ปริศนาดาววิมุตติ เล่ม 1 ตอนหอคอยห้องสมุด

    เล่ม 1 ตอนหอคอยห้องสมุด 1.33. เรื่องเล่าลือสะพัด

     

    อาจารย์แต่ละคนพยายามดำเนินการสอนในวันนั้นให้เป็นไปอย่างปกติที่สุด แต่ไม่ว่าเหล่าอาจารย์จะไม่พูดถึงเรื่องน้องแพตลูกอาจารย์นิรมลที่เล่นซ่อนหาบนหอคอยห้องสมุดจนถูกปล่อยให้อยู่ที่หอคอยห้องสมุดคนเดียวถึงค่ำ 

     

    เรื่องนี้ไม่ว่าใครก็คุยกันให้แซ่ดในโรงเรียน ยิ่งในช่วงกลางวัน ก็ยิ่งพูดถึงกันใหญ่ จนหลายคนเริ่มหวาดกลัวเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะเอาไปผูกกับเหตุการณ์และเรื่องเล่าลือต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อน

     

    และแล้ว ในช่วงพักสิบห้านาทีตอนบ่าย ทุกคนก็ได้ยินข่าวลือสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือข่าวที่ทางโรงเรียนจะรื้อถอนหอคอยห้องสมุดที่มีอายุมากกว่า 75 ปี!

     

    ในช่วงบ่ายยามแสงตะวันคล้อย ลมพัดมาอีกระลอก ผ่านยอดสนทั้งทิวแถว เด็ดเอาใบร่วงปลิวลอยลงมาที่พื้น ฝุ่นดำรวมกันเป็นสาย บินลอยไปตามลม วนเวียนอยู่เหนือลานกว้างหลังวัด 

     

    สายลมสีดำละลิ่วปลิวกลับเข้าไปทางหน้าต่างที่หอคอยห้องสมุด มันรวมตัวกันเหมือนร่างเด็กนักเรียนชาย แล้วค่อยๆ ไหลลงมาอย่างรวดเร็ว เหมือนร่างของใครที่พลัดตกลงมาจากชั้นบนสุด ลงมายังพื้นถนนแคบด้านหลังที่ครึ้มมืดไปด้วยเงาสน



     

    ในตอนเย็นก่อนที่อาจารย์จะพากันกลับบ้าน ที่หน้าห้องท่านผอ. ก็มีกล่องใส่ซองลงคะแนนเพื่อหยั่งเสียงเรื่องการรื้อถอนหอคอยห้องสมุด การลงคะแนนเสียงการรื้อถอนยังคงดำเนินต่อไป ถึงแม้กระแสให้มีมติรื้อถอนจะรุนแรงขึ้น  

     

    แฮ็มกะแป็งสังเกตว่าวันนี้อาจารย์วิชชามีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าปกติจนเห็นได้ชัด อาจเป็นเพราะเรื่องน้องแพตเกิดขึ้นในห้องสมุดที่อาจารย์วิชชารับผิดชอบอยู่ หรืออาจเป็นเพราะมีข่าวการรื้อหอคอยห้องสมุด สถานที่ซึ่งนับว่าเป็นชีวิตจิตใจของอาจารย์วิชชา 

     

    ว่ากันตามจริง แฮ็มกะแป็งก็ยังไม่เข้าใจนัก ว่าทำไมอาจารย์วิชชาถึงได้ผูกพันกับหอคอยห้องสมุดนัก? 

     

    แฮ็มกะแป็งเห็นอาจารย์วิชชายืนอยู่หน้าประตูห้องท่าน ผอ. อาจารย์วิชชามองไปที่หอคอยห้องสมุดและต้นหางนกยูงที่เติบโตและอยู่เป็นเพื่อนอาจารย์มาโดยตลอด ภาพอาจารย์วิชชายืนทอดถอนใจ แฮ็มกะแป็งเห็นแล้วก็รู้สึกสะท้อนใจ รู้สึกเห็นใจและสงสารอาจารย์วิชชาเหลือเกิน

     

    ภาพลักษณ์ของอาจารย์วิชชาที่แฮ็มกะแป็งประทับใจมาโดยตลอด ก็คือความเก่งกล้าสามารถ ความองอาจ ความมุ่งมั่นที่นำพาทุกชีวิตในโรงเรียนไปสู่ความสำเร็จและความสุข แต่ไม่เคยมีแม้สักครั้งที่เขาจะมีความรู้สึกสงสารอาจารย์วิชชาเหมือนอย่างเช่นวันนี้...

     

    “ไปกันเลยไหมครับอาจารย์วิชชา?” เสียงท่านผอ.ดังมาพร้อมกับเสียงปิดประตูห้อง “อาจารย์วิมลและอาจารย์ประเสริฐก็รออยู่แล้ว”

     

    “ครับ รถพร้อมแล้ว” อาจารย์วิชชาตอบ 

                                                                                                                    

     พออาจารย์วิชชาเห็นแฮ็มกะแป็งเดินมาพร้อมบุ๋นและอาเธอร์ ก็ถามขึ้นว่า 

    “เอ้า พวกเด็ก ๆ ยังไม่กลับบ้านกันอีกหรือ?”

     

    “พวกผมกำลังจะกลับบ้านอยู่พอดีเลยครับ แล้วอาจารย์กับท่าน ผอ.จะไปธุระไหนกันหรือครับ?” แฮ็มกะแป็งถาม

     

    “ท่าน ผอ. และพวกครูจะไปเยี่ยมน้องแพทกันที่โรงพยาบาลน่ะ” อาจารย์วิชชาตอบ

     

    “น้องแพทอยู่ที่โรงพยาบาลไหนครับ? ผมอยากจะไปเยี่ยมน้องด้วย” แฮ็มกะแป็งรู้สึกผิดที่ความประมาทของตนทำให้น้องแพทเกิดเรื่อง

     

    “ไปกับอาจารย์พิชัยพรุ่งนี้เย็นสิ สะดวกไหมล่ะ? นั่งรถโรงเรียนไป” อาจารย์วิชชาแนะ เพราะวันนี้ท่าน ผอ.และอาจารย์นั่งกันเต็มคันรถแล้ว

     

    แฮ็มกะแป็งหันไปพยักหน้ากับบุ๋นเป็นเชิงตกลงกัน แล้วเขาก็หันมาตอบขอบคุณอาจารย์วิชชา หลังจากนั้น พวกเขาทั้งสามคนก็ยกมือไหว้ลาท่าน ผอ.และอาจารย์ที่กำลังจะขึ้นรถไป 

    นายมิตรขับรถโรงเรียนผ่านเด็กนักเรียนทั้งสามคนไปอย่างช้า ๆ แล้วค่อยเร่งเครื่อง พารถออกจากโรงเรียนไป 

     

    “เราจา...ปาย...ด้วยนะ...แฮ็มกะแป็งงง” อาเธอร์พูดขึ้น “พรุ่งนี้...”

     

    “ไปทำไมวะอาเธอร์ เขาไปเยี่ยมคนป่วยกัน ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นนะเว้ย” บุ๋นพูดขึ้น “ไปกับอาจารย์ด้วย มึงงุ่นง่านชักช้า เสียงานเขาหมด”

     

    “ม่าย..งงงงุ่นน..ง่านนนน... ม่ายยย...ช้า หหรออก” อาเธอร์เถียง

     

    “นั่นไง แค่พูดก็ช้าแล้ว อย่าไปเลย เป็นภาระเราเปล่า ๆ” บุ๋นพูดแบบไม่คิด

     

    พอได้ยินคำว่า “เป็นภาระ” อาเธอร์หน้าถอดสีทันที ปิดปากเงียบ ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

     

    แฮ็มกะแป็งตบหลังบุ๋นดังปั้ก “ไม่ใช่เป็นภาระของเรา  บุ๋น..มึงใช้คำพูดไม่ถูก ไปกันเยอะ ๆ น่ะเป็นภาระอาจารย์ เกรงใจอาจารย์น่ะสิถ้าไปกันเยอะ” 

     

    แฮ็มกะแป็งแปลงเรื่องให้อาเธอร์ไม่เสียใจกับคำพูดที่ไม่ได้กลั่นกรองของบุ๋น

     

    บุ๋นดูเหมือนจะรู้ตัวในครั้งนี้ว่าพูดแรงไป จึงเออออตามแฮ็มกะแป็ง “เออ ใช่ กูหมายความแบบนี้แหละ”

     

    “เรา ม่ายยย..ปายยย..ก็..แล้วว กัน” อาเธอร์พูดเศร้าๆ 

     

    ไม่ว่าแฮ็มกะแป็งจะช่วยเปลี่ยนคำพูดอย่างไร อาเธอร์ก็ยังเข้าใจความหมายของบุ๋นอยู่ดี ในขณะเดียวกัน พ่อของอาเธอร์ก็มารับพอดี อาเธอร์หน้าหม่นหมองจนเห็นได้ชัด 

    “เป็นอะไรลูก อาเธอร์ ถูกครูดุหรือเปล่า? ลืมทำการบ้านหรือเปล่า?” พ่ออาเธอร์ถามขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง

     

    อาเธอร์ไม่ตอบ เดินหงอยๆ ขึ้นรถไป พ่ออาเธอร์จึงรีบลาแฮ็มกะแป็งและบุ๋น แล้วขึ้นรถตามอาเธอร์ไป 

     

    พอพ่ออาเธอร์ขับรถออกไปจากโรงเรียน แฮ็มกะแป็งก็หันมาเล่นงานบุ๋นทันที

     

    “บุ๋น กูขอพูดสักทีได้ไหมวะ เวลาจะพูดอะไร มึงนึกถึงจิตใจอาเธอร์หน่อย อาเธอร์น่ะมีความรู้สึกเหมือนพวกเรา บางทีอาจจะอ่อนไหวว่าพวกเราอีกนะ ทุกครั้งที่มีเรื่องทางจิตใจ อาเธอร์จะรับรู้ไวกว่าใครเพื่อนเลย หลายครั้งแล้วนะที่มึงพูดแล้วทำให้อาเธอร์คิดมาก เสียใจ กูขอทีเถอะวะ ไอ้ที่ชอบว่าอาเธอร์ช้า สมองไม่ไว หรือเป็นภาระคนอื่น มึงคบกับอาเธอร์มาตั้งนาน น่าจะรู้ว่าเพื่อนเราคิดมากและอ่อนไหวกับคำพูดอะไรบ้าง”

     

    พอถูกเพื่อนตำหนิเข้าอย่างจริงจัง บุ๋นก็หน้าซีด ยิ้มแหยๆ รู้ตัวว่าผิด 

    “เออ กูผิดไปแล้ว ครั้งหน้าจะระวัง พอดีกูหิวโว้ย พูดอะไรเลยไม่ค่อยได้คิด” 

     

    “มึงน่ะ หิวได้ตลอดเวลา ถึงพูดอะไรไม่คิดตลอดเวลาเหมือนกัน มึงกินให้เยอะๆ นะ พออิ่มแล้วจะได้คิดบ้าง” 

     

    นาน ๆ แฮ็มกะแป็งจะอัดหมัดใส่สักที บุ๋นรู้สึกว่าหมัดนี้ซัดเข้าจนท้องจุกไปเลย


    คล้ายกับเรื่องปริศนาดาววิมุตติ เล่ม 1 ตอนหอคอยห้องสมุด ที่คุณอ่าน