นิมิตแห่งเถ้าถ่าน
ท้องฟ้ายามค่ำคืนของ อาณาจักรนครแห่งมังกร ที่เคยเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองและอำนาจที่เก่าแก่ที่สุดของโลก บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต
ซาร่ายืนอยู่ท่ามกลางความโกลาหล เสียงกรีดร้องของผู้คนผสมปนเปไปกับเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปถึงดวงวิญญาณ เปลวเพลิงสีส้มแดงลุกท่วมปราสาทสูงเสียดฟ้าและหอคอยเวทมนตร์ที่เคยตั้งตระหง่านดุจยอดเขาที่ไม่มีวันพังทลาย
ภาพเบื้องหน้าคือหายนะที่ไม่อาจบรรยายได้ ฝูงมังกรนับพันตัวโฉบลงมาจากฟากฟ้าเหมือนฝนแห่งความตาย กรงเล็บแหลมคมฉีกกระชากสถาปัตยกรรมที่วิจิตรบรรจงจนพังยับเยิน ซาร่าทำได้เพียงยืนตัวสั่นเทา น้ำตาไหลพรากมองดูเหล่ามนุษย์มากมายวิ่งหนีตายอย่างไร้จุดหมาย ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของชาวเมืองและเสียงคำรามที่ดังสนั่นปฐพี
“ไม่... ได้โปรด... นี่มันเรื่องอะไรกัน...” เสียงของเธอสั่นเครือ แฝงไปด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งที่ไม่เข้าใจ
ท่ามกลางความโกลาหล มังกรดำขนาดมหึมาตนหนึ่งร่อนลงมากลางจัตุรัสกลางเมือง มันแผ่รังสีอำมหิตที่กดดันจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว เกล็ดของมันวาววับในเปลวเพลิงดุจรัตติกาลที่ไร้แสงสว่าง มันอ้าปากพ่นไฟทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า สร้างภาพจำอันโหดร้ายว่า 'มังกรดำ' คือผู้ทำลายล้างที่ไร้ความปรานี
จากร่างของซาร่าที่ยืนนิ่ง สายตาของเธอก็เหม่อลอยมองกวาดกว้างออกไปจนเห็นภาพเมืองทั้งเมืองที่ค่อยๆ ถูกกลืนกิน เปลวไฟสีแดงฉานลุกลามท่วมอาณาจักรนครแห่งมังกรที่เคยยิ่งใหญ่จนมอดไหม้ไปไกลสุดสายตา อาคารบ้านเรือนที่เคยโอ่อ่าบัดนี้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพังที่กำลังร่วงหล่น ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของผู้คนนับหมื่นที่ถูกกลืนหายไปในกองเพลิงมรณะ
เมื่อเปลวเพลิงสุดท้ายดับวูบลง ห้วงนิมิตก็เปลี่ยนผ่านสู่ความเงียบงัน...
สถานที่มืดมิดที่ไร้ขอบเขต พื้นเบื้องล่างเป็นผิวน้ำนิ่งสนิทที่สะท้อนเงาทุกอย่างราวกับกระจก หญิงสาวในชุดขุนนางสีขาวหม่นยืนหันหลังให้ ท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงเสียงหยดน้ำดังก้องเป็นระยะ
เลือดสีแดงฉานเริ่มซึมออกจากตะเข็บชุดสีขาว ลามไปตามแผ่นหลังและไหลลงไปตามเรียวขาจนหยดลงบนพื้นน้ำที่สะท้อนเงา เลือดกระจายตัวออกไปเป็นวงกว้าง ภาพค่อยๆใกล้เข้าหาแผ่นหลังของเธอช้าๆ เห็นมือข้างซ้ายประคองครรภ์ที่นูนเด่นไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างหนึ่งยกขึ้นมาในระดับสายตาพร้อมกับก้มหน้าลงเล็กน้อย
มุมมองของซาร่าเธอก้มมองมือตัวเองที่สั่นเทา ภายในมือนั้นกำออร่าสีฟ้าเข้มจางๆ ที่ส่องแสงวูบวาบขัดกับความมืดมิดรอบกาย ก่อนที่เธอจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคู่นึงขนาดยักษ์สองคู่ที่จ้องมองมาจากเงามืด แสงจากดวงตานั้นแตกพร่าดูดุดัน แต่กลับรู้สึกถึงความอ่อนโยนจากดวงตานั้น
ทันใดนั้น เสียงทารกร้องไห้จ้าดังก้องไปทั่วห้วงนิมิต ภาพดวงตามังกรและหยดเลือดมลายหายไป ตัดเข้าสู่โลกความจริงในห้องทำคลอดที่วุ่นวาย
ซาร่า ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเหนื่อยล้า ร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่อและสั่นสะท้านจากความเจ็บปวดที่เพิ่งผ่านพ้นจากการคลอดบุตร
ฟรีด้า (สาวรับใช่ส่วนตัวของซาร่า)
คุกเข่าอยู่ข้างเตียง ในอ้อมแขนประคองทารกที่ห่อผ้าสะอาดไว้ ท่าทางของเธอเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ด้วยความปิติ เธอโน้มตัวยื่นทารกเข้าไปใกล้ๆ เพื่อให้ซาร่าได้เห็นหน้าลูกสาวชัดๆ
"คุณหนู...ปลอดภัยดีค่ะท่านซาร่า..."
ซาร่าใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี เอื้อมมืออันสั่นเทาไปสัมผัสแก้มของทารกเบาๆ พลางยิ้มออกมาทั้งน้ำตาของความดีใจ
เมื่อเห็นว่านายหญิงได้รับรู้แล้ว จึงส่งต่อทารกให้แก่นางกำนัลที่ยืนรออยู่ข้างๆ ดูแลต่อ ก่อนจะรีบปาดน้ำตาที่แก้มแล้วลุกขึ้นพยักหน้าให้คนในห้องดูแลท่านซาร่าให้ดี จากนั้นจึงรีบวิ่งออกไปที่ประตูบานใหญ่
ตัดถาพไปที่โถงหน้าห้อง ปู่แวนยืนกอดอกพิงผนังด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและวิตกกังวล เสียงประตูถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนเขาต้องสะดุ้งสุดตัว
ฟรีด้า วิ่งพรวดออกมาหยุดตรงหน้าปู่แวน หอบหายใจอย่างหนักแต่ดวงตาเป็นประกายด้วยความดีใจ
"นายท่านคะ! ท่านซาร่าคลอดแล้วค่ะ...
ปู่แวน เมื่อได้ยินสิ่งที่สาวใช้พูดและยิ้มหน้าระรื่นตาบานพร้อมพูดขึ้น
"ไหน...ถ้าเช่นนั้นขอข้าเข้าไปดูหลานสุดที่รักของข้าหน่อย" เดินเข้าประตูไปพร้อมรอยยิ้ม พร้อมฟรีด้าที่เดินตามหลังนายท่านเข้ามา
ในห้องนอนของซาร่า ปู่แวนที่เดินมาถึง ข้างๆ เตียงนอนของซาร่าที่นอนอยู่พร้อมกับอุ้มเด็กคนนึงในอ้อมอก
ซาร่าหันมองทางพ่อที่กำลังเดินมา และหันกลับมามองลูกที่อยู่ในอ้อมอกพร้อมกับพูดขึ้น
"หลานสาวจริงๆ ค่ะคุณพ่อ ถ้าอีริคอยู่ตรงนี้เขาจะต้องดีใจมากแน่ๆ"ยิ้มอ่อนโยน
ปู่แวน
"คงจะแน่ล่ะสิเพราะเจ้านั่นอยากได้ลูกสาวมากๆ"
ในขณะนั้น
ฟรีด้า
ยืนอยู่ข้างเตียง สังเกตเห็นใบหน้าของนายหญิงชุ่มไปด้วยหยดเหงื่อ
"ท่านหญิงซาร่าเหงื่อออกเต็มตัวขนาดนี้เลยนี่คะ! สงสัยในห้องจะร้อนอบอ้าวเกินไปแน่ ๆ เลย"
ฟรีด้าทำหน้ากังวล พลางมองไปที่หน้าต่างห้อง"เดี๋ยวฉันไปเปิดหน้าต่างระบายอากาศให้กว้างกว่านี้ก่อนนะคะ อากาศจะได้ถ่ายเทขึ้นบ้าง ท่านหญิงจะได้หายอึดอัด"
ฟรีด้าเดินกึ่งวิ่งไปที่หน้าต่าง จัดการเปิดรับลมให้เข้ามาระบายไอร้อนในห้องครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเดินกลับมาที่โต๊ะข้างเตียงเพื่อหยิบอ่างน้ำและผ้าสะอาด
ซาร่า
"ถ้าอย่างนั้น รบกวนท่านพ่อช่วยอุ้มลูกไว้ก่อนสักครู่นะคะ ข้าจะให้ฟรีด้าช่วยเช็ดหน้าซับเหงื่อให้หน่อย ดูสิ... เหงื่อออกจนชุ่มไปหมดแล้วค่ะ ข้ากลัวว่าเจ้าตัวเล็กจะเหนียวตัวตามจนไม่สบายตัวไปด้วย"
ปู่แวน
โน้มตัวลงนิดหน่อยอ้าแขนรับหลานมาเข้ามาในอ้อมกอดอุ่นนั้นอย่างเต็มใจพร้อมรอยยิ้ม
"มาๆ เจ้าหญิงน้อยของปู่ มาให้ปู่อุ้มให้ชื่นใจหน่อย... เอาล่ะ ฟรีด้า เจ้าช่วยดูแลซับเหงื่อให้นายหญิงของเจ้าเถอะ ดูท่าจะเพลียมากแล้ว"
ฟรีด้า
"เจ้าค่ะ"
และในขณะเดียวกันนั้น
ปู่แวน
"ไหนดูสิเจ้าหญิงน้อยของปู่ "
มือขวาสั่นเทาน้อยๆ ขณะเอื้อมไปเปิดผ้าคลุมหน้าหลานออกช้าๆ ... แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักนิ่งไปทันที
เด็กน้อยลืมตาตื่นขึ้น แววตาคู่นั้นดูเหมือนจะทอประกายสีฟ้าครามวูบหนึ่งอย่างน่าอัศจรรย์ ก่อนจะจางหายไปราวกับตาฝาด
ปู่แวน
แววตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง จนเผลอหลุดพึมพำเสียงแผ่ว "เซเลส..."
ปู่แวนนิ่งงันไปครู่ใหญ่เพื่อรวบรวมสติ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองทุกคนในห้องด้วยน้ำเสียงที่ชชัดเจน
ปู่แวน
"ข้าตัดสินใจแล้ว... ข้าจะให้เด็กคนนี้ชื่อว่า
"เซเลสเทีย"
ซาร่า
ทวนชื่อนั้นซ้ำเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย
"เซเลสเทีย... อย่างนั้นหรือคะท่านพ่อ? ช่างเป็นชื่อที่... ฟังดูแปลก แต่รู้สึกสูงส่งอย่างบอกไม่ถูก" เธอยิ้มตอบด้วยความเต็มใจในชื่อของลูกสาว
ฟรีด้า
"ดีจังเจ้าค่ะ...เป็นชื่อที่ไพเราะมากเลยค่ะนายท่าน คุณหนูเซเลส"
พลันพูดไปและยิ้มไป
แล้วในขณะนั้นมีเสียงฝีเท้าวิ่งตึงตังดังมาจากโถงทางเดิน ตามด้วยเสียงประตูถูกผลักเปิดออกดังปัง! แล้วเด็กชายทั้ง 3 คนก็วิ่งพลุกพล่านเข้ามาในห้องของซาร่า
ฟิวส์ (ลูกชายคนเล็กของซาร่า)
"ท่านแม่ครับ! พวกเราได้น้องสาวจริงๆ ใช่ไหมขอรับ"
พูดขึ้นขณะวิ่งเข้ามาในห้องด้วยสายตาตื่นเต้นและเหนื่อยหอบเล็กน้อย
ฟิวส์
"ท่านแม่ขอรับข้าขอพาน้องไปเที่ยวเล่นกับข้าด้วยได้ไหมครับ"
พร้อมพูดในขณะที่ดีใจและกระโดดโลดเต้น
คาร์ล (แฝดพี่ชายคนกลางลูกชายซาร่า)
"สำรวมหน่อยฟิวส์ น้องยังเล็กอยู่ จะไปวิ่งเล่นกับเจ้าได้ยังไงกัน...แล้วอย่ารบเร้าท่านแม่นัก ให้ท่านได้ผ่อนเสียก่อน"
พร้อมหันหน้าไปมองน้องชายคนเล็กแบบเหนื่อยใจ
เอล (แฝดพี่ชายคนโตลูกซาร่า)
"น้องสาวของข้า... หรือขอรับท่านปู่"
เดินนิ่งสุขุมเข้ามาเป็นคนสุดท้าย ตรงเข้าไปหยุดอยู่ข้างๆ ปู่แวนแล้วถามขึ้นด้วยเสียงเรียบ
ปู่แวน
"ใช่แล้ว...เจ้าดูนี่สิ เจ้าหญิงตัวน้อยของเจ้า"
ค่อยๆ โน้มตัวให้เอลได้เห็นหน้าเด็กหญิงตัวน้อยชัดๆ
เอล
"น้องสาว..." จ้องมองใบหน้าเด็กทารกนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหลุดยิ้มละมุนแล้วพึมพำเบาๆ "...น่ารักจัง"
ฟิวส์
"ท่านแม่ครับ... ทำไม... ทำไมในห้องของท่านแม่ถึงได้ร้อนขนาดนี้ล่ะครับ..."
ทักขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกระหืดกระหอบ พลางยกชายเสื้อขึ้นมาพัดระบายความร้อนรัว ๆ ตัวเขาที่เพิ่งวิ่งฝ่าลมเย็น ๆ จากข้างนอกเข้ามา พอเจออากาศในห้องเลยยิ่งรู้สึกร้อนและเหนื่อยกว่าปกติ
คาร์ล
"ก็เจ้าเล่นวิ่งซนหัวฟัดหัวเหวี่ยงก่อนจะเข้ามาในห้องของท่านแม่นี่ฟิวส์ จะไม่ให้ร้อนก็ไม่แปลกหรอก อยู่เฉย ๆ เสียบ้าง!"
หันไปดุและบ่นน้องชายด้วยสีหน้าเหนื่อยใจตามประสาพี่คนกลางที่เห็นน้องเล็กวิ่งพลุกพล่านจนเหนื่อยเอง
ฟิวส์
"ท่านพี่ก็... ข้าก็แค่อยากมาพาน้องไปเล่นด้วยนี่นา"
ทำหน้ามุ่ยตอบกลับพี่ชายแบบอ้อน ๆ เพราะโดนดุ
คาร์ล
"เจ้านี่มันจริงๆ เลยนะ... แทนที่จะอยู่นิ่งๆ ดีๆเสียบ้างนะ"
พึมพำอย่างระอาพลางส่ายหัวให้ความซนของน้องเล็ก
ปู่แวน
"เอาล่ะๆ พวกเจ้าทั้งสามคน ออกไปข้างนอกกับปู่เถอะ ให้แม่กับน้องของพวกเจ้าได้พักผ่อน"
ปู่แวนเอ่ยพลางค่อยๆ โน้มตัวส่งทารกน้อยคืนสู่อ้อมกอดของซาร่าอย่างแผ่วเบา เมื่อเห็นว่าคนเป็นแม่รับลูกไปดูแลต่อเรียบร้อยแล้ว ชายชราจึงหันกลับมาหาเด็กโตทั้งสามคนแล้วพูดต่อพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"แม่พวกเจ้าก็เหนื่อยมาพอสมควรแล้ว... เดี๋ยวปู่จะพาไปดูอะไรบางอย่างที่หลังบ้าน ดีไหม?"
พูดแทรกขึ้นมาพร้อมยื่นข้อเสนอที่ทำให้เด็กๆ หูผึ่ง
เด็กชายทั้งสามคน : "ขอรับ!"ตอบรับคำของปู่อย่างตื่นเต้นและพร้อมเพียงกัน
ฟิวส์
"ถ้าอย่างนั้น ไว้พรุ่งนี้ข้าจะแวะมาหาน้องสาวกับท่านแม่ใหม่นะขอรับ!"
พูดด้วยรอยยิ้มสดใสแล้วเดินตามท่านปู่ออกจากห้องไปด้วยท่าทางแสบซน
เงาสะท้อนของกาลเวลา
รอบกายตกอยู่ในความเงียบสงบ มีเพียงสายลมเอื่อยที่พัดผ่าน ราวกับกาลเวลากำลังพัดพาเด็กหญิงตัวน้อยให้ค่อยๆ เติบโตขึ้นทีละสายตา
[วัยแรกเกิด]
'เซเลส' ในวัยทารกช่างเปราะบางในห่อผ้าอ้อมสีนวล คนแรกที่ยื่นมืออันเหี่ยวย่นมารองรับเธอไว้คือปู่แวน ฝ่ามือใหญ่ประคองร่างเล็กๆ ไว้บนอกอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าดวงใจดวงนี้จะสลายหายไป
[วัย 1 ขวบ]
วันเวลาเคลื่อนผ่าน เด็กหญิงแก้มกลมเริ่มยืนเตาะแตะบนผืนหญ้า ขาเล็กๆ ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่มั่นคง โดยมีปู่แวนคอยเดินถอยหลังกางแขนรอรับ ทุกครั้งที่เซเลสทำท่าจะล้ม เสียงหัวเราะเอ็นดูของปู่จะดังขึ้นพร้อมยื่นมือมาประคองไว้ทันเสมอ
[วัย 2 ขวบ]
เมื่อปฏิทินพลิกผ่านไปอีกปี เซเลสนั่งแปะอยู่บนตักของปู่แวนในห้องสมุดโบราณ มือเล็กๆ พยายามช่วยเปิดหน้ากระดาษหนังสือเก่าอย่างเอาจริงเอาจัง แม้จะยังอ่านไม่ออกสักตัว แต่ท่าทางตั้งใจนั้นก็ทำให้ชายชรายิ้มกว้างและลูบหัวหลานสาวด้วยความรัก
[วัย 3 ขวบ]
บ่ายวันที่แดดอุ่น ณ ซุ้มศาลาหินอ่อนสีขาว 'ซาร่า' นั่งจิบชาสง่างามโดยมี 'ฟรีด้า' คอยปรนนิบัติอยู่ด้านหลัง ทั้งคู่ทอดสายตามองเซเลสที่วิ่งร่าไล่จับผีเสื้อรอบตัวปู่แวน ชายชราแกล้งวิ่งหลบหลานสาวอย่างสนุกสนาน เป็นภาพความสุขที่สว่างไสวที่สุดในบ้าน
ทว่า... ในเงามืดตรงระเบียงเรือนไม้ 'เอล' พี่ชายคนโตยืนกอดอกพิงเสาเงียบๆ สายตาคู่นั้นจับจ้องลงไปยังน้องสาว แววตานิ่งสงบหากแต่แฝงไปด้วยความหวงแหนและระแวดระวัง ราวกับผู้พิทักษ์ที่พร้อมปกป้องเธอจากทุกอันตราย
[วัย 4 ขวบ]
กาลเวลาหมุนเวียนแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล จากแดดจ้า กลายเป็นฝนพรำ และลมหนาวที่พัดใบไม้ร่วงหล่น เซเลสเติบโตเข้าสู่วัยสี่ขวบ แต่ไม่ว่าฤดูกาลจะเปลี่ยนไปอย่างไร มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยแปรผันตามเข็มนาฬิกา...
* นั่นคือ "มือของปู่แวนที่ยังคงกุมมือของเซเลสเอาไว้เสมอ" ในทุกก้าวที่เธอเดิน *
_____________________________________________
ขอบคุณทุกคนมากๆ เลยนะที่แวะเข้ามาอ่านนิยาย(เหมือนจะใช่ไหมนะ)เรื่องนี้ ????✨
บอกตามตรงเลยว่าเราเป็นคนเรียบเรียงคำพูดไม่ค่อยเก่ง ปกติก็แทบจะไม่ค่อยได้อ่านนิยายเลยด้วยซ้ำ แต่นิยายเรื่องนี้มันเกิดขึ้นมาจากความชอบส่วนตัวของเราล้วนๆ เลย มีการหยิบเอาเรื่องจริงมาผสมบ้าง แล้วก็เสริมเติมแต่งบทขึ้นมาตามจินตนาการ
ตัวเนื้อหาอาจจะกึ่งๆ นิยายบรรยาย ผสมกับบทละครไปบ้าง ถ้าใครอ่านแล้วรู้สึกไม่ถูกใจตรงไหน ต้องขออภัยไว้ด้วยนะ แต่ยังไงก็อยากขอบคุณจากใจจริงที่เปิดใจเข้ามาอ่านเรื่องราวที่เราตั้งใจแต่งเรื่องนี้ค่ะ! ????????