปขอน้ำร้อนมาจากคนแถวนี้
“ต้ายามานี่สิ ป้าจะเช็ดมือให้หนูก่อน”
สวีหว่านหนิงจับสองมือของต้ายามาไม่สนใจว่ามือนั้นจะพยายามดิ้นแค่ไหน เธอเช็ดมือเล็กจนสะอาดสะอ้านจากนั้นก็ยื่นหมั่นโถวให้ “หนูกินก่อนเลย ป้าจะเช็ดมือให้เถี่ยตั้น”
หมั่นโถวพวกนี้สวีหว่านหนิงนึ่งเอาไว้ล่วงหน้าเมื่อเย็นแล้วจึงเอาไปเก็บไว้ในช่องมิติ ตอนนี้พอถูกลมหนาวมันจึงไม่มีความชื้นหลงเหลืออยู่ และคงไม่มีใครสงสัย
ต้ายาถือหมั่นโถวเธอได้กลิ่นหอมเย้ายวนใจ แต่กลับไม่กล้ากิน
ถ้าเกิดป้าสะใภ้ไม่ยอมให้หมั่นโถวกับน้องชายเธอจะแบ่งมันให้น้องชายครึ่งหนึ่ง
“ต้ายาทำไมไม่กินล่ะ”
เมื่อเห็นเถี่ยตั้นส่งยิ้มกว้างให้กับหมั่นโถวในมือตัวเองต้ายาจึงพูดเสียงเบาว่า “จะกินแล้วค่ะ”
เด็กสองคนคงหิวมากจริงๆหมั่นโถวลูกใหญ่กว่ากำปั้นผู้ใหญ่ พวกเขากัดแค่ไม่กี่คำก็หมดแล้ว
สวีหว่านหนิงรีบเปิดขวดน้ำรินน้ำให้พวกเขาดื่มเมื่อมั่นใจแล้วว่าเด็กๆ จะไม่สำลักอาหารจนติดคอ เธอถึงพูดว่า “กินอิ่มแล้วก็กลับกันเถิดตรงนี้หนาวเหลือเกิน”
ต้ายากับเถี่ยตั้นอายุยังน้อยอยู่ที่บ้านไต้ไม่ได้กินอาหารดีๆ ร่างกายจึงผอมแห้งมาก ขาก็สั้นเดินตามหลินอันไม่ทัน
สวีหว่านหนิงสะกิดหลังเขา“คุณแบกเด็กสองคนขึ้นหลังทีสิ ให้พวกเขาเดินเอง ฟ้ามืดก็ยังไม่ถึงบ้าน”
ได้ยินดังนั้นต้ายากับเถี่ยตั้นก็รีบเร่งฝีเท้า
“ป้าสะใภ้พวกเราเดินเร็วได้อีกค่ะ”
เห็นเด็กสองคนพยายามจ้ำเท้าสุดพลังแต่ก็ยังสู้หนึ่งก้าวของหลินอันไม่ได้ สวีหว่านหนิงกลั้นขำไม่อยู่
“พอแล้วละให้ลุงของพวกหนูแบกพวกหนูเถิด เดี๋ยวพวกหนูจะเหนื่อยเกินไป”
ได้ยินดังนั้นหลินอันก็นั่งลงแล้วบอกให้ต้ายากับเถี่ยตั้นขึ้นมาบนหลังของเขา