บทที่ 48 จริงเหรอ ตกลงเป็นเธอแล้ว?
คนฉลาดย่อมรู้จักปรับตัว เยี่ยชิงหวนรู้ดีถึงสัจธรรมข้อนี้
เมื่อเห็นเสี่ยวเหอทำหน้าไม่พอใจ เธอก็รีบเปลี่ยนคำพูด พูดด้วยท่าทีอ่อนโยนลง
“พี่เสี่ยวเหอ อย่าเข้าใจผิดสิ ฉันแค่รู้สึกเหลือเชื่อ ไม่เคยได้ยินพี่พูดว่ากำลังวาดแบบพวกนี้อยู่เลย แถมยังทำให้พี่หลานตัดสินใจเลือกแบบเสื้อผ้าคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวได้เร็วขนาดนี้ เก่งมากเลย ฉันทำแบบนี้ไม่ได้หรอก ขอชื่นชมจริง ๆ ”
คำอธิบายนี้ลงตัวพอดี ทำให้เสี่ยวเหอได้หน้ากลับคืนมา สีหน้าก็ผ่อนคลายลงมาก “พูดให้ชัดเจนหน่อยสิ ไม่งั้นคนอื่นจะคิดว่าฉันขโมยผลงานใครไปอีก”
เยี่ยชิงหวน ยิ้มแห้ง ๆ “ครั้งหน้าฉันจะระวัง”
พี่หลานกำลังพลิกดูแบบร่างในมืออย่างเงียบ ๆ รอจนกระทั่งทุกคนอภิปรายและให้ความเห็นเสร็จ เธอก็ชี้มาที่เยี่ยชิงหวน
“แบบร่างของเสี่ยวเหอยังมีบางจุดที่ต้องแก้ไข ช่วงสองวันนี้คงจะยุ่งมาก เธอไปช่วยงานดสี่ยวเหอหน่อยก็แล้วกัน เห็นเธอตั้งใจขนาดนี้ ก็ไปเรียนรู้ด้วยเลย”
เพราะเรื่องที่เยี่ยชิงหวนส่งแบบร่างไปให้ก่อนหน้านี้ แม้ว่าเธอจะไม่ได้ดูแบบร่าง แต่เธอก็ยังจำได้
เยี่ยชิงหวนรู้สึกอับจนเล็กน้อย จริง ๆ แล้วไม่อยากไปช่วยงานเสี่ยวเหอสักเท่าไหร่ แต่พอคิดอีกที เรื่องแบบร่างนี่ ดูเหมือนจะสืบหาความจริงได้
ตอนพักกลางวัน เยี่ยชิงหวนก็โอ้เอ้เก็บของในห้องทำงานของเสี่ยวเหอจนกระทั่งทุกคนออกไปหมดแล้ว เธอจึงเดินไปที่โต๊ะทำงานของเสี่ยวเหอ ค้นไปค้นมาอยู่ครึ่งค่อนวันก็ไม่พบกระดาษวาดรูปที่ลงชื่อในวันนั้น
ก่อนจะออกไป เธอถือแบบร่างจำนวนหนึ่งที่ต้องนำไปทำลาย ไปที่ข้าง ๆ เครื่องทำลายเอกสาร กำลังจะใส่กระดาษลงไป สายตาก็เหลือบไปเห็นถังขยะที่อยู่ ณ ปลายสายตา ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
แม้ว่ามันจะถูกเครื่องทำลายเอกสารฉีกเป็นเส้น ๆ ไปแล้ว แต่แบบร่างนี้วาดด้วยมือ แตกต่างจากนักออกแบบทุกคนในแผนกของพวกเขาโดยสิ้นเชิง จึงจำได้ในทันที
หลังจากค้นอยู่นาน ในที่สุดเธอก็พบตัวหนังสือสองตัวที่มุมของกระดาษวาดรูป นั่นก็คือ “กงชุน”
เสี่ยวเหอต้องการทำลายหลักฐาน คิดได้รอบคอบดีจริง ๆ น่าเสียดายที่ดันมาเจอกับคนที่เกลียดการขโมยผลงานของคนอื่นแบบเธอ
-----
กองถ่ายละครย้อนยุคแห่งหนึ่งในเยี่ยนจิง ขณะนี้กำลังถ่ายทำฉากต่อสู้
นางเอกในชุดสีเขียวถูกแขวนอยู่กลางอากาศ เมื่อผู้กำกับตะโกนว่า “แอคชั่น” เธอก็พลิกตัวกลางอากาศทันที หลังจากวาดลวดลายแขนเสื้อที่พลิ้วไหวราวสายน้ำ ก็ลงสู่พื้นอย่างมั่นคง
วิ่งเหยาะ ๆ ไปสองสามก้าว มือเรียวบางก็บีบคอของนักแสดงหญิงที่เล่นเป็นคู่ปรับของเธอ พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว
“นังสารเลว วันนี้ฉันจะทำลายหน้าของแก ดูซิว่า คุณชายลู่จะยังต้องการแกอีกหรือไม่”
“...”
“คัท!” ผู้กำกับตะโกนด้วยความพึงพอใจ “รอบนี้ไม่เลว พักก่อน ปรับมุมกล้อง เปลี่ยนมุมถ่าย”
การเปลี่ยนมุมกล้องทำให้ทั้งกองถ่ายต้องปรับเปลี่ยนอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ผู้ช่วยถือร่มวิ่งเหยาะ ๆ มาหา
“พี่กวน ไปนั่งตากแอร์บนรถก่อนค่ะ สักพักนึงเลยค่ะ”
กวนชิงชิง รับพัดลมไฟฟ้าจากมือของผู้ช่วยมาเป่าเหงื่อที่คอ แล้วหลบใต้ร่มวิ่งเหยาะ ๆ ไปที่รถตู้
เมื่อขึ้นรถ ผู้จัดการส่วนตัวก็รีบเข้ามาพัดให้เธอ
“ถ่ายละครย้อนยุคหน้าร้อนแบบนี้ทรมานจริง ๆ ครั้งหน้าถ้ามีบทละครย้อนยุคส่งมาอีก ฉันต้องถามให้ชัดเจนเลย ถ้าไม่ได้จริง ๆ ต่อไปเราไปถ่ายละครแนวคนเมืองก็แล้วกัน”
กวนชิงชิง ไม่เห็นด้วย “นักแสดงก็แบบนี้แหละ หน้าหนาวก็ถ่ายฉากหน้าร้อน หน้าร้อนก็ถ่ายฉากหน้าหนาว ไม่จำเป็นต้องเรื่องมากขนาดนั้น อ่านบทให้ดีก็พอแล้ว”
“ก็แค่สงสารเธอน่ะสิ บ่ายนี้ฉากนี้ตกลงกันแล้วว่าเธอจะถ่ายกับไป๋เสวี่ย แต่เธอบอกว่าร้อนเกินไปก็เลยไม่มา ปล่อยให้เธอต้องเล่นกับสแตนอินเนี่ยนะ จริง ๆ เลย!”
ไป๋เสวี่ยคือนางเอกของละครย้อนยุคเรื่องนี้ เป็นนางเอกดาวรุ่งพุ่งแรง เป็นที่ต้องการตัวมาก ทีมงานก็เรื่องมาก มีเรื่องจุกจิกเยอะ เวลาถ่ายละครก็มักจะทำตัวเรื่องมากกับนักแสดงคนอื่น ๆ ในกอง
อย่างเช่นฉากในวันนี้ เดิมทีตกลงกันแล้วว่าตอนบ่ายสองโมง ไป๋เสวี่ยจะถ่ายฉากนี้กับเธอ แต่ปรากฏว่าไป๋เสวี่ยรู้สึกว่าร้อนเกินไป ไม่ยอมออกจากโรงแรม ทั้ง ๆ ที่กองถ่ายก็เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว นักแสดงทั้งกองก็รออยู่ ผู้กำกับจึงได้แต่มาหากวนชิงชิง ถามว่าเธอเต็มใจจะถ่ายกับสแตนอินไหม
“เอาล่ะ อย่าบ่นเลย เรื่องของคนอื่น เราเห็นเรื่องแบบนี้มาน้อยไปหรือไง”
ผู้จัดการขมวดคิ้ว ไม่พูดเรื่องนี้อีก ยื่นแฟ้มเอกสารข้าง ๆ ให้เธอ
“หลังจากละครเรื่องนี้ปิดกล้อง จะมีงานถ่ายโฆษณายี่ห้อเครื่องประดับ นี่สัญญา เธอเช็คดู ถ้าไม่มีปัญหาก็เซ็นชื่อได้เลย”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของกวนชิงชิงก็เปลี่ยนไปในทันที
“ไม่ได้บอกไว้หรอว่า ฉันรับงานอะไรก็ได้ แต่จะไม่รับงานเครื่องประดับ”
“อย่ามางี่เง่า ตอนที่เธอโด่งดังบนอินเทอร์เน็ตใหม่ ๆ ฉันให้เธอรับบทเพิ่มอีกหลายเรื่อง เธอก็ไม่ยอม เหล็กต้องตีตอนที่ยังร้อนนะ รับงานโฆษณาที่ถ่ายแป๊บเดียวก็เสร็จ มีอะไรเสียหายหรือไง หรือว่าเธอมีปัญหากับเงิน?”
“บอกแล้วไงว่าไม่อยากรับงานโฆษณาเครื่องประดับ” กวนชิงชิงรู้สึกหงุดหงิด เธอหันหน้าหนีแล้วกำลังจะลงจากรถ “น่าจะใกล้เสร็จแล้ว ฉันไปดูทางผู้กำกับก่อน”
“กวนชิงชิง!” ผู้จัดการจ้องมองเธอด้วยความไม่พอใจ “คุณหนูตระกูลกู้ก็จากไปหลายเดือนแล้ว เธอจะไม่รับงานโฆษณาเครื่องประดับไปตลอดชีวิตเลยหรือไง เพราะคนที่ตายไปแล้วเนี่ยนะ”
คำพูดนี้แทงใจดำของกวนชิงชิงในทันที ใบหน้าของเธอซีดเผือด ไม่ยอมอธิบายใด ๆ หันหลังกลับแล้วลงจากรถไป ทิ้งให้เห็นเพียงแผ่นหลังที่ดื้อรั้น
ผู้จัดการยืนอยู่หน้ารถด้วยความโกรธ
ผู้ช่วยข้าง ๆ ไม่เข้าใจ ไล่ถามขึ้นมา
“พี่คะ ทำไมพี่ถึงบอกว่าพี่กวนไม่ยอมรับงานโฆษณาเครื่องประดับเพราะคุณหนูตระกูลกู้คะ”
ผู้จัดการถอนหายใจ
“คุณหนูตระกูลกู้คนนั้นเป็นเพื่อนสนิทของชิงชิง เป็นนักออกแบบเครื่องประดับ ตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ แบรนด์ของเธอค่อนข้างมีชื่อเสียงในต่างประเทศ เดิมทีเธอวางแผนที่จะบุกตลาดในประเทศด้วย ชิงชิงก็สัญญากับเธอว่าถ้าเธอโด่งดังเมื่อไหร่จะรับงานโฆษณาเครื่องประดับให้ ไม่นึกเลยว่า...”
“ในที่สุดเธอก็โด่งดัง มีแบรนด์ดัง ๆ หลายแบรนด์ติดต่อขอให้เธอเป็นพรีเซนเตอร์ งานอื่น ๆ ก็โอเคหมด แต่เครื่องประดับนี่สิ เธอไม่แตะต้องเลย”
“พี่กวนนี่รักเพื่อนจริง ๆ งั้นเราก็อย่าไปบังคับเธอเลย งานโฆษณาตั้งเยอะแยะ ไม่ได้ต่างกันสักหน่อย”
“เธอจะไปรู้อะไร? หากปฏิเสธไปล่ะก็ มันได้ทำให้เรามีปัญหากับคนอื่นเข้าแน่ ๆ ”
ผู้จัดการเปิดดูสัญญา เมื่อเห็นชื่อบริษัทที่เสนองานมา ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วด้วยความกังวล
เส้ากรุ๊ป บริษัทเครื่องประดับที่มีชื่อเสียงในวงการ มีเบื้องหลังเป็นพวกผู้มีอิทธิพล คิดได้ยังไงกันนะ แต่ก่อนไม่เคยติดต่อกันมาก่อนเลย พอกวนชิงชิงโด่งดังขึ้นมาหน่อย ก็รีบรุดหน้ามาหาทันที
ตอนเลิกงาน เสี่ยวไป๋ เพื่อนร่วมงานที่นั่งตรงข้ามเยี่ยชิงหวนก็ลงลิฟต์มาด้วยกันตามเคย
“ฉันได้ยินคนจากฝ่ายโฆษณาบอกว่า บริษัทเราเลือกพรีเซนเตอร์ของสินค้าใหม่ประจำฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวได้แล้ว เธอรู้อะไรไหมว่าเป็นใคร”
“ใครหรอ”
“บอกไปเธอก็ต้องรู้จักแน่ ๆ ” เสี่ยวไป๋ทำท่าทางลึกลับ “ก็ดาราสาวจอมโวยวายที่โด่งดังมากบนอินเทอร์เน็ตช่วงก่อนไง กวนชิงชิงน่ะ”
เยี่ยชิงหวนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทำท่าทางสนใจขึ้นมา “จริงเหรอ ตกลงเป็นเธอแล้ว?”
“น่าจะแปดเก้าส่วนแล้วล่ะ ช่วงนี้เธอกำลังดังเลยนะ แต่ดังบนอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว ไม่เห็นออกรายการอะไร แต่ฉันชอบเธอนะ”
ได้ฟังแบบนั้นเธอรู้สึกดีใจขึ้นมาอยู่ลึก ๆ พูดแซวออกไปว่า
“ชอบอะไรเธอหรอ?”