12........
เปมิกา ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ไม่หดหู่เหมือนทุกวันอาจเป็เพราะเมื่อคืนนี้หล่อนได้ระบายความอึดอัดทุกข์ใจด้วยน้ำตาและได้พูดคุยกับน้องชายก็ได้จึงรู้สึกดีขึ้น เปมิกาเปิดตู้เสื้อผ้านำชุดฟอร์มบีบีซี. ออกมาสวมใส่ก่อนจะเดินไปที่ห้องน้ำและลงมือขัดห้องน้ำด้วยความกระฉับกระเฉง
“โห..ขัดห้องน้ำแค่นี้ต้องลงทุนใส่ชุดฟอร์มแบ็งก์ด้วย..มันไม่เว่อร์ไม่หน่อยหรือพี่ป่าน.”
ปัญญาโผล่เข้ามาดูพี่สาวด้วยความรู้สึกขบขัน
“ก็นายเป็คนบอกพี่เองไม่ใช่เหรอว่าไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น..พี่ก็ไม่ถือว่าชุดนี้มันจะต้องใช้สำหรับใส่ไปทำงานที่แบ็งก์เท่านั้นแต่สามารถใส่ทำงานบ้าน ขัดห้องน้ำได้สบายมากตอนนี้พี่ไม่รู้สึกช้ำใจที่ได้เห็นชุดนี้อีกแล้วล่ะ...”
“เอาเถอะครับ..เห็นพี่ป่านทำใจได้แล้วปอก็สบายใจ”
เปมิกา ขัดห้องน้ำเสร็จก็ไปทำความสะอาดห้องทุกห้องโดยเฉพาะห้องนอนหล่อนก็จัดใหม่หมด รื้อสิ่งของที่รก ๆ ขับไล่แมลงสาบ ที่อาศัยอยู่ห้องนอนกับหล่อนมานาน่ที่หล่อนบ้าๆ บอ ๆ นอนจมอยู่กับความคิด หล่อนก็เนรเทศให้สัตว์เ่าั้ไปหาที่อยู่ใหม่
เสร็จจากงานบ้าน เปมิกาก็หันไปหาหนังสือมาอ่านประเทืองปัญญาหล่อนอ่านเจอสุภาษิตสอนใจที่โดนใจอย่างจังว่า
“อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าิ่เงินน้อย อย่าคอยวาสนา”
เปมิกา รีบเขียนใส่กระดาษแล้วไปแปะข้อความนั้นเอาไว้ที่ประตูหน้าห้องเป็การเตือนตัวเอง ก่อนจะลงไปซื้อหนังสือพิมพ์มาเลือกบริษัทที่จะสมัครงาน หล่อนตั้งใจที่จะเริ่มออกปฏิบัติการล่าสมัครงานครั้งใหญ่อีกหนโดยการโทรศัพท์ไปสอบถามบริษัทต่าง ๆ ด้วยความหวัง หากบริษัทใดที่ต้องไปสมัครด้วยตัวเองหรือ บริษัทใดให้ส่งจดหมายไปได้หล่อนก็เอาปากกาจดเอาไว้
้าด่วน แม่บ้านทำงานบ้าน ดูแลเด็กและคนชราได้
เปมิกา สะดุดกับประกาศรับสมัครงานในหน้าสุดท้ายหล่อนไม่คิดว่ามันจะทำให้หล่อนสนใจไปได้ แต่เป็เพราะว่าที่ผ่านมา เปมิกาสมัครงานไปหลายที่ไม่เคยได้รับการตอบรับสักแห่งเดียวดังนั้น หล่อนก็น่าจะเริ่มคิดทบทวนแผนการสมัครงานใหม่ ด้วยการลองลดคุณสมบัติของตัวเองลงมาเรื่อย ๆเหมือนที่บางคนตั้งคุณสมบัติของการเลือกคู่ ที่กำหนดไว้เป็สิบ ๆ ข้อ ั้แ่ หล่อรวย การศึกษาดี มีคุณธรรม เป็ต้น
แต่เวลาผ่านไปคานทองเริ่มจะมีมาให้เห็นรำไรก็เลยเปลี่ยนใจเหลือข้อเดียวขอให้เป็ผู้ชายนั้น เปมิกา ก็เลยนำมาประยุกต์ใช้กับการหางานทำในยุคนี้ด้วยการสมัครงานโดยไม่ต้องคำนึงถึงวุฒิปริญญาตรีที่ได้รับอีกแล้ว เมื่อคิดได้เช่นนี้หล่อนก็รีบกดโทรศัพท์ไปสอบถามรายละเอียด
ตำแหน่งแม่บ้านทันที
“ดิฉันสนใจงานแม่บ้านที่ลงประกาศรับสมัครค่ะ..”
เปมิกา บอกวัตถุประสงค์ให้คนรับสายฟัง
“คุณจะต้องมีร่างกายแข็งแรงเพราะจะต้องทำหน้าที่ดูแลทำความสะอาดบ้านทั้งหลังไม่ว่าจะเป็ห้องนอน ห้องน้ำห้องครัว ซักเสื้อผ้า ดูแลคนชราในบ้าน เลี้ยงหมา แมว คอยเปิด-ปิด ประตูให้รถเ้านายเข้าออก ไปจ่ายตลาด ถ้าทำได้ก็มาสมัครเลยนะคะ..”
เปมิกาเหงื่อตกเมื่อได้รับฟังหน้าที่ของแม่บ้านหล่อนนึกภาพตัวเองทำงานบ้านงก ๆ ด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก แต่เปมิกาก็ยังอุตส่าห์พึมพำเบาๆ ว่าพอรับได้
“ตอนนี้เรากำลัง้าด่วนเลยนะคะ..คุณจะมาสมัครวันนี้เลยไหมคะ..”
“เอ้อ..คือฉันยังไม่ได้เตรียมตัวเลยค่ะแต่ลองโทรมาถามดูก่อน”
“ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเลยค่ะแค่คุณไม่มีโรคประจำตัวพร้อมสู้งานหนักแค่นี้ก็พอแล้ว...”
“ต้องมีหลักฐานการสมัครงานอะไรหรือเปล่าคะ..อย่างเช่นหลักฐานการศึกษาอะไรน่ะค่ะ”
เปมิกา ลองถามดูเผื่อว่าใบปริญญาจะทำให้หล่อนได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น
“แค่อ่านออกเขียนได้ก็พอค่ะ..เราไม่ได้รับคนมาใช้ความรู้ความคิดอะไรนี่คะ.แต่.เอามาใช้แรงงาน ออ..แต่ขอแค่บัตรประชาชนพอค่ะ..ตกลงคุณจะเข้ามาเลยไหมคะฉันจะบอกทางให้”
ฟังจากน้ำเสียงแล้ว เปมิกาคิดว่านายจ้าง้าลูกจ้างด่วนจริงๆ ซึ่งถือว่าเป็ครั้งแรกที่มีคน้าให้เปมิกาไปสมัครงานด้วย หล่อนจึงอดที่จะดีใจไม่ได้ แม้จะเป็ตำแหน่งคนรับใช้ก็เถอะ
“แล้วเงินเดือนสักประมาณเท่าไหร่คะ..”
หล่อนลองสอบถามดูก่อนตัดสินใจ
“ปกติสามสี่พันบาทค่ะ แต่ถ้าคุณสนใจจริง ๆ ฉันให้ห้าพันบาทเลยค่ะ.แถมกินฟรีอยู่ฟรีนะคะ.”
เปมิกาวางหูโทรศัพท์ ก็นับนิ้วมือบวกลบคูณหารค่าใช่จ่ายที่เกินรายได้ไปหลายเท่าตัว
“เฮ้อ!…คนรับใช้ขอเป็ทางเลือกสุดท้ายก็แล้วกัน”
หล่อนบอกกับตัวเองอย่างปลงกับชีวิต
“หรือว่าเราจะมองหาอาชีพอิสระดูบ้าง...แต่จะทำอะไรดีล่ะ..”
เปมิกาพึมพำกับตัวเองแล้วหล่อนก็นึกถึงบุรินทร์ขึ้นมา อย่างน้อยบุรินทร์ก็น่าจะเป็ที่ปรึกษาให้หล่อนได้บ้าง
บุรินทร์ไม่รับสายในตอนแรกเปมิกาลองกดไปใหม่อีกครั้ง ก็ได้ยินเสียงไม่คุ้นหู
“รอเดี๋ยวนะ…รินเขาอาบน้ำอยู่..”
หล่อนได้ยินคนรับสายทางโน้นเป็เสียงผู้ชาย
“รินจ๋า…มีผู้หญิงโทรมาแน่ะ..จะรับไหม..”
เสียงของผู้ชายคนเดิมส่งเสียงถามบุรินทร์ด้วยความสนิทสนม ทำให้เปมิการู้สึกแปลกใจที่บุรินทร์ปล่อยให้คนอื่นมารับโทรศัพท์แทนหรือว่าเขาไปทำงานต่างจังหวัดแล้วพักห้องเดียวกับชายผู้นี้ เปมิกา รออยู่เพียงครู่เดียวบุรินทร์ก็มาพูด
“ป่านเหรอ…นึกว่าจะไม่โทรมาง้อเสียแล้ว…”
“ทำไมรินไม่เป็ฝ่ายโทรหาป่านล่ะ..ต้องให้ป่านโทรหาก่อนทุกทีเลยเชียว..”
“ก็ป่านอยากจะเห็นยัยตานั่นสำคัญกว่าผมทำไมล่ะ…” บุรินทร์ทำเสียงเง้างอด
“ไม่พูดถึงคนอื่นแล้วนะคะริน…ที่โทรมาหาก็เพราะป่านมีเื่อยากจะปรึกษา.”
“ทำไมไม่ปรึกษายัยเพื่อนรักปากปีจอของป่านล่ะ..คงให้คำปรึกษาได้ดีกว่าผม..”
น้ำเสียงของบุรินทร์คล้ายยังโกรธเปมิกาอยู่ที่หล่อนให้ความสำคัญเพื่อนมากกว่าเขา
“โธ่ริน..ยังไม่หายงอนป่านอีกเหรอคะ..อุตส่าห์โทรมาง้อแล้วนะ..”
“เออ..ป่าน..ตอนนี้ผมไม่สะดวกคุยนะพอดีงานผมยุ่งน่ะเอาไว้อาทิตย์หน้าจะรับไปทานข้าวด้วยกันนะ แค่นี้นะป่าน..”
น้ำเสียงตอนท้ายของบุรินทร์ดูร้อนรนชอบกลแต่เปมิกาก็เข้าใจว่าเขาคงจะรีบออกไปทำงาน
“พี่ป่าน...ปอไปก่อนนะ..”
ปัญญา เดินออกมาจากห้องของเขาในชุดเสื้อกางเกงยีนส์ทั้งชุด
“อ้าว...จะไปเที่ยวหรือไงถึงได้แต่งชุดยีนส์ทั้งชุดแบบนี้” เปมิการู้สึกแปลกใจ
“ปอรู้ว่าพี่ป่านเครียดที่หางานทำไม่ได้ แล้วพี่ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายทุกวัน ปอก็เลยต้องออกหางานพิเศษทำเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้พี่ป่านไงครับ..”
“ปอ…”
เปมิการู้สึกซาบซึ้งใจที่น้องชายของหล่อนคิดเป็
“ไม่ต้องร้องไห้ซึ้งใจกับน้องชายก็ได้พี่ป่าน…” ปัญญาแซวพี่สาว
“ก็นายรู้จักคิดอะไรดี ๆ แบบนี้ก็ต้องซึ้งกันหน่อยล่ะ..แล้วนี่กำลังจะออกไปหางานทำใช่ไหมแต่เอ๊ะ..ใส่ชุดแบบนี้มันจะเหมาะเหรอปอ”
“ไม่ได้ออกไปหางานทำครับ..แต่ออกไปทำงาน…ปอได้งานแล้วเขาให้เริ่มงานวันนี้…”
ปัญญาทำท่ายืดอกอย่างภาคภูมิใจ
“จริงเหรอ…แต่อีกไม่กี่เดือนปอก็จะเรียนจบแล้วนะ”
เปมิการู้สึกตื่นเต้นแกมกังวลไปด้วย
“ไม่ต้องห่วงครับ…งานนี้ไม่กระทบการเรียนหรอกครับเพราะทำเป็จ๊อบ ๆ เสร็จเมื่อไหร่ก็รับงานชิ้นใหม่ต่อ…ต้องทำกันเป็ทีมครับ…”
เปมิกาไม่ทันที่จะอ้าปากถามว่าเป็งานอะไรปัญญาก็บอกว่าต้องรีบไปแล้ว หล่อนรู้สึกสบายใจที่น้องชายรู้จักรับผิดชอบช่วยเหลือตัวเองได้บ้างแล้ว
นภาพร โทรศัพท์หาธีรยุทธหล่อนบอกเขาว่าจะต้องพาครอบครัวของสมรไปเที่ยวที่เชียงใหม่ ซึ่งครั้งนี้ นภาพรไม่ได้รบเร้าให้ธีรยุทธร่วมเดินทางไปด้วยทั้งที่หล่อนรู้ว่ามารดาของธีรยุทธออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้านแล้ว
“เอาไว้แมวกลับจากเชียงใหม่จะมาหาธีมที่บ้านพร้อมข่าวดีของเรานะคะ…”
“ข่าวดีของเราเหรอ…ข่าวอะไรบอกธีมก่อนได้ไหม..” ธีรยุทธอยากรู้
“บอกตอนนี้ก็ไม่เซอร์ไพรส์ซิคะ..รอแมวกลับมาก่อนนะคะธีม..”
“ก็ได้ครับ…แล้วแมวจะไปกี่วัน”
“คงหกเจ็ดวันค่ะ..แต่ถ้าพี่หมอนเกิดติดใจอยากอยู่ต่อก็อาจจะมากกว่านั้นแต่ไม่น่าจะเกินหนึ่งเดือนนะคะแล้วแมวจะโทรหาธีมอีกทีนะคะ…”
“เดินทางดี ๆ นะ รักษาตัวให้ดีด้วยธีมเป็ห่วง…”
นภาพรเงียบไปเมื่อได้ยินประโยคนี้ของเขา
“แมว…ทำไมเงียบไป..ฟังธีมอยู่หรือเปล่าคิดถึงนะ..”
“ค่ะ..แมวก็…ก็คิดถึงธีมเหมือนกัน..”
ธีรยุทธ วางสายไปแล้วแต่นภาพรยังถือโทรศัพท์ค้างอยู่อย่างนั้นด้วยความเลื่อนลอย กระทั่งปรางทองทักขึ้น
“ไปเก็บเสื้อผ้าได้แล้วยัยแมว…พ่อมาร์คเขามารอนานแล้วเดี๋ยวไปขึ้นเครื่องไม่ทันหรอก”
นภาพร สะดุ้งหล่อนจึงรีบขึ้นไปที่ห้องทันที การที่หล่อนยอมรับปากมารดากับพี่สาวว่าจะยอมแต่งงานกับมาร์ค ก็เพื่อเป็การลดแรงกดดันของมารดากับพี่สาวที่เร่งรัดหล่อนกับมาร์คหล่อนจึงต้องวางแผนบอกปรางทองไปว่า จะขอเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่กับมาร์คเพื่อสร้างความสนิทสนมให้มากขึ้นก่อนที่จะแต่งงานกัน ทว่า..ความจริงหล่อนมีข้อตกลงกับมาร์คไว้แล้ว โดยหล่อนยินดีที่จะอยู่กับมาร์ค ตลอดเวลาใน่ที่ไปเที่ยวด้วยกันแต่มาร์ค จะต้องให้ความช่วยเหลือคนรักของหล่อนตามที่หล่อนเรียกร้อง
นวลพรรณ ทราบเื่บริษัทของลูกชายประสบปัญหาแล้วและนางยอมรับการตัดสินใจของธีรยุทธที่ตัดใจขายรถบีเอ็มดับบลิวที่เขาเพิ่งซื้อมาได้ไม่นานนั้นไปเพื่อนำเงินไปจ่ายค่าจ้างพนักงาน
“ต่อไปนี้แม่ก็จะย้ายที่รักษาตัวจากโรงบาลเอกชนไปที่โรงบาลรัฐบาล…จะได้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายอีกทางหนึ่ง แม่พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ต่อไปนี้ค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวแม่จะจ่ายเองรวมทั้งค่าจ้างของสมจิตรด้วย ส่วนธีมก็รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ ไป”
นวลพรรณ จัดแจงให้ลูกชายเสร็จสรรพ ธีรยุทธรู้สึกสบายใจมากขึ้นที่มารดายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาได้ โดยที่อาการป่วยไม่ได้ทรุดหนักลงไปอย่างที่เขากังวลแต่แรกอีกทั้งยังสามารถแก้ไขปัญหาบางส่วนให้เขาอีกด้วย
“ถ้าคุณธีมไม่บอกคุณแม่..ป่านนี้ปัญหาทุกอย่างก็จะยิ่งแย่สุมหนักให้ต้องกลุ้มกว่านี้นะคะ”
สมจิตร บอกแก่ธีรยุทธ ซึ่งเขาก็เห็นด้วย แต่สิ่งที่เขาคัดค้านมารดามีเพียงเื่เดียวคือ มารดาแนะนำให้เขาขายบ้านหลังนี้ แล้วไปซื้อทาวเฮ้าส์หลังเล็ก ๆ อยู่ ที่เขาต้องคัดค้านเพราะรู้ว่าบิดามารดาเคยต่อสู้กันมาด้วยความยากลำบากกว่าจะได้บ้านหลังงามในเนื้อที่200 ตารางวาหลังนี้ ซึ่งบิดาเป็คนคิดออกแบบก่อสร้างเองควบคุมงานด้วยตัวเอง มันจึงเป็บ้านแห่งความรักความผูกพัน ถ้าเขาขายไปคงจะรู้สึกเศร้าใจมากกว่าขายรถอีกหลายเท่านัก
“เงินทองเป็ของนอกกายนะธีม…วันนี้เราล้มเราต้องแก้ปัญหาให้รอดก่อน อะไรที่ขายได้ แล้วทำให้ชีวิตเราอยู่ต่อไปได้ก็ต้องทำ..เราต้องจมให้ลงนะลูก อย่ายึดติดอยู่กับอะไร”
นวลพรรณ บอกให้เขาตัดสินใจเื่ที่จะขายบ้านเพื่อนำไปชำระหนี้สินและเริ่มต้นในการทำธุรกิจใหม่
“ขายบ้านได้เงินก้อนมา เราก็หาที่อยู่ใหม่อาจจะซื้อตึกแถวทำมาค้าขายก็ได้”
นวลพรรณ พูดต่อเมื่อเห็นว่าลูกชายกำลังฟังอยู่โดยไม่ได้คัดค้าน
“ใช่ค่ะคุณธีม..ป้าพอมีฝีมือทำอาหารอยู่บ้างเราเปิดขายข้าวแกงก็ได้นะคะ..” สมจิตรเสนอ
“เอาเถอะครับ..เราอย่าเพิ่งพูดเื่ขายบ้านกันตอนนี้เลยผมขอจัดการเื่ที่จะขายรถก่อนก็แล้วกัน”
เขาสรุป ทำให้นวลพรรณพยักหน้ายอมรับการตัดสินใจของลูกชาย