เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เล่มที่ 2 บทที่ 57 ซูเจี่ยนอันยอดนักดับเพลิง

            เสื้อผ้าที่คุณเลขาเลือกมาถูกใจเธอทุกอย่างไม่รู้ว่าเพราะเตรียมตัวมาดีหรือเป็นเพียงความบังเอิญเสื้อผ้าทุกชิ้นต่างเป็นสไตล์ลำลองดูเรียบง่ายอย่างที่เธอมักใส่อยู่เป็นประจำแถมสีก็ยังเป็นสีที่เธอชอบอีก

            เธอสวมเสื้อโค้ทตัวบางสำหรับฤดูใบไม้ผลิเพื่อป้องกันความหนาวส่วนเสื้อผ้าที่เหลือเธอจัดการวางไว้ในรถ

            คนขับถามเธอว่า“คุณนายลู่อยากจะไปที่ไหนครับ”

            ซูเจี่ยนอันยิ้มบางตอบกลับไป“คงไปไม่ไกลมากค่ะ แค่เดินเล่นแถวนี้”

            นี่ก็มืดแล้วจะไปไหนไกลๆ คงไม่ทัน แต่ถ้าจะให้นอนเล่นอยู่ในห้องที่โรงแรมเธอก็เสียดายเวลาสู้ออกไปเดินเล่นตามท้องถนนเพื่อฆ่าเวลาดีกว่า ไม่แน่อาจจะได้เจอได้เห็นอะไรใหม่ๆ

            คนขับพยักหน้าจากนั้นจึงขับรถตามอยู่ข้างหลังซูเจี่ยนอันอย่างเว้นระยะห่างกำลังดีเพื่อไม่เป็นการรบกวนเธอในขณะที่กำลังเดินเล่นอย่างสบายใจ

            ซูเจี่ยนอันเดาว่านี่คงเป็นคำสั่งของลู่เป๋าเหยียนจึงไม่ได้พูดอะไรเธอเข้าไปซื้อชานมวานิลลาที่ร้านกาแฟตรงหัวมุมถนน จากนั้นก็ค่อยๆ เดินไปตามฟุตบาทเมื่อเดินเลี้ยวไปอีกทาง ภาพของถนนคนเดินที่อยู่ท่ามกลางตึกสูงก็ปรากฏตรงหน้า

            เวลานี้เป็นช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลายของคนเมืองผู้คนต่างจูงมือคล้องแขนกันเดินเข้าไปดูของร้านแล้วร้านเล่าและกลับออกมาพร้อมสินค้าที่ตนถูกใจ รอยยิ้มของพวกเขาดูสนุกสนานและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต

            ราวกับจังหวะการใช้ชีวิตของคนที่นี่ช้าลงเพราะผู้คนเหล่านี้อย่างไรอย่างนั้นซูเจี่ยนอันเริ่มรู้สึกผ่อนคลายลงโดยอัตโนมัติ

            ตั้งแต่แต่งงานกับลู่เป๋าเหยียนทุกวันของเธอถ้าไม่มีเรื่องน่าตกใจก็มีแต่เรื่องให้ยุ่งจนหัวหมุน จนเธออยากให้หนึ่งวันมีสักสี่สิบแปดชั่วโมงจึงแทบไม่มีโอกาสที่จะได้ผ่อนคลายแบบนี้

            ท่าทางเธอจะต้องขอบคุณลู่เป๋าเหยียนที่พาเธอมายังเมืองแปลกหน้าแห่งนี้แล้วล่ะ

            เมื่อเดินตัดผ่านถนนคนเดินไปก็เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจของเมืองแม่น้ำซึ่งเป็นดั่งน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตของคนเมืองนี้ตัดผ่านศูนย์กลางธุรกิจแห่งนี้ริมฝั่งแม่น้ำด้านนี้เต็มไปด้วยตึกสูงตะหง่านที่มีป้ายโฆษณาและตึกอาคารอันเป็นเอกลักษณ์ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นเขตที่อยู่อาศัยอันหรูหราที่มีแสงไฟกำลังส่องสว่างอยู่หลายหลังคาเรือนเมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ภาพของดาวน้อยใหญ่ก็ช่างสวยงามจับตา

            ซูเจี่ยนอันเดินไปตามเรื่อยๆจนถึงสวนสาธารณะ เธอนั่งลงบนเก้าอี้ม้านั่งเพื่อรับลมเย็นๆ พลางฟังเสียงของน้ำในแม่น้ำที่ถูกพัดมากระทบฝั่งอย่างผ่อนคลาย

            เมื่อเทียบกับเธอแล้วลู่เป๋าเหยียนในตอนนี้ยุ่งจนแทบอยากจะแยกร่าง

            ที่จริงวันนี้เขาต้องรีบมาจัดการธุระที่เมือง G แต่หากเขาไม่อยู่บ้านซูเจี่ยนอันคงได้วิ่งไปโรงพยาบาลหาเจียงเส้าข่ายทุกวันแน่เขาจึงคิดแผนการเพื่อพาเธอมาเมืองนี้ด้วยกัน ซึ่งทำให้ใช้เวลาค่อนข้างมากแถมเมื่อกี้ยังวกกลับไปกินข้าวกับเธออีก ยิ่งทำให้ล่าช้ามากขึ้นกว่าเดิมพอเขามาถึงบริษัทจึงรีบลงมือทำงานจนแทบไม่มีเวลาหายใจ ไหนจะยังต้องเข้าประชุมอีก

            กว่าการประชุมจะจบลงก็สี่ทุ่มกว่าแล้วเลขายื่นกาแฟมาให้เขา

            “ท่านผอ.คะดิฉันได้จัดการส่งเสื้อผ้าไปให้คุณนายลู่ตามที่สั่งเรียบร้อยแล้วค่ะ เธอชอบมากและยังถามดิฉันอีกว่าคุณจะกลับไปเมื่อไร”

            ฝีเท้าที่กำลังก้าวอย่างเร่งรีบของเขาถึงกับหยุดชะงัก“เธอถามว่ายังไง”

            “เธอถามดิฉันว่าพวกเราต้องทำงานถึงกี่โมงดิฉันจึงตอบไปว่าประมาณเที่ยงคืน สีหน้าเธอดูผิดหวังทีเดียวค่ะ”เลขานิ่งคิดอย่างลังเลอยู่ชั่วครู่จึงพูดต่อว่า “ผอ.คะ ดิฉันขอถามอะไรได้ไหมคะคุณนายมาที่นี่เป็นครั้งแรกหรือเปล่าคะ”

            “อืม”

            ก่อนเรียนจบมหาวิทยาลัยซูเจี่ยนอันไม่ค่อยได้ออกไปไหนแต่หลังจากได้ไปเรียนต่อที่อเมริกา เธอก็เริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวตามที่ต่างๆแต่ส่วนใหญ่เธอจะไปยุโรปหรือไม่ก็เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้มาเมือง G

            “ถ้าอย่างนั้นดิฉันคิดว่าคุณควรรีบกลับไปหาเธอจะดีกว่านะคะ”เลขาสาวแนะนำ “ยังไงเธอก็เป็นผู้หญิง มาต่างเมืองครั้งแรกแถมยังมากับคนรักแบบนี้ถ้าวันแรกปล่อยให้เธออยู่โรงแรมตัวคนเดียว ถึงเธอจะเข้าใจว่าคุณยุ่งก็ตามแต่สุดท้ายก็คงรู้สึกเหมือนตัวเองโดนทิ้งอยู่บ้างล่ะค่ะ”

            ซูเจี่ยนอันไม่ใช่คนที่ชอบทำตัวติดกับคนอื่นเรื่องนี้ลู่เป๋าเหยียนรู้ดีแต่เมื่อถูกเลขาพูดแบบนี้ เขาจึงวางกาแฟในมือลง

            “ให้พวกเขาเลิกงานได้”

            พูดจบเขาก็เดินตรงไปที่ลิฟต์ทันที

            เมื่อเลขาสาวเดินไปแจ้งให้ทุกคนเลิกงานบรรดาพนักงานที่เตรียมใจทำโอทีจนดึกต่างพากันประหลาดใจ โดยเฉพาะเสิ่นเยว่ชวน

            “ผอ.ลู่ล่ะ?”

            “กลับไปหาภรรยาแล้วค่ะ”เลขาตอบพลางยิ้มตาหยี “คนที่มีภรรยาหรือมีแฟนแล้วก็รีบกลับบ้านไปหาพวกเธอเถอะค่ะส่วนที่ไม่มีก็รีบกลับไปพักผ่อนจะดีกว่า พรุ่งนี้ยังมีศึกหนักรอพวกคุณอยู่”

            แต่ละคนพากันบิดขี้เกียจอย่างเหนื่อยล้าเสิ่นเยว่ชวนปิดโน้ตบุ๊คของตนลง

            “อาซ้อเป็นฮีโร่ของพวกเราแท้ๆ...”

            ในตอนนั้นฮีโร่ของพวกเขากำลังนั่งหย่อนกายอยู่ริมแม่น้ำ

            ตอนนี้ก็เริ่มดึกแล้วที่สวนสาธารณะจึงเริ่มเงียบสงบ ไฟข้างทางดับลงเหลือเพียงครึ่งมีเพียงเสียงน้ำกระทบฝั่งเท่านั้นที่ยิ่งชัดเจนเมืองอันแสนวุ่นวายได้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน

            ชานมในมือเธอยังอุ่นๆ อยู่ในขณะที่เธอกำลังยกมันขึ้นมาดื่ม จู่ๆ ก็มีชายแปลกหน้าสองคนปรากฏตัวที่ตรงหน้า

            “สาวน้อยไปเดินเล่นกันไหมจ๊ะ”

            ชายทั้งสองคนยิ้มยิงฟันเหลืองๆของพวกเขาพลางส่งสายตาหื่นกระหาย จนซูเจี่ยนอันเริ่มรู้สึกรังเกียจขึ้นมา

            “ดึกขนาดนี้มานั่งตรงนี้อยู่คนเดียวคงจะเหงามากล่ะสิใช่ไหม” ชายคนหนึ่งในนั้นยื่นมือมาแตะหน้าเธอ“งั้นเดี๋ยวพวกพี่พาน้องไปเที่ยวดีไหม”

            ซูเจี่ยนอันไม่ชอบให้คนแปลกหน้ามาโดนตัวเธอเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเธอเบือนหน้าหลบ จากนั้นจึงจับมือชายคนนั้นและบิดอย่างแรงมือของเขาพลิกไปอีกทางจนเขาส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด

            “ไสหัวไปซะ”น้ำเสียงของเธอในตอนนี้เย็นเยืยบเหมือนลู่เป๋าเหยียนไม่มีผิดพูดจบเธอก็สะบัดมือชายคนนั้นออกไป

            แน่นอนว่าพวกเขาไม่คิดจะยอมแพ้ให้กับผู้หญิงอายุไม่เกินยี่สิบต้นๆอย่างเธออยู่แล้ว จึงส่งกำปั้นหนักๆ ลงมาทันที“วันนี้ไม่ว่ายังไงพวกพี่คงต้องพาเธอไปให้ได้แล้วล่ะสาวน้อย!”

            ในขณะที่ซูเจี่ยนอันกำลังประเมินว่าตนพอจะสู้ชายสองคนนี้ได้หรือไม่จู่ๆ คนขับรถก็พาบอดี้การ์ดสองคนเดินมาหาเธอจากนั้นพวกเขาก็จัดการลากชายหื่นกามตรงหน้าเธอเข้าป่าเล็กๆ ด้านหลังไปไม่นานเสียงร้องโอดโอยก็ดังลอยมา...

            ซูเจี่ยนอันยังไม่ทันตั้งสติเงาของคนก็พาดผ่านลงมาจากด้านบนศีรษะของเธอตามด้วยเสียงฝีเท้าอันคุ้นเคยที่ดังเข้ามาใกล้

            อ้าว? ไหนบอกว่าเที่ยงคืนกว่าถึงจะเสร็จงาน?

            เธอหันกลับไปมองอย่างเซอร์ไพรส์เป็นลู่เป๋าเหยียนจริงๆ ด้วย

            แสงไฟสลัวสีขาวส่องลงบนใบหน้าคมทำให้เครื่องหน้าของเขายิ่งดูหล่อเหลากว่าทุกที เขากำลังขมวดคิ้วตามมาด้วยเสียงที่ดังขึ้นก่อนเจ้าตัวจะเดินมาถึงเสียอีก

            “ซูเจี่ยนอันรู้ตัวหรือเปล่าว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว”

            อยู่ด้วยกันมาได้สักระยะซูเจี่ยนอันเริ่มรู้จักนิสัยเขาบ้างแล้วเวลาโกรธเขามักจะเรียกชื่อเธอเต็มยศอย่างนี้นี่เอง

            แต่เขาจะโกรธเธอก็คงไม่แปลกเพราะตอนนี้ก็เป็นเวลาห้าทุ่มแล้ว ทั้งสวนสาธารณะไม่มีใครอยู่เลยสักคนแถมว่ากันว่าการรักษาความปลอดภัยในเมืองนี้ก็ไม่ค่อยดีอีกด้วย การที่หญิงสาวมานั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียวในสถานที่แบบนี้ต้องใช้ความกล้าขนาดไหนกันเมื่อกี้เธอแค่ถูกแซวนิดหน่อยก็นับว่าโชคดีแค่ไหนแล้ว

            ซูเจี่ยนอันลุกขึ้นพลางพูดเสียงเบา“เลขานายบอกว่า กว่านายจะกลับก็คงเที่ยงคืนให้ฉันอยู่คนเดียวที่โรงแรมน่าเบื่อจะตาย”

            นี่เธอกำลังโทษเขา?

            ลู่เป๋าเหยียนปรายตามองไปเสียงร้องที่ดังออกมาจากป่าด้านหลังจากนั้นจึงยื่นมือมาหาเธอ

            “กลับโรงแรมกับฉัน”

            “อืม”ซูเจี่ยนอันตอบกลับไป พลางส่งมือปล่อยให้เขาจูงเธอเดินผ่านลานกว้างของเมือง

            เธอเดินช้ากว่าเขาอยู่หนึ่งก้าวสายลมที่พัดผ่านทำให้กลิ่นกายหอมอ่อนๆ ของเขาลอยเข้าจมูกเธอเธอมองแผ่นหลังของเขาที่ตั้งตรงดั่งต้นไวท์พอปลาร์1ย่างก้าวที่ดูน่าเกรงขาม ซึ่งทำให้ทุกคนยอมทำตามเขาทุกอย่างโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดทั้งหมดนี้ทำให้เธอรู้สึก...สบายใจ

            “นายกลับมาเร็วแบบนี้งานเสร็จแล้วเหรอ” เธอถาม

            ลู่เป๋าเหยียนมองเธอสายตาเย็น“ถ้าฉันไม่กลับมา รู้ไหมว่าพวกนั้นจะลงมือทำอะไรเธอ”

            “รู้สิ”เธอตอบอย่างไม่ใส่ใจ “แต่ฉันประเมินดูแล้วทักษะการต่อสู้ของพวกเขาอ่อนด้อยกว่าพี่น้องตระกูลเส้าอีกนะ...”

            ลู่เป๋าเหยียนไม่รู้ว่าเธอไปเอาความกล้าหาญแบบนี้มาจากไหนว่าแล้วก็ยิ้มออกมา

            “ถ้าเธอประเมินพวกเขาผิดไปล่ะ”

            ซูเจี่ยนอันตอบอย่างไม่ต้องคิด“นายก็กลับมาแล้วนี่ไง!”

            เธอพูดด้วยสีหน้าพอใจเล็กๆ

            เพราะว่าเขากลับมาแล้วต่อให้เธอประเมินพวกนั้นผิดก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างไรก็ยังมีเขาคอยช่วยเธอ

            ส่วนเรื่องที่ว่าเธอเคยชินกับการส่งมือให้เขาพาเดินจูงไปนู่นไปนี่ตั้งแต่เมื่อไรก็คงตั้งแต่ตอนที่เขาเริ่มช่วยเธอออกจากอันตรายทุกครั้งละมั้ง

            ชีวิตหลังการแต่งงานสามเดือนของเธอเธอปล่อยใจให้ทุกอย่างมันเป็นไปจนถึงขั้นนี้

            เดิมทีลู่เป๋าเหยียนยังรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้างแต่คำพูดของเธอดับเพลิงที่คุกรุ่นอยู่ในใจของเขาได้อย่างชะงัดแค่เพียงรอยยิ้มที่เธอส่งมาให้ ก็ทำให้เชื้อเพลิงดังกล่าวมอดลงอย่างสิ้นเชิง

            เขาจูงมือเธอและเร่งฝีเท้าเพื่อเดินกลับโรงแรมให้เร็วขึ้น

            ซูเจี่ยนอันขาสั้นกว่าเขามากเพื่อที่จะตามฝีเท้าเขาให้ทัน เธอต้องเดินเร็วขึ้นกว่าเดิมมากจึงถามออกไปอย่างสงสัย

            “นายเป็นคนเดินเร็วแบบนี้เสมอเหรอ”

            “ฉันไม่อยากเสียเวลาไปกับการเดินบนถนน”เขาพูดเสียงเย็น

            ซูเจี่ยนอันลองคิดดูก็เห็นด้วยคนงานยุ่งอย่างเขาคงไม่มีเวลามาเดินลอยชายเหมือนเธอ

            เธอจึงไม่ได้พูดอะไรออกไปอีกจู่ๆ ลู่เป๋าเหยียนก็เหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ เขาชะลอฝีเท้าและหันหน้ามาถามเธอ

            “อีกหน่อยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนถ้าดึกขนาดนี้แล้วห้ามอยู่คนเดียวข้างนอกอีกเข้าใจไหม”

            สายตาจริงจังของเขาจ้องมองเธอเหมือนกับจะดูดเธอเข้าไป

            “อืม”ซูเจี่ยนอันตอบรับเขากลับไปอย่างงงๆ แล้วจึงนึกขึ้นได้ว่านี่เขากำลังกำชับเธออย่างเป็นห่วงงั้นเหรอว่าแล้วมือที่ถูกเขากุมอยู่ก็เริ่มร้อนขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ ความร้อนค่อยๆ ลามเข้าไปสู่หัวใจและไล่ขึ้นไปยังใบหน้า

            ในใจของเขาคงมีพื้นที่ให้เธออยู่บ้างใช่หรือเปล่า?

            ในค่ำคืนอันมืดมิดเหลือเพียงแสงไฟจากยอดตึกสูงที่ยังคงส่องสว่างอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยดวงดาวที่สุกสกาวราวกับอยู่ใกล้พวกเธอเพียงแค่เอื้อมแสงไฟสีขาวตามทางเดินที่ทอดผ่านเข้ามาสะท้อนเงาของเธอกับเขาที่เดินอยู่เคียงข้างกันสายลมแผ่วเบาที่พัดกลิ่นอายของเขาเข้ามาในลมหายใจของเธอทุกสิ่งทุกอย่างทำให้เธอรู้สึกสบายใจเป็นที่สุด

            เมื่อกลับมาถึงโรงแรมลู่เป๋าเหยียนก็หยิบชุดจากกองเสื้อผ้าของเธอ ที่ไม่รู้ว่าคนขับรถเอาขึ้นมาเก็บไว้ให้ตั้งแต่เมื่อไรพลางพูดว่า

            “ไปอาบน้ำ”

            อ่างจากุชชี่ที่นี่เป็นแบบเดียวกันกับที่บ้านที่ข้างอ่างมีเทียนหอมและไวน์แดงราคาแพงตั้งอยู่ ซูเจี่ยนอันเทไวน์แดงใส่แก้วจากนั้นจึงลงแช่น้ำอย่างสบายอารมณ์ แต่เมื่อแช่เสร็จก็พบว่าชุดนอนที่เลขาสาวซื้อมาให้เธอนี่มันทดสอบความหนาบนใบหน้าของเธอชัดๆ!

            เนื้อผ้าทั้งบางทั้งสั้นอย่างเดียวไม่ว่าแต่สายเดี่ยวเส้นน้อยที่มีก็เหมือนไม่มีนี่มันอะไรกัน? ไหนจะดีไซน์ที่เข้ารูปโชว์สัดส่วนอีกใส่ก็เหมือนกับไม่ได้ใส่อย่างไรอย่างนั้น

            หรือว่านี่จะเป็น...ชุดนอนยั่วสวาทในตำนาน?

            พรุ่งนี้เธอจะต้องไปซื้อชุดใหม่!

            เธอคิดอย่างหงุดหงิดพลางเดินออกจากห้องน้ำในขณะเดียวกันคนที่ยืนคุยโทรศัพท์เพิ่งเสร็จอยู่ที่ระเบียงอย่างลู่เป๋าเหยียนก็หันกลับมาพอดี

            คนสองคน ตามองตา

            วินาทีแรกซูเจี่ยนอันตาเบิกกว้าง

            วินาทีที่สอง สมองเธอขาวโพลนอย่างกับโดนไฟช็อต

            วินาทีที่สาม เธอรีบพุ่งไปคว้าเสื้อคลุมพลางจ้องลู่เป๋าเหยียนอย่างตกใจ“นายทำไมยังอยู่ในห้องนี้!”

            น่าอายที่สุด!ถ้ารู้ว่าลู่เป๋าเหยียนยังอยู่ เธอยอมขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำไม่ออกมาเลยดีกว่า!

            “ไม่ให้ฉันอยู่ในห้องนี้แล้วจะให้ไปอยู่ที่ไหน” ลู่เป๋าเหยียนยิ้มมุมปากอย่างขำๆ

            ซูเจี่ยนอันจึงรู้ตัวว่าทางโรงแรมไม่ได้จัดให้เธอกับลู่เป๋าเหยียนนอนแยกห้องกัน

            พูดง่ายๆ ก็คือคืนนี้พวกเธอสองคนต้องนอนห้องเดียวกัน?

    **********************

    1 White Poplar หรือต้นไป๋หยาง เป็นต้นไม้ลำต้นตรงแข็งแกร่ง นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายในประเทศจีน โดยเฉพาะทางเหนือ เช่น นครปักกิ่ง

    คล้ายกับเรื่องเจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่ ที่คุณอ่าน