ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 36 - เงื่อนไขก่อนก้าวออกไป

    “ถ้าล้มตั้งแต่ด่านแรก ก็เลิกพูดเรื่องภูเขาหินดำ”


    เสียงของผู้ฝึกสอนเย่คุนดังมาจากข้างลาน ก่อนที่เย่เทียนจะก้าวเท้าลงบนไม้ลาดแผ่นแรกเสียอีก


    ลานจำลองด้านตะวันตกยังชื้นจากน้ำที่ปล่อยผ่านรางเล็ก ๆ ตั้งแต่เช้ามืด กลิ่นไม้เปียกกับทรายชื้นลอยอยู่ในอากาศ หินกลมหลายก้อนฝังเรียงอยู่บนพื้น บางก้อนมีคราบน้ำ บางก้อนมีตะไคร่บาง ๆ เคลือบไว้เพื่อจำลองทางลาดในภูเขาหินดำ ถุงทรายสามใบแขวนอยู่กลางทาง แกว่งเบา ๆ ตามแรงลมและแรงกระตุกของเชือกด้านบน ส่วนปลายทางมีห่อเสบียงขนาดเล็กวางอยู่บนแท่นไม้ เตรียมไว้ให้ผู้ทดสอบแบกกลับผ่านเส้นทางเดิม


    นี่ไม่ใช่รอบทดสอบของผู้ฝึกกลุ่มปะทะ


    ไม่มีการใช้พลังปราณ ไม่มีการเร่งเวลา ไม่มีการกระโดดข้ามด่านเพื่อโชว์ฝีมือ


    เป็นเพียงรอบสนับสนุนระดับต่ำสุด


    แต่สำหรับเย่เทียน ผู้ยังไม่เปิดชีพจรสมบูรณ์ มันอาจเป็นประตูบานแรกที่เรือนกลางจะใช้ตัดสินว่าเขามีสิทธิ์ยื่นคำร้องต่อหรือไม่


    เย่เทียนยืนอยู่หน้าทางเข้า สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ความตึงที่หน้าแข้งซ้ายยังมีอยู่ แต่ไม่แหลมเหมือนสองวันก่อน เขาไม่ได้พยายามดึงความอุ่นใต้สะดือ ไม่ได้เร่งลมหายใจให้ลึกเกินไป และไม่ได้คิดว่าต้องผ่านให้สวยงาม


    เขาคิดเพียงว่า ต้องไม่ล้ม


    เย่คุนยืนกอดอกอยู่ข้างลาน ใบหน้าแข็งเหมือนเดิม ข้างเขามีผู้ฝึกสอนอีกคนคอยดูเวลา ส่วนเย่เฉิงยืนอยู่ใต้ชายคาไม่ไกลนัก เขาไม่ได้ส่งเสียงให้กำลังใจ ไม่ได้ทำท่าตื่นเต้น เพียงยืนดูด้วยสีหน้าจริงจัง เหมือนกำลังรอดูผลการทดสอบมากกว่ารอดูการแสดง


    “จำเงื่อนไขได้หรือไม่” เย่คุนถาม


    เย่เทียนตอบทันที “ห้ามวิ่ง ห้ามกระโดดเกินจำเป็น ห้ามฝืนร่างกายจนเกิดอาการสะท้อนกลับ ห้ามใช้ทางเสี่ยงเพื่อทำเวลา ล้มถือว่าไม่ผ่าน หอบผิดปกติถือว่าไม่ผ่าน มีเลือดถือว่าไม่ผ่าน”


    เย่คุนหรี่ตา “จำได้ก็ดี ทำให้ได้ด้วย”


    ผู้ฝึกสอนอีกคนยกมือขึ้น “เริ่ม”


    เย่เทียนก้าวลงบนไม้ลาดแผ่นแรก


    ไม้แผ่นนั้นเอียงน้อยกว่าที่มองจากข้างนอก แต่ลื่นกว่าที่คิดไว้ ฝ่าเท้าขวาของเขาสัมผัสผิวไม้แล้วไถลไปด้านหน้าเล็กน้อย เย่เทียนไม่ได้รีบดึงตัวกลับ เขาปล่อยเข่าซ้ายย่อลงเล็กน้อย ถ่ายน้ำหนักลงต่ำ แล้วค่อย ๆ กดส้นเท้าขวาให้มั่นคงก่อนยกเท้าอีกข้างตาม


    ช้า


    แต่ไม่เสียหลัก


    เย่คุนมองอยู่ด้านข้าง ไม่พูดอะไร


    ด่านถัดไปเป็นหินกลมฝังพื้น หินแต่ละก้อนห่างกันไม่เท่ากัน บางก้อนมั่นคง บางก้อนถูกตั้งใจวางให้ขยับได้เล็กน้อย หากลงน้ำหนักผิด มันจะหมุนจนเท้าพลิกได้ง่าย เย่เทียนหยุดหน้าด่านนี้ครึ่งลมหายใจ มองรอยน้ำบนหิน มองตำแหน่งคราบฝุ่น และมองรอยเท้าจาง ๆ ของผู้ทดสอบก่อนหน้า


    หินก้อนที่สามมีรอยฝุ่นกระจายออกด้านข้าง


    ก้อนนั้นน่าจะขยับ


    เขาเลือกเหยียบก้อนที่สองด้วยปลายเท้าเพียงครึ่งเดียว แล้วก้าวยาวขึ้นเล็กน้อยเพื่อข้ามก้อนที่สามไปยังพื้นที่แห้งกว่า


    ด้านข้างมีเสียงผู้ฝึกรุ่นเยาว์คนหนึ่งกระซิบ “ช้าเกินไปกระมัง”


    เย่คุนหันไปถลึงตา “ถ้าเจ้าอยากเร็ว ข้าจะให้เจ้ามาล้มแทนเขา”


    เสียงนั้นเงียบลงทันที


    เย่เทียนไม่ได้สนใจ เขาเข้าสู่ช่วงเชือกต่ำ ระดับเชือกอยู่พอดีกับหน้าแข้ง หากก้าวสูงไม่พอจะสะดุด หากยกเท้าสูงเกินไปบนพื้นลื่นก็เสียสมดุลได้ง่าย เขาย่อเข่าลง ค่อย ๆ ก้าวข้ามทีละเส้น ไม่สวย ไม่เร็ว แต่ไม่มีเชือกเส้นใดแตะขา


    ถุงทรายใบแรกเริ่มแกว่งเข้ามา


    เย่เทียนหยุด


    คนดูบางคนขมวดคิ้ว เพราะถ้าหยุดตรงนี้นานเกินไป ถุงใบที่สองจะย้อนกลับมาใกล้กว่าเดิม แต่เย่เทียนไม่ได้มองเพียงถุงใบแรก เขานับจังหวะของทั้งสามใบในใจ ถุงแรกแกว่งจากซ้ายไปขวา ถุงที่สองช้ากว่าครึ่งจังหวะ ถุงที่สามเบาที่สุดแต่กลับเร็วตอนย้อนเพราะเชือกสั้นกว่า


    เขาไม่แซงถุงแรก


    ปล่อยให้มันผ่านหน้าไปก่อน


    แล้วก้าว


    ถุงใบที่สองย้อนกลับมาเร็วกว่าที่คาดเล็กน้อย มันเฉียดแขนซ้ายของเขา เย่เทียนหดไหล่เข้าตามสัญชาตญาณ แต่ไม่ยกแขนสูง เพราะยิ่งยกแขนบนไม้ลาดยิ่งเสียสมดุล เขายอมให้ถุงทรายแตะชายเสื้อเบา ๆ แล้วก้าวเท้าขวาลงบนพื้นที่แห้งตรงกลาง


    ถุงใบที่สามพุ่งมาในระดับเอว


    คราวนี้ไม่มีเวลาหยุด


    เย่เทียนหมุนลำตัวเล็กน้อย ไม่หลบกว้างเกินไป ปล่อยถุงทรายผ่านด้านหลัง แล้วก้าวออกจากช่วงแกว่งด้วยลมหายใจที่เริ่มหนักขึ้น


    ไม่สวย


    แต่ยังไม่ล้ม


    เย่เฉิงที่ยืนอยู่ใต้ชายคาพยักหน้าเบา ๆ หนึ่งครั้ง ไม่มีใครสังเกตเห็นนอกจากผู้ฝึกสอนเย่คุน


    ปลายทางมีห่อเสบียงขนาดเล็กวางอยู่ ห่อไม่หนักมาก แต่ถูกผูกให้รับน้ำหนักเอียงไปด้านหนึ่ง ผู้ทดสอบต้องแบกกลับผ่านเส้นทางเดิม เพื่อดูว่าร่างกายยังรักษาจังหวะได้หรือไม่เมื่อมีภาระเพิ่ม


    เย่เทียนย่อตัวลง ยกห่อเสบียงขึ้นพาดไหล่ขวา ทันทีที่น้ำหนักกดลง ร่างเขาเอียงเล็กน้อย เขาหยุดอยู่กับที่ ปรับสายผูกใหม่ให้ห่อแนบหลังมากขึ้น ไม่รีบเดินกลับ


    เสียงเย่คุนดังขึ้น “ดีที่ยังไม่โง่รีบเดิน”


    ผู้ฝึกสอนอีกคนเหลือบมองเขาเหมือนจะบอกว่าคำชมของท่านฟังไม่เหมือนคำชมเลย แต่ไม่ได้พูด


    ขากลับยากกว่าขาไปอย่างชัดเจน หินกลมที่เมื่อครู่ดูพอรับมือได้ ตอนนี้อันตรายขึ้นเพราะน้ำหนักบนไหล่ดึงลำตัวให้เอียง ถุงทรายที่เคยหลบได้ ตอนนี้ต้องคำนวณพร้อมห่อเสบียงที่อาจแกว่งตามแรงหมุนของตัว


    เย่เทียนหายใจลึกขึ้นเล็กน้อย


    ความอุ่นใต้สะดือเหมือนขยับวูบหนึ่ง


    เขาหยุดทันที


    ไม่ดึง


    ไม่เรียก


    ไม่แตะมันในความคิด


    เขารอจนความรู้สึกนั้นจางลงเอง แล้วจึงก้าวต่อ


    เย่คุนเห็นจังหวะหยุดนั้นชัดเจน ดวงตาของเขาคมขึ้น แต่ยังไม่สั่งหยุด เพราะเย่เทียนไม่ได้ฝืนต่อ เขาเพียงหยุดพักตามเงื่อนไข


    ช่วงถุงทรายขากลับ เย่เทียนพลาดครั้งแรก ถุงใบที่สองกระแทกห่อเสบียงด้านหลัง ทำให้ร่างเขาเซไปครึ่งก้าว เท้าซ้ายลงบนขอบไม้ลาดผิดมุม หน้าแข้งซ้ายตึงวาบทันที


    เสียงคนดูสูดลมหายใจ


    เย่เทียนกัดฟัน แต่ไม่ได้ฝืนยืนตรงด้วยแรงกระชาก เขาย่อตัวต่ำลง เอามือซ้ายแตะพื้นไม้ชั่วครู่เพื่อค้ำ ไม่ใช่การล้มทั้งตัว แต่ก็ใกล้พอให้หัวใจหลายคนกระตุก


    เย่คุนตะโกนทันที “ถ้าฝืนต่อแบบโง่ ๆ ข้าสั่งหยุด!”


    เย่เทียนหายใจออกช้า ๆ “ยังเดินได้”


    “ข้าไม่ได้ถามว่าอยากเดินไหม ข้าถามว่ายังควบคุมขาได้หรือไม่”


    เย่เทียนกดนิ้วเท้าซ้ายกับพื้น ลองถ่ายน้ำหนักเล็กน้อย อาการตึงยังอยู่ แต่ไม่แหลม ไม่ชา ไม่มีแรงสะท้อนขึ้นหน้าอก


    “ควบคุมได้”


    “งั้นเดินให้เหมือนคนมีหัว ไม่ใช่คนกลัวขายหน้า”


    คำพูดนั้นทำให้เย่เทียนหยุดคิดเรื่องเวลาทันที


    เขาปรับห่อเสบียงอีกครั้ง คราวนี้ใช้มือหนึ่งจับสายผูกไว้ ไม่ปล่อยให้มันแกว่งอิสระ แล้วเดินผ่านถุงทรายช้ากว่าเดิม คนดูบางคนเริ่มกระซิบว่าเขาเสียเวลามาก แต่เย่เทียนไม่ได้สนใจอีก เขาเหลือเพียงด่านหินกลมกับไม้ลาดสุดท้าย


    หินก้อนที่สามยังเป็นก้อนเดิมที่เขาหลีกเลี่ยงขาไป


    แต่ขากลับ มุมเข้าต่างออกไป


    หากจะเลี่ยง ต้องก้าวยาวพร้อมห่อเสบียง ซึ่งเสี่ยงเกินไป เย่เทียนมองหินก้อนนั้นครู่หนึ่ง แล้วเลือกวิธีที่ช้ากว่า เขาวางเท้าขวาบนพื้นว่างระหว่างหินสองก้อน ย่อเข่าจนเกือบครึ่งนั่ง ใช้มือแตะไม้ข้างทาง ค่อย ๆ เคลื่อนตัวผ่านช่องแคบแทนการเหยียบหิน


    ท่าทางนั้นไม่งามแม้แต่น้อย


    แต่เขาผ่านไปได้


    เมื่อเท้าทั้งสองกลับมาแตะพื้นแห้งนอกเส้นทาง เย่เทียนวางห่อเสบียงลงช้า ๆ ลมหายใจหนักกว่าตอนเริ่ม แต่ยังไม่ขาดช่วง ไม่มีเลือด ไม่มีอาการแน่นอก ไม่มีแขนชา


    ผู้ฝึกสอนที่จับเวลาก้มดูแผ่นไม้ในมือ แล้วกล่าว “ช้ากว่ามาตรฐานกลุ่มปะทะมาก แต่สำหรับรอบสนับสนุน ถือว่าอยู่ในขอบเขต”


    เย่เทียนยังไม่ยิ้ม เขาหันไปมองเย่คุน


    เย่คุนเดินเข้ามาหา มองหน้าเขา มองขา มองลมหายใจ แล้วจู่ ๆ ก็ยกมือผลักหน้าผากเขาเบา ๆ หนึ่งที


    เย่เทียนเกือบถอยหลัง แต่ยังทรงตัวได้


    “อย่างน้อยยังไม่กลวงทั้งหัว” เย่คุนกล่าว


    เย่เทียนค้อมศีรษะ “ขอบคุณผู้ฝึกสอนเย่คุน”


    “ข้ายังไม่ได้รับรองเจ้า” เย่คุนพูดทันที “ผ่านลานจำลองแค่แปลว่าเจ้าไม่ล้มในลานจำลอง ไม่ได้แปลว่าเจ้าเดินภูเขาได้”


    “ข้าเข้าใจ”


    “ดี งั้นเอาคำร้องมา”


    เย่เทียนหยิบกระดาษที่พับไว้อย่างระมัดระวังออกจากอกเสื้อ ส่งให้ด้วยสองมือ เย่คุนรับไปเปิดอ่านตรงนั้น ไม่ได้อ่านช้าแบบนักปราชญ์ ไม่ได้ขมวดคิ้วครุ่นคิดนาน เพียงกวาดสายตาทีละส่วน แล้วหยุดที่บรรทัดสุดท้าย


    “ข้าจะไม่ใช้การเดินทางครั้งนี้เป็นข้ออ้างทดลองชีพจรของตนเอง”


    เย่คุนเงยหน้ามองเขา “เขียนเอง?”


    “ขอรับ”


    “จำได้ให้เหมือนที่เขียน ถ้าข้าเห็นว่าเจ้าทำผิด ข้าจะลากเจ้ากลับก่อนถึงภูเขา ต่อให้ต้องให้คนทั้งคณะรอ ข้าก็จะลาก”


    เย่เทียนพยักหน้า “ข้ายอมรับ”


    เย่คุนพับกระดาษกลับ แต่ยังไม่คืนให้ “ข้าจะลงความเห็นว่า เจ้าผ่านรอบทดสอบสนับสนุนขั้นต่ำ และสภาพร่างกายพอเดินทางระยะสั้นภายใต้การควบคุมได้ แต่ข้าจะเขียนเพิ่มด้วยว่า ห้ามเข้าปะทะ ห้ามแยกจากคณะ ห้ามแบกของหนักเกินกำหนด ห้ามทดลองชีพจรหรือฝืนอาการผิดปกติของร่างกาย และต้องถูกตรวจอาการทุกเย็น”


    ผู้ฝึกสอนอีกคนหันมามอง “เข้มไปหรือไม่”


    เย่คุนตอบโดยไม่หันหน้า “ถ้าคิดว่าเข้มไป เจ้าเอาเด็กนี่ไปแบกบนหลังตอนมันล้มเองไหม”


    ผู้ฝึกสอนคนนั้นเงียบลงทันที


    เย่เทียนก้มศีรษะอีกครั้ง “ขอบคุณขอรับ”


    “ยังไม่ต้องขอบคุณ” เย่คุนยัดกระดาษคืนใส่มือเขา “ด่านต่อไปคือเรือนกลาง เย่กวงไม่ใจอ่อนเพราะเจ้าเดินผ่านถุงทรายไม่ล้ม ไปเตรียมตอบคำถามให้ดี”


    เย่เฉิงเดินเข้ามาหลังจากนั้น เขามองเย่เทียนตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แล้วพูดตรง ๆ “ช่วงถุงทรายขากลับ เจ้าพลาด”


    “ข้ารู้”


    “ดีที่เจ้าหยุด ไม่ฝืนต่อ” เย่เฉิงกล่าว “ถ้าเป็นกลุ่มปะทะ เจ้าช้าเกินไป แต่ถ้าเป็นกลุ่มสนับสนุน ข้าคิดว่ายังพอฟังได้”


    เย่เทียนยิ้มจาง ๆ “นี่ถือว่าเจ้าชมหรือไม่”


    เย่เฉิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ถือว่าเป็นรายงานผล”


    เย่เทียนหัวเราะเบา ๆ เป็นครั้งแรกของวัน


    รอยหัวเราะนั้นอยู่ไม่นาน เพราะหลังจากพักเพียงครึ่งชั่วยาม เย่เทียนต้องนำคำร้องไปยังเรือนกลาง


    เรือนกลางของตระกูลเย่ต่างจากลานฝึกอย่างสิ้นเชิง ลานฝึกเต็มไปด้วยเสียงไม้กระทบหุ่น เสียงฝีเท้า และเสียงตะโกน แต่เรือนกลางเงียบกว่า หนักกว่า ทุกอย่างถูกจัดวางเป็นระเบียบจนทำให้คนที่เดินเข้าไปต้องระวังเสียงเท้าของตนเองโดยไม่รู้ตัว


    เย่เทียนยืนรออยู่นอกห้องพิจารณาคำร้อง ไม่นานผู้ดูแลคนหนึ่งก็เปิดประตูออกมา


    “เข้าไป”


    ภายในห้อง เย่กวงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ยาว ด้านข้างมีผู้ดูแลเรือนกลางอีกสองคน เย่คุนยืนอยู่ด้านหนึ่ง ไม่ได้นั่ง ราวกับต้องการบอกชัดว่าเขามาในฐานะผู้ฝึกสอนผู้รับรองเบื้องต้น ไม่ใช่คนมาขอร้องแทนเย่เทียน


    แผนที่เส้นทางภูเขาหินดำถูกม้วนเก็บไว้ด้านหลัง เย่เทียนเห็นเพียงขอบแผนที่ ไม่เห็นรายละเอียด


    เขาค้อมศีรษะ “เย่เทียนคารวะผู้ดูแลเย่กวง และผู้ฝึกสอนเย่คุน”


    เย่กวงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “ยื่นคำร้อง”


    เย่เทียนส่งกระดาษด้วยสองมือ ผู้ดูแลคนหนึ่งรับไปวางบนโต๊ะ เย่กวงเปิดอ่านช้า ๆ ต่างจากเย่คุน ทุกบรรทัดถูกอ่านอย่างละเอียด สีหน้าของเขาแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ต้นจนจบ


    ความเงียบในห้องยาวพอให้เย่เทียนได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง


    เย่กวงวางกระดาษลง “เจ้าต้องการเข้ากลุ่มสนับสนุน ไม่ใช่กลุ่มปะทะ”


    “ขอรับ”


    “เจ้ายังไม่เปิดชีพจรสมบูรณ์”


    “ขอรับ”


    “ผลประเมินของเจ้ามีความผิดปกติ ศิลาทดสอบตอบสนอง แต่ไม่ยืนยันการเปิดชีพจร”


    “ขอรับ”


    “ร่างกายเคยมีอาการสะท้อนกลับ หน้าอกแน่น แขนชา และไอมีเลือดจาง ๆ จากการฝืนผิดทาง”


    “ขอรับ”


    เย่กวงเงยหน้าขึ้น “ถ้าเอาข้อเหล่านี้วางบนโต๊ะ เจ้าคิดว่าเหตุผลใดที่เรือนกลางควรปล่อยเจ้าออกนอกเมือง”


    น้ำเสียงของเขาไม่ดูถูก ไม่กด แต่ตรงจนไม่มีที่ให้หลบ


    เย่เทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “ถ้าเรือนกลางมองว่าข้าเป็นกำลังปะทะ ข้าไม่มีเหตุผลพอขอรับ แต่ถ้ามองเป็นกลุ่มสนับสนุน ข้าคิดว่าข้ายังทำงานบางอย่างได้ เช่น บันทึกเส้นทาง ตรวจนับอุปกรณ์ สังเกตรอยพื้นฐาน และเดินตามคณะโดยไม่เร่ง ไม่แยกตัว”


    เย่กวงถามต่อทันที “ถ้าสัตว์อสูรปรากฏต่อหน้าเจ้า เจ้าทำอย่างไร”


    “ถอยไปหลังแนวคุ้มกัน แจ้งทิศทาง ไม่เข้าปะทะเอง”


    “ถ้าพบสิ่งผิดปกติบนพื้น เช่น รอยเลือดหรือรอยเท้าที่ไม่ตรงกับเส้นทาง”


    “แจ้งผู้คุมคณะ ไม่ตามรอยเอง”


    “ถ้าคนในคณะสั่งให้เจ้าช่วยแบกของหนักเกินกำหนด”


    เย่เทียนหยุดไปเล็กน้อย “ข้าควรแจ้งผู้คุมคณะก่อนรับ เพราะหากแบกเกินกำลังแล้วช้าลง จะทำให้คณะเสียเวลา”


    เย่คุนเหลือบมองเขาเล็กน้อย เหมือนพอใจที่อย่างน้อยเขาไม่ตอบเอาใจว่า “ข้าจะแบกให้ได้”


    เย่กวงยังถามต่อ “ถ้าร่างกายของเจ้ามีการตอบสนองผิดปกติระหว่างทาง คล้ายกรณีศิลาทดสอบ เจ้าทำอย่างไร”


    “ข้าจะหยุดและรายงานทันที ไม่ทดลองต่อ”


    “ทันที?”


    “ขอรับ”


    “ต่อให้ตอนนั้นเจ้าคิดว่ามันอาจเป็นโอกาสเข้าใจชีพจรของตนเอง?”


    คำถามนี้ตรงเข้าแก่นที่สุด


    เย่เทียนเงียบไปชั่วขณะ


    ในห้องไม่มีใครเร่งเขา


    เย่เทียนรู้ว่าถ้าตอบเร็วเกินไป มันจะฟังเหมือนคำพูดเตรียมไว้ แต่ถ้าตอบช้าเกินไป ก็แปลว่าใจเขายังลังเลเกินควร


    สุดท้ายเขากล่าวช้า ๆ “ข้าอยากรู้ว่ามันคืออะไรจริง แต่ถ้าใช้คณะฝึกเป็นข้ออ้างทดลอง ข้าก็ไม่ต่างจากเอาคนอื่นไปเสี่ยงด้วย เพราะฉะนั้น ถ้ามันเกิดขึ้นระหว่างทาง ข้าจะรายงาน ไม่ทดลองต่อ”


    เย่กวงมองเขานิ่ง ๆ “อยากรู้ แต่จะไม่ทำ?”


    “ขอรับ”


    “คำตอบนี้ต้องใช้วินัยมากกว่าคำว่าไม่อยากรู้”


    เย่เทียนไม่ได้ตอบ


    เย่กวงพับคำร้องวางลงบนโต๊ะ “ผู้ฝึกสอนเย่คุน เจ้ารับรองเขาหรือไม่”


    เย่คุนตอบห้วน ๆ “รับรองแบบมีเงื่อนไข ไม่รับรองเต็ม”


    ผู้ดูแลคนหนึ่งขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”


    เย่คุนชี้ไปที่เย่เทียน “เด็กนี่เดินรอบสนับสนุนขั้นต่ำผ่าน ไม่ล้ม ไม่ฝืนอาการแปลก ๆ แบบตอนศิลาทดสอบ แต่ข้ายังไม่ไว้ใจ ถ้าให้ไป ต้องอยู่ในกลุ่มสนับสนุนท้ายคณะ มีคนคุมใกล้ ๆ ตรวจอาการทุกเย็น ห้ามเข้าปะทะ ห้ามเดินนำ ห้ามตามรอยเอง ถ้ามีอาการผิดปกติ ให้ส่งกลับทันที”


    ผู้ดูแลอีกคนกล่าว “เงื่อนไขมากเกินไปอาจทำให้คณะลำบาก”


    เย่คุนตอบทันที “ถ้ากลัวลำบาก ก็ไม่ต้องให้ไป ข้าไม่ได้ขอให้ปล่อยง่าย ๆ”


    เย่กวงมองเย่คุน แล้วหันกลับมามองเย่เทียน “เจ้าได้ยินแล้ว เงื่อนไขของผู้ฝึกสอนเย่คุนไม่ได้ทำให้เจ้าดูดีขึ้น มันทำให้เห็นว่าความเสี่ยงของเจ้ามากกว่าคนอื่น”


    “ข้าได้ยินขอรับ”


    “ยังต้องการยื่นคำร้องต่อ?”


    “ขอรับ”


    “เหตุใด”


    เย่เทียนกำมือที่ข้างลำตัวเบา ๆ แล้วคลายออก


    “เพราะข้าอยากรู้ว่าตนเองทำหน้าที่ได้หรือไม่ ในที่ที่ไม่ใช่ลานฝึกขอรับ ไม่ใช่ทำหน้าที่สู้ แต่ทำหน้าที่เล็ก ๆ ที่ถูกสั่ง ถ้าข้าทำไม่ได้ ข้าจะรู้ว่าต้องกลับไปฝึกอะไร ถ้าข้าทำได้ ข้าจะรู้ว่าข้ามีทางเริ่มจากตรงไหน”


    คำตอบนี้ไม่คม ไม่สวย แต่เป็นคำตอบที่เขารู้สึกว่าตนเองพูดได้จริง


    เย่กวงเงียบไป


    บรรยากาศในห้องหนักขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ก่อนที่เสียงเคาะประตูจะดังขึ้นเบา ๆ


    ผู้ดูแลคนหนึ่งเปิดประตูออกไป แล้วกลับเข้ามารายงาน “ผู้อาวุโสเย่จงมาถึงแล้ว”


    เย่เทียนชะงักเล็กน้อย


    เย่กวงหรี่ตา “เชิญเข้ามา”


    เย่จงเดินเข้าห้องด้วยฝีเท้าช้า ๆ เสื้อผ้าของเขายังคงเรียบง่ายเหมือนเดิม ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีท่าทางแสดงอำนาจ แต่เมื่อเขาเข้ามา ผู้ดูแลทั้งสองก็ยืนตรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว


    เย่เทียนรีบค้อมศีรษะ “ท่านปู่”


    เย่จงมองเขาเพียงแวบหนึ่ง ก่อนหันไปทางเย่กวง “ข้ามาฟัง ไม่ได้มาขอแทนเขา”


    คำพูดแรกของเขาตัดช่องไว้ชัดเจน


    เย่กวงพยักหน้า “ดี เพราะเรื่องนี้เรือนกลางต้องตัดสินตามกฎ”


    เย่จงเดินไปยืนด้านข้าง ไม่ได้นั่ง “เชิญถามต่อ”


    เย่กวงมองเย่เทียนอีกครั้ง “ถ้าเจ้าบาดเจ็บกลางทาง และผู้คุมคณะสั่งให้เจ้ากลับ เจ้าจะทำอย่างไร”


    “กลับขอรับ”


    “ถ้าเจ้าคิดว่าตนยังไหว”


    “ก็ต้องกลับ”


    เย่กวงถามเสียงเรียบ “ถ้าร่องรอยบางอย่างทำให้เจ้าคิดถึงผลประเมินผิดปกติของตนเอง เจ้าจะตามหรือไม่”


    เย่เทียนนิ่งไป


    เย่จงที่ยืนอยู่ด้านข้างไม่พูดอะไร เพียงมองเขาเงียบ ๆ


    เย่เทียนตอบ “ไม่ตามเองขอรับ”


    “ทำไมต้องเติมคำว่าเอง”


    เย่เทียนเงยหน้าขึ้น “เพราะถ้าเป็นร่องรอยที่อาจเป็นอันตรายต่อคณะ ข้าต้องรายงานให้ผู้คุมตัดสิน ไม่ใช่ทำเป็นไม่เห็น แต่ข้าจะไม่ตัดสินใจตามไปคนเดียว”


    เย่กวงมองเขานานขึ้นเล็กน้อย


    เย่จงจึงถามขึ้นเป็นครั้งแรก “เย่เทียน เจ้ากลัวหรือไม่”


    ห้องเงียบลงทันที


    คำถามของเย่จงไม่เหมือนคำถามของเย่กวง เย่กวงถามเพื่อหาความเสี่ยง เย่จงถามเหมือนต้องการฟังเสียงจริงในอกหลานชายตนเอง


    เย่เทียนตอบหลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง “กลัวขอรับ”


    เย่จงมองเขา “กลัวอะไร”


    “กลัวทำให้คนอื่นเดือดร้อน กลัวร่างกายตัวเองเกิดอาการผิดปกติกลางทาง กลัวว่าพอเจอของจริงแล้วข้าจะช้ากว่าที่คิด” เย่เทียนหยุดเล็กน้อย “และกลัวว่าถ้าไม่ไป ข้าจะไม่รู้เลยว่าตัวเองขาดอะไร”


    เย่จงพยักหน้าเบา ๆ “ดี อย่างน้อยยังกลัวถูกที่บ้าง”


    เขาไม่ได้พูดต่อ ไม่ได้ช่วยอธิบาย ไม่ได้ขอร้องให้เย่กวงเห็นใจ เพียงถอยกลับไปยืนเงียบ ๆ อีกครั้ง


    แต่สำหรับเย่เทียน แค่นั้นก็พอแล้ว


    เย่กวงเคาะนิ้วบนโต๊ะเบา ๆ สองครั้ง ก่อนหยิบคำร้องขึ้นมาอีกครั้ง “เรือนกลางจะอนุญาตแบบมีเงื่อนไข”


    เย่เทียนเงยหน้าทันที แต่ยังไม่ยิ้ม


    เย่กวงกล่าวชัดถ้อยชัดคำ “หนึ่ง เจ้าจะถูกจัดอยู่กลุ่มสนับสนุนท้ายคณะ ไม่ใช่กลุ่มปะทะ สอง ห้ามเข้าปะทะกับสัตว์อสูรหรือผู้ใดโดยไม่ได้รับคำสั่ง สาม ห้ามแยกจากคณะเกินสิบก้าวในเขตพัก และห้ามแยกเลยระหว่างเดินทาง สี่ ห้ามใช้หินปราณ ห้ามทดลองชีพจร ห้ามกระตุ้นอาการตอบสนองผิดปกติในร่างกายโดยพลการ ห้า ต้องรายงานอาการต่อผู้ฝึกสอนเย่คุนทุกเย็น หก หากผู้คุมคณะหรือผู้ฝึกสอนเย่คุนเห็นว่าเจ้าถ่วงคณะหรือเสี่ยงเกินไป เจ้าต้องถอนตัวทันที”


    เย่เทียนฟังทุกข้อโดยไม่ขัด


    เย่กวงวางคำร้องลง “เจ้ายอมรับหรือไม่”


    “ยอมรับขอรับ”


    “ยังมีข้อสุดท้าย” เย่กวงกล่าว “หากเกิดเหตุฉุกเฉิน คำสั่งของผู้คุมคณะถือเป็นที่สุด ต่อให้เจ้าคิดว่าตนเห็นร่องรอยสำคัญ หรือคิดว่าตนตัดสินใจถูกกว่า ก็ต้องฟังคำสั่งก่อน รายงานทีหลัง”


    เย่เทียนค้อมศีรษะ “ข้ายอมรับ”


    เย่กวงมองผู้ดูแลด้านข้าง “บันทึกชื่อเย่เทียนไว้ในรายชื่อสำรองกลุ่มสนับสนุน รอการยืนยันรอบสุดท้ายก่อนออกเดินทาง”


    คำว่า “รายชื่อสำรอง” ทำให้เย่เทียนเข้าใจทันทีว่านี่ไม่ใช่สิทธิ์แน่นอนเต็มร้อย แต่เป็นการเปิดประตูแง้มไว้ หากก่อนวันออกเดินทางเขามีอาการผิดปกติ หรือมีเหตุผลใหม่ให้เรือนกลางคัดออก เขาก็ยังถูกถอนชื่อได้


    แต่ถึงอย่างนั้น ประตูบานนี้ก็เปิดออกแล้ว


    เย่เทียนค้อมศีรษะลึกกว่าเดิม “ขอบคุณผู้ดูแลเย่กวง ขอบคุณผู้ฝึกสอนเย่คุน”


    เย่คุนกอดอก “ขอบคุณด้วยการอย่าทำให้ข้าเสียชื่อ”


    เย่จงมองเย่เทียน แล้วพูดเพียงสั้น ๆ “จำไว้ว่ากลับมาให้ครบ ดีกว่ากลับมาพร้อมเรื่องเล่าใหญ่โต”


    เสียงของเขาไม่ดัง แต่เย่เทียนจำได้ชัด


    “ขอรับ ท่านปู่”


    เมื่อออกจากเรือนกลาง แสงด้านนอกเริ่มอ่อนลง เย่เทียนยืนอยู่ใต้ชายคาครู่หนึ่ง ลมหายใจที่กดไว้ทั้งวันค่อย ๆ ผ่อนออก เขายังไม่ควรดีใจเกินไป เพราะยังมีอีกหลายด่านรออยู่ ยังต้องเตรียมของ ยังต้องบอกเสี่ยวอวี่ ยังต้องรักษาร่างกายไม่ให้เกิดอาการผิดปกติ และยังต้องรอการยืนยันรอบสุดท้าย


    แต่เขาไม่ได้ยืนอยู่หน้าทางตันอีกแล้ว


    เขาเดินกลับเรือนช้า ๆ ตามคำสั่งห้ามเร่งของเย่คุน เมื่อถึงหน้าประตู เสี่ยวอวี่กำลังยืนรออยู่พอดี ในมือถือตะกร้าผ้าสะอาด ใบหน้าของนางพยายามทำเหมือนบังเอิญผ่านมาดู แต่ดวงตากลับมองเขาตั้งแต่ขาจนถึงสีหน้าอย่างซ่อนความกังวลไม่มิด


    “เป็นอย่างไรบ้าง” นางถามทันที


    เย่เทียนหยุดตรงหน้านาง “ได้อยู่ในรายชื่อสำรองกลุ่มสนับสนุน”


    เสี่ยวอวี่นิ่งไปครู่หนึ่ง “แปลว่า…เจ้าอาจได้ไปจริง ๆ หรือ”


    “ใช่ แต่ยังไม่แน่นอน และมีเงื่อนไขหลายข้อ”


    นางเม้มปาก เหมือนอยากห้าม แต่ก็จำได้ว่าเขาสัญญาว่าจะบอกก่อน จึงไม่ได้พูดคำว่าห้ามออกมา


    “แล้วเจ้าบอกข้าก่อนจริง ๆ” นางพูดเบา ๆ


    เย่เทียนพยักหน้า “ข้าสัญญาไว้แล้ว”


    เสี่ยวอวี่ก้มมองตะกร้าในมือ แล้วพูดเสียงอ้อมแอ้ม “งั้น…ข้าจะเตรียมผ้าพันแผลกับยาใส่แผลไว้ให้ แต่ไม่ได้แปลว่าข้าอยากให้เจ้าได้ใช้หรอกนะ”


    เย่เทียนยิ้มอ่อนลง “ข้ารู้”


    “แล้วก็ต้องเอากลับมาคืนด้วย”


    “ผ้าพันแผลหรือ”


    เสี่ยวอวี่เงยหน้ามองเขา ดวงตานางแดงขึ้นเล็กน้อยแต่ยังดื้อไม่ยอมร้อง “เจ้าด้วย”


    เย่เทียนเงียบไปชั่วขณะ ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง


    “ข้าจะกลับมา”

    คล้ายกับเรื่องลิขิตเทพพันธนาการมาร ที่คุณอ่าน