เหนือหน้าผาสูงชันที่ขนาบข้างหุบเขาหมอกมรณะ บรรยากาศด้านบนกลับเงียบสงบผิดกับความวุ่นวายเบื้องล่าง บนยอดหินแหลมมีร่างของชายสองคนในชุดศิษย์สีครามเข้มของสำนักกระบี่เมฆาครามยืนจดจ้องลงไปยังกลุ่มสตรีในชุดสีฟ้าที่กำลังถูกฝูงอสูรล้อมกรอบ
หนึ่งในนั้นคือ "มู่หรง" หรือศิษย์พี่สามผู้มีฉายาว่า "เงาสังหาร" เขาคือมือขวาที่ซื่อสัตย์ที่สุดของ ซ่งฉือ
"ศิษย์พี่มู่หรง ธูปกระตุ้นอสูรเริ่มออกฤทธิ์เต็มที่แล้วครับ พวกนางเริ่มจะต้านไม่ไหวแล้ว" ศิษย์น้องอีกคนเอ่ยพลางหัวเราะในลำคอ "อีกไม่เกินหนึ่งก้านธูป นายน้อยซ่งก็จะควบม้าขาวมาช่วยชีวิตพวกนาง แผน 'วีรบุรุษช่วยสาวงาม' ครั้งนี้จะทำให้สำนักหอคอยวารีเร้นลับต้องเป็นหนี้บุญคุณนายน้อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"
มู่หรงแสยะยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ "นายน้อยซ่งต้องการชิงหัวใจของชิงเสวี่ย การทำให้กลุ่มศิษย์น้องของนางตกอยู่ในอันตรายแล้วเข้าไปช่วย คือวิธีที่รวดเร็วที่สุด ชิงเสวี่ยเป็นคนรักพวกพ้อง หากนายน้อยช่วยชีวิตศิษย์ร่วมสำนักของนางไว้ได้ ตำแหน่งคู่เต๋าก็ไม่หนีไปไหนแน่นอน"
ในมือของมู่หรงยังคงถือ "นกหวีดเรียกจ่าฝูง" เขาเตรียมพร้อมจะสั่งให้สุนัขป่าโลกันตร์ระดับสูงเข้าโจมตีเพื่อบีบให้สถานการณ์วิกฤตถึงขีดสุดก่อนจะส่งสัญญาณให้นายน้อยของตนปรากฏตัว
ทว่า... ก่อนที่สัญญาณจากมู่หรงจะถูกส่งออกไป สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเงาสีดำสายหนึ่งพุ่งทะยานลงมาจากหน้าผาฝั่งตรงข้าม ร่างนั้นเคลื่อนที่เร็วเสียจนมองเห็นเป็นเพียงเส้นแสงสีดำที่พุ่งแหวกอากาศลงมาดุจดาวตก
โครม!
แรงกระแทกจากการลงพื้นใจกลางวงล้อมของฝูงสัตว์อสูรทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนและแตกกระจายเป็นวงกว้าง ฝุ่นผงตลบอบอวลบังรัศมีการมองเห็นไปชั่วขณะ
เย่ฟาน ยืนหยัดขึ้นท่ามกลางฝูงอสูรที่กำลังแยกเขี้ยวคำราม ร่างกายของเขาดูธรรมดาไร้ซึ่งแสงสว่างจากพลังปราณอย่างที่ยอดฝีมือควรจะมี แต่ท่วงท่าการยืนและการวางมือไว้ที่ด้ามดาบคาตานะ "นิรันดร์มืด" ที่เอว กลับแผ่รังสีสังหารที่หนาวเหน็บออกมาจนแม้แต่สัตว์อสูรที่คลั่งด้วยฤทธิ์ธูปยังต้องชะงัก
"เจ้าเป็นใครกัน!" ศิษย์หญิงที่เป็นหัวหน้ากลุ่มหอคอยวารีเร้นลับอุทานด้วยความตกใจและหวาดระแวง นางมองไม่เห็นระดับพลังของชายคนนี้ แต่นางสัมผัสได้ถึงความกดดันที่มหาศาลอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน
เย่ฟานไม่ตอบคำถาม สายตาของเขาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง "ถอยไป... ถ้าไม่อยากถูกลูกหลง"
สุนัขป่าโลกันตร์เกล็ดนิลจ่าฝูงที่ทนแรงกดดันไม่ไหว กระโจนเข้าใส่เย่ฟานจากทางด้านหลังพร้อมกับลูกน้องอีกสี่ตัว คมเขี้ยวที่มีไฟลุกโชนพุ่งหมายจะขย้ำคอหอยของเขา
เย่ฟานนิ่งสงบ เนตรส่องสถิต (ฮาคิสังเกต) ของเขาทำงานเขาเห็น "เจตจำนงสังหาร" ของพวกมันล่วงหน้าก่อนที่พวกมันจะขยับกล้ามเนื้อเสียอีก
ฉับ!
มือซ้ายของเย่ฟานหัวด้ามดาบ มือขวาชักดาบออกมาเพียงครึ่งฝักด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองไม่ทัน คมดาบสีดำขรับที่เคลือบด้วย เกราะจิตตานุภาพ (ฮาคิเกราะ) ตวัดเป็นวงกลมเพียงครั้งเดียว
"วายุศาสตราดาบ: ตัดศูนย์"
คลื่นสุญญากาศสีดำทมิฬพุ่งผ่านร่างของสัตว์อสูรเหล่านั้นไปอย่างเงียบเชียบ ร่างของสุนัขป่าอสูรทั้งห้าตัวขาดเป็นสองท่อนกลางอากาศก่อนที่จะได้ส่งเสียงร้อง เลือดสาดกระจายไปทั่วแต่กลับไม่มีหยดใดกระเด็นมาเปื้อนชุดป่านของเย่ฟานแม้แต่นิดเดียว
มู่หรงที่มองอยู่บนหน้าผาถึงกับเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า "เป็นไปไม่ได้! ไม่มีพลังปราณ... แต่กลับตัดเกล็ดอสูรนิลที่แข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้าได้ราวกับตัดกระดาษ! นั่นมันวิชาอะไรกัน!"
เย่ฟานเริ่มเคลื่อนไหวราวกับปีศาจ เขาใช้ ก้าวย่างอัสนี (โซล) หายวับไปโผล่ตามจุดต่าง ๆ ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว จะมีหัวของสัตว์อสูรกระเด็นหลุดออกจากบ่าเสมอ ฝูงอสูรนับร้อยที่เคยน่าเกรงขามบัดนี้กลายเป็นเพียงชิ้นเนื้อที่รอการถูกชำแหละ
มู่หรงที่เริ่มลนลานรีบเป่านกหวีดเรียกอสูรระดับสูงออกมาเพื่อกู้สถานการณ์ แต่ไม่ว่าเขาจะเรียกตัวอะไรออกมา เย่ฟานก็ใช้เพียงดาบเดียวในการปลิดชีพพวกมันทั้งหมด แผนการที่จะให้นายน้อยซ่งมาเป็นวีรบุรุษบัดนี้พังพินาศย่อยยับ เพราะ "มัจจุราช" ตรงหน้านี้ได้กวาดล้างศัตรูไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว
"ต้องรีบไปรายงานนายน้อย!" มู่หรงกัดฟันกรอดด้วยความแค้น "ไอ้หมอนี่มันอันตรายเกินไป... และใบหน้าของมัน... มันช่างคล้ายกับเย่ฟานที่ควรจะตายไปแล้วเหลือเกิน!"
เมื่อสัตว์อสูรตัวสุดท้ายล้มลง ความเงียบสงบก็กลับคืนสู่หุบเขา เย่ฟานเก็บดาบเข้าฝักเสียงดัง คลิ๊ก อย่างสง่างาม ท่ามกลางซากศพสัตว์อสูรที่ทับถมกันเป็นภูเขาเลากา
เหล่าศิษย์หญิงหอคอยวารีเร้นลับต่างยืนตะลึง หัวหน้ากลุ่มเดินเข้ามาหาเย่ฟานด้วยอาการสั่นเทา "ขอบพระคุณท่านจอมยุทธที่ช่วยชีวิต... พวกเราสำนักหอคอยวารีเร้นลับจะไม่มีวันลืมบุญคุณนี้ ไม่ทราบว่าท่านคือ..."
ในจังหวะนั้นเอง หลี่หมิง เดินหาวหวอดออกมาจากพุ่มไม้ข้างหลังเย่ฟาน พลางบ่นพึมพำ "เย่ฟาน เจ้าเล่นแรงไปนะ กลิ่นคาวเลือดพวกนี้ทำให้ข้าเสียบรรยากาศการเดินเล่นหมด"
หลี่หมิงมองดูเหล่าศิษย์หญิงที่มีสภาพสะบักสะบอม เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบเม็ดสีเขียวเล็ก ๆ ออกมาโปรยให้พวกนางคนละเม็ด "เอาไปกินซะ... นี่คือ ถั่วเซียน มันจะรักษาแผลและฟื้นพลังให้พวกเจ้าในพริบตา"
เหล่าศิษย์หญิงรับมาด้วยความงุนงง แต่พอพวกนางกลืนลงไป แผลฉกรรจ์ตามร่างกายก็สมานตัวทันที และพลังปราณที่เคยแห้งเหือดก็กลับมาเต็มเปี่ยมอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าเมื่อพวกนางเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งหลี่หมิง เย่ฟาน และหลิวรั่วเฉิน ก็หายวับไปจากที่ตรงนั้นเสียแล้ว ราวกับเป็นเพียงความฝันกลางวัน
"พี่หญิง... พวกเขาหายไปแล้ว" ศิษย์น้องหญิงคนหนึ่งพูดด้วยความทึ่งพลางมองซ้ายมองขวา
หัวหน้ากลุ่มสูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกสติ แม้นางจะสงสัยในตัวตนของกลุ่มคนลึกลับนั้นเพียงใด แต่นางก็ต้องทำหน้าที่ผู้นำกลุ่มต่อ "ช่างเถอะ ในเมื่อพวกเราฟื้นพลังแล้ว ก็จงรวมกลุ่มกันไว้ที่นี่ รอผู้อาวุโสกับศิษย์พี่ชิงเสวี่ยมาถึงก่อน รับรองว่าพวกเราจะปลอดภัยแน่นอน อีกไม่นานพวกนางคงตามรอยธูปส่งสัญญาณมาถึง"
เหล่าศิษย์หอคอยวารีเร้นลับต่างพยักหน้าเห็นพ้อง พวกนางล้อมวงตั้งค่ายกลป้องกันพลางมองดูซากสัตว์อสูรรอบกายด้วยความรู้สึกยำเกรงต่อ "มัจจุราชสีนิล" ที่เพิ่งจากไป