ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 64 สุดท้ายก็คือเธอที่ต้องชดใช้

            ก่อนหน้านี้เขาอยากยืนอยู่ฝั่งเดียวกับตระกูลไต้แต่หลังรู้ว่าพี่สะใภ้ของหลินเฉวียนสนิทสนมกับหัวหน้าเทศบาลชุมชนเฉินความคิดนั้นก็หายไปทันที

            “ทำตามที่พี่สะใภ้ของหลินเฉวียนว่ามาไต้เหว่ยจะเลี้ยงดูเธอยามแก่เฒ่า แต่จะต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับพี่น้องคนอื่นๆห้ามฉวยโอกาสขูดรีดสิ่งอื่นจากเขาอีกแล้วก็จักรเย็บผ้าจะต้องให้ไต้เหว่ยกับหลินเฉวียนเอาไปด้วย เรื่องนี้ตกลงตามนี้ดูสิว่าพวกเธอจะมีใครกล้าก่อเรื่องอีกไหม!”

            หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ระเบิดอารมณ์ต่อให้คนตระกูลไต้ไม่พอใจ ก็คงทำได้เพียงยอมตกลงเท่านั้น

            ในที่สุดเรื่องแยกบ้านก็เป็นอันสิ้นสุด

            หลินอันยกจักรเย็บผ้าออกมาจากห้องของหลินเฉวียน

            สวีหว่านหนิงมองจักรเย็บผ้าที่เก่าจนชิ้นส่วนแทบจะหลุดออกมาแล้วถามชาวบ้านที่มามุงดูว่า “พวกเราจะพาไต้เหว่ย หลินเฉวียนและลูกของพวกเขาอีกสองคนกลับหมู่บ้านต้าเจียง จักรเย็บผ้าคันนี้คงพกไปไม่สะดวกถ้ามีใครถูกใจ ฉันจะขายให้โดยไม่ต้องใช้ตั๋วแลกของ”

            หลังสวีหว่านหนิงพูดจบก็มีเสียงฮือฮาดังขึ้นทันที

            “พี่สะใภ้ของหลิวเฉวียนเธอพูดจริงหรือ”

            “จริงสิคะ”

            จักรยานคงขนจักรเย็บผ้าไปไม่ไหวและคงจะให้คนยกกลับไปที่บ้านหลินไม่ได้

            อีกอย่างคนตระกูลไต้อยากได้จักรเย็บผ้าคันนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุวุ่นวายในภายหลังขายทิ้งไปจะดีกว่า

            เธอมีตั๋วสินค้าอุตสาหกรรมอยู่อีกหลายใบมากพอที่จะใช้ซื้อจักรเย็บผ้าอยู่แล้ว

            สำหรับเรื่องนี้หลิวเฉวียนไม่มีความเห็น

            ไต้เหว่ยยิ่งไม่กล้าพูดอะไร

            ด้วยเหตุนี้จักรเย็บผ้าจึงถูกขายไปในราคา 35 หยวน โดยไม่ต้องใช้ตั๋วแลกของสวีหว่านหนิงเก็บเงินเอาไว้ในกระเป๋าเสื้อของตัวเอง

            “หลินอันคุณอุ้มหลินเฉวียน พวกเราจะกลับบ้านกันแล้ว ไต้เหว่ย ไปเรียกเด็กๆ เถอะ”

            “ครับผมจะไปเดี๋ยวนี้!”

            ตอนคนตระกูลไต้ทุบตีหลินเฉวียนพวกเขากันเด็กสองคนให้ออกห่างจากเรื่องราวด้วยการสั่งให้ไปเก็บฟืนบนเขาตอนนี้น่าจะใกล้กลับมาที่บ้านแล้ว

            ตามคาดไต้เหว่ยวิ่งออกไปได้ไม่นานนักก็เห็นลูกทั้งสองคน

            สองพี่น้องอายุแค่สามสี่ขวบเท่านั้นตะกร้าที่อยู่บนไหล่ของพวกเขาใหญ่กว่าตัวของพวกเขาเสียอีก ร่างเล็กเดินหลังค่อมพลางย่างก้าวอย่างยากลำบาก

            ไต้เหว่ยรีบวิ่งไปหาลูกแล้วเอาตะกร้าบนหลังของทั้งคู่โยนลงบนพื้น ก่อนจะสวมกอดลูกทั้งสองคน

            “เพราะพ่อไม่เอาไหนทำให้พวกลูกต้องลำบากไปด้วย พ่อรับปากว่าจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีกแล้ว”

            แววตาของเด็กทั้งสองคนดูล่องลอยไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไร และไม่เข้าใจความหมายที่พ่อพูด

            สวีหว่านหนิงรู้สึกปวดใจ

            “ไต้เหว่ยพาเด็กๆ มานี่ พวกเราจะกลับบ้านกันแล้ว”

            ไต้เหว่ยขานรับเขาอุ้มลูกสองคนขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนซ้ายขวา แล้วรีบเดินตรงกลับไป

            “นี่ก็คือลุงกับป้าสะใภ้ของลูกรีบทักทายเสียสิ”

            เด็กทั้งสองเคยเจอสวีหว่านหนิงมาก่อนแต่ทุกครั้งที่เจอ ป้าสะใภ้มักจะไม่สนใจพวกเขา ถึงขนาดเคยตวาดใส่พวกเขาด้วย

            ดังนั้นเด็กสองคนจึงกลัวสวีหว่านหนิง ร่างเล็กเดินไปหลบหลังไต้เหว่ยไม่กล้ามองหน้าสวีหว่านหนิงสักนิด

            สวีหว่านหนิง“......”

            กรรมที่ร่างเดิมก่อสุดท้ายก็คือเธอที่ต้องชดใช้

            สวีหว่านหนิงเอาเงินสามสิบห้าหยวนที่ได้จากการขายจักรเย็บผ้าให้ไต้เหว่ยก่อนจะหยิบเงินอีกยี่สิบหยวนออกจากกระเป๋ายัดใส่มือเขาด้วย

            “ขี่จักรยานพาหลินเฉวียนไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก่อนฉันกับหลินอันจะพาต้ายากับเถี่ยตั้นกลับไปก่อน ไม่อย่างนั้นแม่คงร้อนใจแย่”

            “ครับผมจะรีบพาหลินเฉวียนไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้!”

            หลังรู้ว่าตนเองหลุดพ้นจากตระกูลไต้ได้แล้วร่างกายของหลินเฉวียนก็เริ่มทนไม่ไหวแล้วหมดสติไป

            ไต้เหว่ยกังวลมากเขาตื่นตระหนกจนทำตัวไม่ค่อยถูก

            สวีหว่านหนิงเห็นดังนั้นก็เอาสายรัดตะกร้าแบกหามมาทำเป็นเชือกมัดไว้กับเอวของหลินเฉวียนและผูกปลายเชือกไว้ที่ตัวของไต้เหว่ย

            ทำแบบนี้จะได้มั่นใจว่าหลินเฉวียนจะไม่ตกลงมาจากจักรยาน

            “ระหว่างทางระวังด้วยอย่าให้หลินเฉวียนตกลงไป”

            ไต้เหว่ยถีบจักรยานสุดแรงพลางตะโกนกลับมาว่า“วางใจได้ครับพี่สะใภ้ ผมไม่ทำหลินเฉวียนตกจากจักรยานแน่นอน”

            เห็นไต้เหว่ยขี่จักรยานได้อย่างคล่องแคล่วสวีหว่านหนิงก็เบาใจลง

            เมื่อไม่มีพ่อเป็นเกราะกำบังต้ายากับเถี่ยตั้นก็จับมือกันแน่นดวงตาสองคู่นั้นราวกับลูกกวางที่กำลังได้รับบาดเจ็บ สวีหว่านหนิงเห็นแล้วปวดใจ

            เธอนั่งลงแล้วหยิบหมั่นโถวลูกใหญ่สองลูกออกจากกระเป๋าสะพายข้าง“พวกหนูคงหิวแล้วใช่ไหม อยากกินอะไรก่อนหรือเปล่า”

            เถี่ยตั้นกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากเขาไม่สนความกลัวอีกแล้ว มือเล็กที่ทั้งดำและเปื้อนยื่นออกมาหาสวีหว่านหนิง

            มือของเขาใกล้จะแตะโดนหมั่นโถวแล้วแต่สวีหว่านหนิงกลับชักมือกลับ

            เถี่ยตั้นลดมือลงอย่างผิดหวัง

            ไม่แปลกใจป้าสะใภ้ที่ไม่รักพี่ต้าชุนกับพี่เยาเม่ย จะยอมให้พวกเขากินหมั่นโถวได้อย่างไร

            แต่เขาหิวมากจริงๆ

            เขาไม่ได้กินข้าวมาสองวันเต็มแล้ว

            สวีหว่านหนิงใช้กระเป๋าสะพายบังเอาไว้แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าขนาดเล็กออกมาหนึ่งผืน ยื่นให้กับหลินอัน

            “คุณพอจะหาน้ำได้หรือเปล่าเอาผ้าไปชุบน้ำแล้วเช็ดมือให้ต้ายากับเถี่ยตั้นก่อน มือของพวกเขาสกปรกมากจับอาหารเข้าปากแล้วจะท้องเสียเอาได้”

            “ได้ฉันจะไปขอยืมน้ำจากพวกชาวบ้าน”

            ไม่ทันไรหลินอันก็กลับมา

            สวีหว่านหนิงรับผ้าเช็ดหน้าจากมือเขาผ้าเช็ดหน้าอุ่นร้อน เขาคงไปขอน้ำร้อนมาจากคนแถวนี้

            “ต้ายามานี่สิ ป้าจะเช็ดมือให้หนูก่อน”

            สวีหว่านหนิงจับสองมือของต้ายามาไม่สนใจว่ามือนั้นจะพยายามดิ้นแค่ไหน เธอเช็ดมือเล็กจนสะอาดสะอ้านจากนั้นก็ยื่นหมั่นโถวให้ “หนูกินก่อนเลย ป้าจะเช็ดมือให้เถี่ยตั้น”

            หมั่นโถวพวกนี้สวีหว่านหนิงนึ่งเอาไว้ล่วงหน้าเมื่อเย็นแล้วจึงเอาไปเก็บไว้ในช่องมิติ ตอนนี้พอถูกลมหนาวมันจึงไม่มีความชื้นหลงเหลืออยู่ และคงไม่มีใครสงสัย

            ต้ายาถือหมั่นโถวเธอได้กลิ่นหอมเย้ายวนใจ แต่กลับไม่กล้ากิน

            ถ้าเกิดป้าสะใภ้ไม่ยอมให้หมั่นโถวกับน้องชายเธอจะแบ่งมันให้น้องชายครึ่งหนึ่ง

            “ต้ายาทำไมไม่กินล่ะ”

            เมื่อเห็นเถี่ยตั้นส่งยิ้มกว้างให้กับหมั่นโถวในมือตัวเองต้ายาจึงพูดเสียงเบาว่า “จะกินแล้วค่ะ”

            เด็กสองคนคงหิวมากจริงๆหมั่นโถวลูกใหญ่กว่ากำปั้นผู้ใหญ่ พวกเขากัดแค่ไม่กี่คำก็หมดแล้ว

            สวีหว่านหนิงรีบเปิดขวดน้ำรินน้ำให้พวกเขาดื่มเมื่อมั่นใจแล้วว่าเด็กๆ จะไม่สำลักอาหารจนติดคอ เธอถึงพูดว่า “กินอิ่มแล้วก็กลับกันเถิดตรงนี้หนาวเหลือเกิน”

            ต้ายากับเถี่ยตั้นอายุยังน้อยอยู่ที่บ้านไต้ไม่ได้กินอาหารดีๆ ร่างกายจึงผอมแห้งมาก ขาก็สั้นเดินตามหลินอันไม่ทัน

            สวีหว่านหนิงสะกิดหลังเขา“คุณแบกเด็กสองคนขึ้นหลังทีสิ ให้พวกเขาเดินเอง ฟ้ามืดก็ยังไม่ถึงบ้าน”

            ได้ยินดังนั้นต้ายากับเถี่ยตั้นก็รีบเร่งฝีเท้า

            “ป้าสะใภ้พวกเราเดินเร็วได้อีกค่ะ”

            เห็นเด็กสองคนพยายามจ้ำเท้าสุดพลังแต่ก็ยังสู้หนึ่งก้าวของหลินอันไม่ได้ สวีหว่านหนิงกลั้นขำไม่อยู่

            “พอแล้วละให้ลุงของพวกหนูแบกพวกหนูเถิด เดี๋ยวพวกหนูจะเหนื่อยเกินไป”

            ได้ยินดังนั้นหลินอันก็นั่งลงแล้วบอกให้ต้ายากับเถี่ยตั้นขึ้นมาบนหลังของเขา

             

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】 ที่คุณอ่าน