ร่างบางของนางพริ้วไหวไปตามแนวป่า ด้านหลังตามมาด้วยซูิ สายตาเริ่มพร่ามัวแต่ยังขบฟันฝืน มันไม่เอ่ยปากขอพัก นางก็ไม่เอ่ยปากถาม ยิ่งเวลาผ่านไปเสียงฝีเท้าซูิยิ่งหนักอึ้ง หยินชิงค่อยๆชะลอฝีเท้าอย่างแเี
ป่าทึบค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็แนวหินชัน หยินชิงเลี้ยวเลาะตามช่องแคบอยู่พักหนึ่งก็หยุดลง นางเอ่ยปากให้ซูิหยุดรอ ก่อนจะเลี้ยวหลบไปที่ซอกหินใหญ่ทางด้านซ้าย หยินชิงเดินมาถึงก้อนหินใหญ่เต็มไปด้วยตะไคร่หนาเตอะ นางเหลียวหลังดูเห็นซูิยังคงหยุดรอที่ด้านนอก จึงใช้วิชาฝ่ามือประจำตัวทาบลงที่แผ่นหิน ไม่กี่อึดใจ กลไกภายในตอบรับกับลมปราณนาง เสียงดังครืนใหญ่ แผ่นหินใหญ่ที่ดูเรียบถูกแบ่งเป็สองส่วนเปิดอ้าออกอย่างอัศจรรย์ ภายในมืดสนิทมองไม่เห็นสิ่งใด
“ท่านอย่าพึ่งมานะ”
นางะโบอกซูิ ก่อนเดินเข้าไปในห้องลับ หยินชิงจุดไฟตามตะเกียงติดผนังอย่างช่ำชองคุ้นชิน หญิงสาวใช้เวลาพักใหญ่ในการจัดแจงของต่างๆอยู่ภายใน หลังเสร็จธุระ นางปาดเหงื่อที่ผุดออกมาตามไปหน้า
“ท่าน! เข้ามาได้”
มีเพียงเสียงนกเสียงแมลงขานรับ ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับใดๆของชายหนุ่ม “นี่..เ้ายังลีลาอันใด?” ….ยังคงมีเพียงความเงียบ ’หรือเขาไปแล้ว’ นางอุทานในใจ ก่อนเดินออกไปดู ซูิยังคงอยู่ที่เดิม เพียงแต่หลับไหลไป ลำตัวทรุดโทรมนั่งพิงอยู่โขดหิน เปลือกตาปิดสนิท หยินชิงคว้ามือเขามาตรวจชีพจร พบว่ายังเป็ปกติ ลมหายใจอ่อนแต่ยังสม่ำเสมอ เพียงแต่ปลุกอย่างไรมันก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่น นางจึงฉุดดึงชายหนุ่มเข้ามาอย่างยากลำบาก เมื่อนางลากมาถึงห้องลับ จึงขยับกลไกจากด้านในคราหนึ่ง ประตูหินพลันปิดตัวลง เปลวไฟจากตะเกียงที่เคยไหวไปมาตามแรงลมกลับมามั่นคงส่องสว่างเรียงราย เมื่อประตูศิลาถูกปิดสนิท ความเงียบก็เข้าครอบงำ
แสงสลัวลอดผ่านรอยแยกแคบๆระหว่างแผ่นหิน เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆเปิดขึ้น กลิ่นสมุนไพรแห้งผสมกลิ่นหินชื้นลอยแตะปลายจมูก มันเริ่มจากขยับนิ้วมือไปมา ก่อนจะค่อยๆพยุงกายลุกนั่ง เสื้อผ้าที่สวมไว้ยังคงเป็ชุดเดิม เพียงแต่รอยเืตามร่างกายถูกเช็ดออกไป เขาหรี่ตา มองไปรอบห้องลับ ผนังหินเรียบกว่าที่คิด ตะเกียงหินวางเป็ระยะอย่างมีแบบแผน ไม่ใช่ที่พักชั่วคราวของคนเร่ร่อนธรรมดา ตรงมุมห้องมีห่อสมุนไพรแขวนเรียง กลิ่นไม่ปะปน แยกชัดเป็ชนิด เสียงเอะอะดังออกมาจากห้องด้านขวาตามมาด้วยกลิ่นหอมของอาหาร ซูิพยายามย้อนนึก มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร พอนึกไปหัวใจพลันเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย มันล้วงมือไปที่เสื้อด้านใน จับดูสมุดดำ ยังคงอยู่! เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทิศทางของกลิ่นอาหาร หยินชิงเดินออกมาในชุดเดิม เพียงแต่ผมถูกรวบหลวมๆไว้ที่ด้านหลัง สองมือยกถาดอาหารอุ่นมา ไอจางๆลอยขึ้นตามขอบถ้วย นางเหลียวมองมาที่ซูิ
“ท่านตื่นแล้ว!”
ซูิไม่รอช้า รีบลุกจากเตียง ประสานมือคาราวะ “ข้าไม่รู้จะขอบคุณท่านอย่างไร” ความรู้สึกผิดเกาะกุมหัวใจของชายหนุ่ม มันที่ล่วงเกินหยินชิงไปเมื่อคืนก่อน เป็มันเองที่หวาดระแวงผู้คนเกินไป ซูิหมดสติไปหนี่งคืน หากนางจะทำอะไรมันย่อมทำได้ การที่สมุดดำยังคงอยู่ ถือว่านางไม่มีเจตนาทำร้าย มันแทบกั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ซูิก้มหน้าลง ประสานมือขอบคุณอีกรอบ
“ท่านอย่าพึ่งขยับตัว ไม่าเ็แล้วหรือไร?”
ซูิไม่ฟังคำห้ามปราม เดินตรงมาที่หยินชิงอย่างอ่อนน้อม
“ข้ายกเอง แม่นางพักเถิด” ก่อนที่จะคว้าถาดอาหารมาถือไว้เอง ซูิมองดู เดินเพียงก้าวเดียวก็ถึงโต๊ะ นี่นับเป็การช่วยได้อย่างไร “ข้า..จะล้างจานให้ด้วย” ชายหนุ่มกล่าวเสียงอ่อย วางกับข้าวลงบนโต๊ะ
หยินชิงหัวเราะในลำคอก่อนนั่งลงตาม ทั้งคู่รับประทานอาหารด้วยกัน หยินชิงตักกินอย่าเรียบร้อย ซูิหน้าแดงก่ำไม่กล้าตักกินอันใด เมื่อสถานการณ์ปลอดภัย สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดถูกบดบัง ซูิกลับมาเป็ซูิอีกครา มันเหลียวมองใบหน้างดงามของหยินชิง ล้ำค่ากว่าอัญมณี หญิงงามเช่นนี้กับนั่งทานข้าวโต๊ะเดียวกับมัน หยินชิงสังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลง จากสัตว์ร้ายกลายเป็ตัวโง่งม ถึงกับหัวเราะฮิฮะออกมา
“ข้าเคยได้ยินบุรุษพูดกันว่า นารีสามวันเปลี่ยน แต่ข้าพึ่งรู้ว่าคืนเดียวบุรุษผู้หนึ่งก็เปลี่ยนแล้ว” หยินชิงพูดจาหยอกล้อ นางตักกับข้าวให้ซูิ บังคับให้มันกิน ก่อนถามที่มาของซูิ ถามเื่ราววัยเด็กของเขา ซูิคราแรกถูกถามคำก็ตอบคำ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งคู่ยิ่งสนทนายิ่งสนุก ซูิก็เล่าว่าตนเป็เพียงพ่อค้าเร่ร่อน จนเหตุการณ์หลายวันนี้ ชีวิตตนเปลี่ยนแปลงอย่างไร ตอนถูกกองโจรจับตัวรู้สึกเช่นไร พบฉีซิ่นได้อย่างไร หนีรอดกันได้อย่างไร เหตุใดจึงกลายเป็ลูกศิษย์ของฉีซิ่น เหตุใดจึงไปอยู่ข้างลำธารจนได้พบกับหยินชิง นางนั่งฟังเื่เล่าอย่างออกรส ตอนนางฟังเื่มูซูว์นางถึงกับะโด่า ยิ่งฟังยิ่งเคลิบเคลิ้ม ซูิแม้มันเล่าเื่ตามความจริงทั้งหมดให้นางฟัง แต่มันปิดเื่ลมปราณฟ้า และเื่ที่ฉีซิ่นถ่ายทอดวิชาทั้งหมดไว้ในสมุดดำให้มัน ซูิแม้ยังเป็เด็กหนุ่มไร้เดียงสาในยุทธภพ แต่ก็ไม่โง่งมพอที่จะพูดเื่ที่ไม่สมควรพูดออก คำที่ฉีซิ่นกล่าวกับมันก่อนจากไป ซูิยังจำได้ดี‘เ้าอย่าเอ่ยวิชาลมปราณฟ้าเ้าแก่ผู้ใด!‘
ซูิเล่าไปกินไป พอรู้ตัวอีกทีมันก็ทานกับข้าวจนหมด จึงขอตัว ลุกขึ้นเตรียมเอาจานไปล้าง
“ท่าน ที่ท่านเล่าว่า ฉีซิ่นอาจารย์ท่าน บอกวิชาให้ท่านสองท่า คือวิชาฝ่ามือ วิชาตัวเบา ท่านจึงบุกฝ่ากองทัพออกมาได้ เื่นี้ข้าว่าน่าสนใจยิ่ง หากเป็วิชาพื้นฐานตามที่อาจารย์ท่านบอก ท่านคงไม่รอดพ้นกองทหารออกจากถ้ำมาได้ แต่หากเป็วิชาขั้นสูง คงไม่มีผู้ใดเรียนรู้ได้เพียงวันเดียว..!”
นางอยากถามต่อ แต่ต้องกล้ำกลืนคำถามลงคอ การถามวิชาผู้อื่นนับว่าเสียมารยาทยิ่ง
“เดี๋ยวข้าลองแสดงให้ดู”
ซูิกล่าวอย่างเรียบเฉย
หยินชิงที่ได้ยินใยิ่ง “ไม่ต้อง! เราพูดคุยกันถูกคอ ข้าเลยเผลอถามคำถามล่วงเกิน”
หยินชิงคัดค้านเสียงแข็งแต่ไม่เป็ผล
“เดี๋ยวถ้าเราออกไปที่กว้างข้าจะแสดงให้ดู ห้องนี้มีสิ่งของหลายอย่าง เกรงว่ามันจะไม่เหมาะ”
หยินชิงที่รับฟังเกิดความสงสัย
“ท่านจะบอกว่าวิชาท่านที่เรียนรู้วันเดียว รุนแรงถึงเพียงนั้น?”
ซูิผงกหัว
“ตอนที่ข้าใช้ออก บุรุษร่างโตถือดาบใหญ่พุ่งเข้าหาข้า มันถูกกระบวนท่านี้กระแทกกลับ ลอยกระเด็นไปชนกับทหารผู้อื่นโครมใหญ่ ฝุ่นฝงตลบอบอวลไปทั่วพื้นที่”
ซูิกล่าวจบพร้อมยกฝ่ามือตนเองมาชมดู หยินชิงที่รับฟังเกิดความรู้สึกคันหัวใจยากจะเกา คนรักความสนุกอย่างนางมิอาจอดทนรอได้
แววตาสั่นระริกด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ท่านพูดจริงนะว่าจะแสดงให้ดู” นางทวนคำพูดพลางลุกขึ้นยืนพรวด ตามข้ามา หยินชิงไม่รอคำตอบ คว้ามือซูิมา นางกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปถึงกำแพงใหญ่ด้านในสุด มองไปเหมือนเป็กำแพงทั่วไป นางเอื้อมมือบิดรูปปั้นไก่ฟ้าที่ข้างกำแพงคราหนึ่ง เสียงกลไกหนักก็ดังกระหึ่ม พอเสียงหยุดลงนางทำท่าบอกให้ซูิช่วยกันดันกำแพง พอทั้งคู่ช่วยกัน ไม่ถึงกับต้องออกสุดแรง ประตูลับก็ถูกดันออก เื้ัประตูเป็โถงถ้ำธรรมชาติขนาดกว้าง5จั้ง ยาว5จั้ง สูง3จั้ง มีแสงสว่างส่องลงมาจากช่อง้าอย่างแเี แม้แสงจะเล็กน้อยแต่พอทำให้มองเห็นร่องรอยขีดข่วนการถูกกระแทกตามกำแพงหิน “ไหน ท่านลองใช้ฝ่ามือวันเดียวของท่านดู” หยินชิงกวาดมือเชื้อเชิญ ซูิก้าวเข้าไปในห้องศิลาตามคำเชื้อเชิญ เมื่อเห็นห้องฝึกวชาเช่นนี้ ซูิอดคิดมิได้ ‘หยินชิงผู้นี้นับว่ามีเื้ัลึกลับนัก แต่นางไม่สะดวกเล่า เราก็ไม่สะดวกถาม‘
ซูิกำหนดลมปราณ นึกย้อนไปลมปราณฟ้าคือสิ่งที่ทำให้มันใช้ท่าออกได้ จุดเถียนตันที่สงบนิ่ง ถูกซูิกระตุ้นให้กลับมาทำงาน ตามเส้นชีพจรถูกพลังปราณแทรกซึมลดเลี้ยวมายังฝ่ามือ ซูิยกฝ่ามือขึ้นตรง พลังจากภายในไหลมาสู่ภายนอก ลมปราณมันถูกบีบอัดหมุนวนที่ฝ่ามือตามหลักที่ฉีซิ่นสอน ยิ่งกักเก็บไว้ยิ่งหมุนรุนแรง เกิดเป็เสียง ซี่..ซี่.. คราครั้งที่อยู่ในถ้ำเผชิญกับกองทหารซูิใช้ออกแบบเร่งรีบ ครั้งนี้มันขอตั้งใจดูสักครา พลังลมที่ฝ่ามือคล้ายจะกระจายออกได้ทุกเมื่อ แต่ซูิยังดื้อดึงไม่ยอมปล่อย เส้นเืที่แขนเริ่มปูดโปน คล้ายเกร็งกำลังดึงท่อนซุงไว้ ลูกพลังลมที่ฝ่ามือเล็กๆเริ่มขยายตัวจนใหญ่กว่าไข่ไก่ เสียงกลายเป็ดัง ปั่ก!ปั้ก!ปั้ก! บุรุษหนุ่มเริ่มควบคุมไม่อยู่ มันทำการปลดปล่อยพลังออก เกิดเป็แรงกระแทกออกไปเป็เสียงดังกังวาลกึกก้องไปทั่วห้อง แรงบีบอัดที่ถูกปล่อยออก กระแทกผนังหินไปมา ตีกลับมาที่ซูิละหยินชิงจนต้องยกแขนมาป้องกันแรงลม เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง แรงลมจึงเริ่มสงบลง
“เ้า!…ฝ่ามือวันเดียวอันใด! ฝึกถึงขั้นนี้ อย่างไรก็ไม่ต่ำกว่าสิปปีแล้ว !” หยินชิงเริ่มรู้สึกเหมือนตนเองโดนหลอกลวง “ใช่ ข้าเลยอยากแสดงให้ท่านดู อาจารย์ข้าบอกจะสอนวิชาฝ่ามือพื้นฐาน เหตุใดมันจึงรุนแรงเพียงนี้” ซูิพูดพลางยกมือมาเกาหัวด้วยความไม่เข้าใจ การกระทำเซื่องซึมของมันพาลทำให้ผู้อื่นคิดว่ามันไม่หลอกลวง หยินชิงถอนหายใจอีกครา “ในเมื่อท่านมีฝ่ามือร้ายกาจเพียงนี้ ฟังจากที่ท่านเล่า เหตุใดกองทหารเพียงหยิบมือถึงทำให้ท่านฝ่าออกได้ยากนัก?“
”ข้าก็ไม่รู้“ ซูิตอบกลับเสียงเรียบ แต่คำตอบของชายหนุ่มกระตุ้นความอยากรู้ของหยินชิงยิ่ง “เอาอย่างนี้ ท่านกับข้าลองปะมือกันดู เดี๋ยวข้าหาคำตอบให้เอง”
ซูิตื่นตะหนกกับคำพูดของนาง ก่อนจะปฎิเสธอันใด หยินชิงพุ่งเข้ามาหามันด้วยความรวดเร็ว…