ถึงเขาจะพูดก็เถอะว่าถ้าฉันมีความคิดดีๆในการลอบเข้าไปสืบเื่ภาพวาดของหลงเซียในวังหลังก็ให้บอก แต่ฉันไม่มีเขาเองก็ไม่รู้จะไปไหว้วานใครให้เอาภาพออกมา
“...ขอโทษนะแต่ดูเหมือนว่าเราจะเจอทางตันแล้วล่ะ”
“เอาเถอะแต่แรกมันก็เป็วิธีที่เราไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าจะใช้ได้หรือเปล่า”
“...?” ฉันเลิกคิ้ว
ไม่มั่นใจ...?หมายความว่ายังไงที่เขาไม่มั่นใจว่าภาพของหลงเซียจะพาเรากลับบ้านได้?
เจินจูเห็นเครื่องหมายคำถามที่แปะอยู่บนหน้าฉันก็ถอนหายใจวางมือสองข้างบนไหล่ฉัน
“...เราแค่...้าบางอย่างยึดเหนี่ยวอยากได้ความหวัง พอ...ได้รู้เื่ภาพวาดที่มีพลังราวกับจะสามารถย้ายคนไปภพอื่นได้เราเลยสนใจ... ตอนแรกก็นึกว่ามันเป็แค่ตำนานที่พวกบัณฑิตเก่าๆ แต่งเล่นแต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ชีวิตเรามีความหมายขึ้นบ้าง” เจินจูปล่อยมือและเดินนำหน้าฉันเห็นศาลาอยู่ไกลๆ ในนั้นไม่มีคนอยู่แต่น่าจะมีของวางไว้ “พอเห็นภาพแรกเรามั่นใจขึ้นมาทันทีเพราะมันเหมือนกับภาพที่บิดาเราแขวนไว้ในห้องทำงานเราเห็นภาพนั้นเป็สิ่งสุดท้ายก่อนจะโดนฆ่า”
เขาควักม้วนภาพที่พูดถึงออกมามันเป็ภาพกิ่งเหมยที่ดูไม่มีอะไรพิเศษ
“...” ฉันไม่รู้จะตอบเขายังไงดีแต่เจินจูก็พูดต่อเหมือนไม่ได้คิดมาก
“พอท่านกล่าวถึงนิยายของหลงเซีย...เรายิ่งมั่นใจว่าความคิดเราถูก หลงเซียเป็คนพิเศษ ภาพพวกนั้นมีบางอย่างพิเศษ... แต่เราไม่ทราบว่ามันจะพาเราข้ามภพกลับไปได้จริงหรือเปล่าเราโดนฆ่าตาย ส่วนท่านแค่ล้วงมือไปในแจกันมันไม่ใช่การกระทำที่มีจุดร่วมเลยสักนิด”
“...ถูกของนาย”
เจินจูหยุดกึกแล้วหมุนตัวกลับมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตามปกติ
“เราเลิกพูดเื่นี้กันดีไหม?เครียดเปล่าๆ”
“อะ อ้อ ได้สิ...”
ฉันตอบรับเพราะคิดว่าเขาคงไม่อยากเล่าเื่ชาติที่แล้วของตัวเองเท่าไหร่เราเลยเดินไปยังศาลา มีขนมและน้ำชาตั้งรออยู่ แต่ไม่มีวี่แววผู้คน
“...เว่ยเกอเกอไปไหน?”เจินจูถามคำถามที่ฉันเองก็สงสัย นึกว่าเขาจะรออยู่ตรงนี้เสียอีกหรือเขามีลูกค้างานด่วนเข้ามาเลยต้องรีบจัดการ?
“ไปดูในร้านกันไหม?”ฉันหันไปปรึกษาเจินจู เด็กหนุ่มผงกหัวและมุ่งหน้ากลับเข้าตัวบ้านแต่แล้วก็หยุดเท้า
“...บรรยากาศมันแปลกๆ”
เขายกแขนดันฉันถอยหลัง ก้าวห่างจากประตูฉันััอะไรไม่ได้ แต่ท่าทางเขาทำให้ฉันเพ่งสมาธิไปที่หูตา ตอนนั้นก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างก่อนที่กลิ่นสนิมจะเตะจมูก
“ตรงนั้นมัน...?!” ฉันอุทานลั่นก่อนจะรีบยกมือปิดปาก
มีรอยเืหยดบนพื้นหญ้าไม่ห่างจากศาลานักพวกเราค่อยๆ ย่องไปหาช้าๆ ก็เห็นคนครัวคนหนึ่งนอนหายใจรวยรินบนพื้นหญ้าอกมีรูเล็กๆ สองรู แทบมองไม่เห็นเพราะเืที่ไหลอาบเสื้อผ้า
ฉันหน้าซีด
“เรียกรถพยา...ไม่สิ ต้องรีบห้ามเื!”ฉันดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาและกดบนปากแผลทั้งที่รู้ว่าผ้าผืนแค่นี้หยุดเืที่ไหลเหมือนก๊อกรั่วไม่ได้ร่างคนเจ็บซีดลงเรื่อยๆ จนผิวแทบเปลี่ยนเป็สีขาว เจินจูจับชีพจรกับฟังเสียงหายใจจากนั้นเขาก็ยกมือปิดปากและทำท่าเหมือนจะอาเจียน
“อะไรเล่า?!”
“ฟ่านเอ๋อ...ท่านรู้ตัวไหมว่ามือตัวเองจมลงไปในร่างเขาแค่ไหน...?”
คำพูดเขาสะกิดให้ฉันก้มหน้า
มือที่กดแผลไว้จมลงในอกราวกับร่างอีกฝ่ายเป็ของเล่นที่ปาแล้วคืนรูปแบบที่ฉันชอบเอามาโยนเล่นตอนเด็กๆ
ฉันรีบถอนมือ
คนครัวขยับปากไม่ได้ศัพท์อกกระเพื่อมขึ้นลงแบบที่ไม่รู้ว่าเป็ไปได้อย่างไร เจินจูยื่นหูใกล้ๆ ปาก
“...”เขาเงี่ยหูฟังคำพูดเบายิ่งกว่ากระซิบของคนครัว ฉันทำอะไรไม่ถูกทุกอย่างที่ทำรู้สึกผิดที่ผิดเวลาไปหมด เมื่อพูดจบ คนเจ็บก็หลับตาและหยุดหายใจ
“...เขา...ตายแล้วเหรอ?”
“...” เจินจูเม้มปากก่อนจะพยักหน้า“ไม่มีอะไรที่พวกเราทำได้ การแพทย์สมัยนี้หรือสมัยไหนก็ไม่มีทางรักษาาแเช่นนี้ไม่ว่าในสถานการณ์ใด คนผู้นี้ไม่ตายไม่ได้”
เด็กหนุ่มถือวิสาสะเปิดเสื้อคนเจ็บก็เห็นว่าเนื้อรอบๆ ปากแผลเล็กๆ เป็สีม่วงคล้ำ ดูเหมือนช้ำอย่างหนัก พอกดแล้วยวบแสดงว่าอวัยวะภายในเขาคงเกือบแหลก
ไม่น่าเชื่อ...แผลเล็กๆ แค่นี้...เขาโดนอะไรกันแน่?
“...พวกเต้าหู้”
“อะไรนะ?”
เจินจูพูดคำนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจนถึงที่สุดถึงเต้าหู้จะฟังดูตลกขนาดไหนในสถานการณ์แบบนี้ แต่สภาพที่เพิ่งมีคนตายตรงหน้าทำฉันขำไม่ออก
“ดูเหมือน...เราจะไม่ได้เป็คนเดียวที่เล็งภาพวาดของหลงเซีย”
“เมื่อกี้เขาพูดอะไรกับนาย...?”
“เขาพูดว่า...หลงเซีย”
คำพูดนั้นทำฉันตัวสั่นมือที่เป็สีแดงฉานเป็เครื่องย้ำเตือน
ศพแรกที่ฉันเห็นคือของคุณตาฉันจำรายละเอียดไม่ได้มากนัก แต่ตอนเด็ก ฉันเคยถามแม่ว่าเมื่อไหร่คุณตาจะตื่นฉันจำไม่ได้ว่าแม่ตอบอะไรจำได้เพียงว่าใบหน้าของคุณตาเป็สีเหลืองเหมือนทาขมิ้นไว้ และคุณยายคอยใช้ทิชชูซับหน้าให้ตลอด
ต่อมาที่ฉันเคยเห็นคือศพของคุณยาย ตอนนั้นฉันโตขึ้นมากเลยจำได้แม่นคุณป้าโทรศัพท์มาบอกตอนประมาณตีหนึ่งของคืนวันหนึ่งว่าคุณยายเสียแล้วภาพติดตาที่สุดคงเป็ตอนรดน้ำศพ มือของคุณยายบวมอืดใบหน้าเหี่ยวย่นที่เคยส่งยิ้มให้ฉันซีดขาวไร้ชีวิต แข็งทื่อเหมือนหุ่นขี้ผึ้งฉันหลอนไปว่าได้กลิ่นบางอย่างทั้งที่ไม่มีกลิ่นอะไรทั้งนั้น
แค่คิดว่าเราอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้กลายเป็ศพฉันก็หนาวเยือกด้วยความหวาดกลัว ฉันไม่ได้กลัวร่างคนตาย ฉันกลัวการกลายเป็แบบนั้น
ไม่ว่าใครจะเป็คนสังหารคนครัวของเว่ยเชิงทังคนคนนั้น...ไม่ใช่ข่าวดี
“เรามิใช่คู่ต่อกรของผู้ลงมือเลยเฉียบขาดเช่นนี้เกรงว่าจะเป็ชนชั้นแนวหน้าของยุทธจักร”เจินจูลุกขึ้นและมองตัวบ้าน “ถึงเป็ห่วงเว่ยเกอเกอเพียงไรพวกเราก็ไม่ควรบุ่มบ่ามเข้าบ้าน ฆ่าเรากับท่านง่ายดายยิ่งเราคิดว่าที่มันยังไม่ลงมือเพราะไม่ทราบวิชาฝีมือของเราอย่างแน่ชัด”
“บลัฟไม่ได้เหรอ?”ฉันใช้ผ้าที่วางอยู่ในศาลาเช็ดคราบเืจากมือ
“เกรงว่าพอเห็นเราแล้วมันจะดูออกทันทีว่าเรามีเพียงวิชาแมวสามขาติดตัว”เจินจูกัดปาก “เรายังขบคิดไม่ออกว่าควรทำเช่นไร...”
ฉันก็คิดไม่ออก ถึงไม่ได้ตื่นตระหนกแต่ฉันที่ใช้ชีวิตธรรมดาในโลกของเราจนถึงเมื่อไม่กี่วันก่อนประมวลสิ่งที่จะทำต่อจากนี้ไม่ได้เลยตรรกะแบบปกติที่ว่าให้เรียกตำรวจคงใช้ไม่ได้กับที่นี่
ยุทธภพ...มันก็โลกของมาเฟียดีๆ นี่เองใครเก่งคนนั้นได้ เ้าหน้าที่รัฐจะไปทำอะไรได้เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่มีวิชาฝีมือเหนืุ์?
แต่...
“ไห่หลัว...!เขาอยู่แถวนี้นี่ ถ้าเราขอความช่วยเหลือจากเขาละก็...”
ถ้ามาเฟียก็ต้องใช้มาเฟียชน...!
“...” เจินจูมองรอบบ้าน“เขามีวิชาฝีมือจริง แต่เราไม่มีทางติดต่อเขาโดยไม่ออกจากที่นี่เราคิดว่าพวกมันคงไม่ทำอะไรเว่ยเกอเกอเพราะอย่างไรเว่ยเกอเกอก็ไม่บ่มเพาะความแค้นกับผู้ใดทั้งมันยังเป็สำนักมีชื่อเสียงไม่ควรประพฤติตนต่ำทราม...”
“แปลว่า?” ฉันขมวดคิ้ว“เรายังมีเวลาใช่ไหม? ตราบเท่าที่เราไม่ทำอะไรให้พวกมันสงสัย?”
“ถูก... แต่พอนานเข้าพวกมันอาจสะกิดใจว่าเราพยายามเลี่ยงการปะทะและเมื่อนั้นมันจะรู้ว่าแท้จริงเราอ่อนแอ”
สรุปง่ายๆ เขาเองก็ไม่รู้จะทำยังไงดีจะเข้าบ้านก็ไม่ได้ จะออกไปก็คงมีคนในบ้านโดนฆ่า ให้ตายสิไม่คิดเลยว่าภาพของหลงเซียจะกลายเป็สมบัติที่มีคนยอมฆ่าเพื่อให้ได้มานึกว่ามันเป็ของเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีใครสนใจ ไม่ก็ของตกแต่งดาดๆที่มีทั่วตามท้องตลาดเสียอีก!
พอไม่รู้จะทำยังไงเลยพยายามเดินวนรอบบ้านแสร้งทำเป็ตามหาเว่ยเชิงทังและเหลือบมองผ่านหน้าต่างทว่าก็ไม่เห็นใครหน้าต่างทุกบานปิดสนิท จนกระทั่งวนมาเกือบถึงจุดที่เชื่อมกับหน้าร้านเจินจูก็ดึงให้ฉันหยุด
“ท่านรู้สึกว่ามีใครมองอยู่ไหม?”
“ไม่รู้ว่าหลอนไปเองหรือเปล่า...”
“เราเองก็ไม่รู้ แต่...”
ตอนนั้นก็มีเงาวูบผ่านเหนือศีรษะฉันพุ่งหาที่หลบแต่โดนเจินจูดึงไว้
“ไห่เซียนเซิง!”
ชื่อนั้นทำให้ฉันใจชื้นเพราะคุณชายไห่หลัวอยู่ดีๆ ก็ะโข้ามรั้วบ้านเข้ามา เขาสวมชุดสีขาวปลอดพลิ้วไสวดูเหมือนหมอกสายหนึ่ง
“ข้าพเ้าได้รับรายงานว่ามีการเคลื่อนไหวไม่ชอบมาพากลในละแวกนี้ประจวบเหมาะกับที่เว่ยเซียนเซิงปิดร้าน”เขาพูดเสียงเรียบก่อนจะสังเกตว่ามือฉันยังเปื้อนเื “เกิดเหตุใดขึ้น?”
“...ข้าพเ้าคิดว่าเว่ยเกอเกอถูกจับเป็ตัวประกัน”
“ในบ้านหรือ?”
“ถูก”
ไห่หลัวมองบ้านที่ปิดประตูหน้าต่างเงียบ
“เช่นนั้นเราเข้าไป”
“ช้าก่อน!”เจินจูคว้าต้นแขนอีกฝ่าย “คนผู้นี้ฝีมือร้ายกาจ มันใช้วิชาของสำนักเต้าหู้สามารถอัดกระแทกคนผู้หนึ่งถึงแก่ความตายโดยใช้เพียงตะเกียบคู่เดียว”
“ข้าพเ้าทราบว่าเป็สำนักนั้นเหล่าตัวประหลาดที่ใช้ตะเกียบสู้รบอย่างไร้ความเคารพต่อข้าวปลาอาหารกวาดตามองทั่วแผ่นดินก็มีแต่พวกมัน”
“ทราบแล้วท่านยังคิดไป?”
“หากไม่ไปแล้วจะให้ทำเช่นไร?”ไห่หลัวหรี่ตามอง “เว่ยเชิงทังไม่บ่มเพาะศัตรูเวลาประจวบเหมาะเช่นนี้แสดงว่าพวกมันหมายชีวิตท่านไม่ก็สมบัติของท่านหากท่านไม่แยแส ชีวิตของผู้บริสุทธิ์กลับต้องดับสูญโดยใช่เหตุ”
“นั่นก็ใช่ แต่...”
“ท่านทั้งสองอยู่ใกล้ข้าพเ้าไว้”
ฝักกระบี่สะท้อนแสงวูบก่อนร่างสีขาวของไห่หลัวจะพลิ้วเข้าประตูหน้าฉันกับเจินจูไม่มีทางเลือกต้องตามเข้าไป