วันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 17.00 น.
บรรยากาศภายในงานศพของน้ำฟ้าอบอวลไปด้วยความโศกเศร้า โดยเฉพาะแม่ครูร้องไห้เสียใจเป็นลมแล้วเป็นลมอีกเมื่อต้องมาเห็นการจากไปของศิษย์รักที่เปรียบเสมือนลูกแท้ ๆ ของตน ลูกศิษย์ลูกหาต่างช่วยกันประคองแม่ครูให้นั่งลงบนเก้าอี้ พร้อมทั้งหาหยูกยามาดูแลแม่ครูไม่ห่าง
ลูกศิษย์ส่วนหนึ่งคอยต้อนรับแขกเหรื่อที่มาร่วมงานอย่างไม่ขาดสาย และลูกศิษย์อีกส่วนหนึ่งเล่นดนตรีไทยบรรเลง ยิ่งทำให้บรรยากาศภายในงานดูเศร้าสร้อยมากกว่าเดิม ศพของน้ำฟ้าวางบนโต๊ะไม้ยาวทรงเตี้ยซึ่งความยาวของโต๊ะพอดีกับร่าง ชุดที่สวมใส่ในวันนี้เป็นชุดกระโปรงสีแดงตัวโปรด บนใบหน้าเติมแต่งด้วยเครื่องสำอาง ทำให้ความตายมิอาจพรากความสดใสของน้ำฟ้าไปได้
เพื่อนรักทั้งสองเดินเข้าแถวรดน้ำศพของน้ำฟ้า เพื่อเป็นการขออโหสิกรรมและเป็นการพบหน้ากันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะนำร่างที่ไร้ซึ่งวิญญาณบรรจุเข้าโลง
“อโหสิกรรมให้พี่ด้วยนะน้ำฟ้าสำหรับทุกเรื่องที่พี่ทำไม่ดีกับน้อง พี่เองก็อโหสิกรรมให้น้องทั้งหมดเช่นกัน” เกียกกายพูดพลางรดน้ำลอยดอกมะลิลงบนมือบางที่แสนจะซีดเซียว ก่อนจะวางขันน้ำใบเล็กลงบนพานและเดินไปรอด้านข้าง ส่วนทีปกรก็ตักน้ำลอยดอกมะลิขึ้นมาบ้างพร้อมทั้งรดลงมือของน้ำฟ้า
“พี่จะ…” คำพูดของทีปกรขาดตอนลงเมื่อสาวตาคมเบิกตาโพลงขึ้น มือเย็นเฉียบจับไปยังข้อแขนของทีปกร ทำให้เจ้าตัวยืนนิ่งแทบหยุดหายใจ
“บอกมันให้มาขอโทษน้ำฟ้า ไม่งั้นวันนี้มันไม่รอดแน่” เสียงอันเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความโกรธแค้น ฟังแล้วรู้สึกเย็นยะเยือกขนลุกวาบไปหมดทั้งตัว เกียกกายเห็นทีปกรยืนนิ่งอยู่นานกว่าปกติจึงเดินเข้าไปสะกิดแขนเบา ๆ
“ไอ้ที”
“เฮ้ย!” ทีปกรอุทานออกมาด้วยความตกใจสะบัดแขนออกจนทำขันใบน้อยตกพื้น พร้อมทั้งมองหน้าน้ำฟ้าอีกครั้ง ทุกอย่างยังคงปกติ ดวงตาก็ไม่ได้ลืมขึ้นเหมือนดั่งตอนแรกที่เห็น ทุกคนในงานต่างหันมามองทีปกรเป็นตาเดียวกันด้วยความตกใจ
“ไม่มีอะไรครับ เพื่อนผมขี้ตกใจ” เกียกกายรีบกู้สถานการณ์เพราะรู้ว่าเพื่อนรักต้องเจออะไรบางอย่างแน่นอน หลังจากนั้นจึงพาเพื่อนรักมานั่งเก้าอี้เพื่อตั้งสติ ทีปกรเล่าเรื่องที่เจอเมื่อครู่ให้เกียกกายฟัง พร้อมทั้งสอดส่องสายตามองหาแพรวไปทั่วทั้งงาน
“อ้าว… พี่กายสวัสดีค่ะ” เสียงคุ้นเคยเหมือนในความฝันปรากฏขึ้น ทำให้เพื่อนรักทั้งสองต่างหันไปมองยังต้นเสียง
“แพรว” ทีปกรพูดเสียงกระซิบ มองหน้าสาวเจ้าอย่างไม่ละสายตา เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดอย่างไรดี
“แหมพี่มองหน้าแบบนี้ หนูก็เขินแย่” แพรวพูดหยอกล้อกับทีปกรโดยไม่รู้จักกาลเทศะเลยสักนิด ใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบานขัดกับงานศพที่อยู่ตรงหน้า
“ตามสบายนะคะ หนูไปเสิร์ฟน้ำด้านโน้นก่อน” แพรวยิ้มหวานให้ทีปกรก่อนจะเดินจากไป
เมื่อแขกเหรื่อทุกคนภายในงานต่างรดน้ำศพเสร็จสิ้นจึงเริ่มบรรจุร่างของน้ำฟ้าลงโลง แม่ครูร้องไห้คร่ำครวญอีกครั้งจับมือน้ำฟ้าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะปิดฝาโลง
ลูกศิษย์ทุกคนต่างวุ่นวายช่วยกันจัดเตรียมสิ่งของต่าง ๆ เว้นเสียแต่แพรวที่เดินเข้ามานั่งข้างทีปกรและเกียกกายในระหว่างที่รอเวลาพระเข้ามาทำพิธี พร้อมทั้งส่งยิ้มหวานให้กับทีปกร เพราะคิดว่าหนุ่มร่างบางจะมีใจให้ตน เกียกกายพยักหน้าให้กับทีปกรเหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้เพื่อนรักเริ่มพูดเสียที
“เอ่อ… น้องแพรวครับ” ทีปกรเริ่มบทสนทนาขึ้น
“ขา” แพรวหันหน้ามาส่งสายตาหวานเยิ้มให้กับทีปกร
“พี่รู้หมดทุกอย่างแล้วนะครับ”
“เรื่องอะไรเหรอคะ”
“น้องแพรวเป็นคนทำให้น้องน้ำฟ้าตกบันได” ใบหน้าหวานหยาดเยิ้มที่ส่งให้กับทีปกรแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในทันที ใจหล่นวูบตกลงตาตุ่มเมื่อมีคนล่วงรู้ความลับที่เก็บซ่อนเอาไว้
“พี่ว่า น้องควรไปขอโทษน้ำฟ้านะครับ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”
“หนูไม่ได้ทำค่ะพี่ น้ำฟ้ามันตกลงมาเอง” แพรวรีบลุกหนีออกจากตรงนั้นทันที
“เดี๋ยว…” ทีปกรจับแขนของแพรวเอาไว้ แต่หญิงสาวกลับสะบัดออกและเดินหนีไป
“เฮ้ย!” ทีปกรอุทานออกมาเบา ๆ ก่อนจะชี้ไปยังศีรษะของแพรว ซึ่งตอนนี้ไม่มีอยู่บนบ่าเสียแล้ว
“ไอ้กาย นะ น้อง ไม่มีหัว”
“อะ อือ” เกียกกายพยักหน้าตอบรับ เพราะตนก็เห็นสิ่งเดียวกับเพื่อนรักเหมือนกัน