กลิ่นหอมไหม้ของน้ำมันที่เคลือบกับกระทะเหล็กไหลยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหล่าลูกค้าในร้านที่จ้องมอง วายุ หรือในร่างจริงคือ จอมราชาทศกัณฐ์ ผู้กำลังนั่งกอดอกรอคอยด้วยแววตาที่หิวกระหาย วายุลอบกลืนน้ำลายลงคอพลางมองแผ่นหลังของกัญจนะที่กำลังขะมักเขม้นอยู่หน้า "เตาไฟรวมฤทธิ์"
ด้วยดวงจิตที่ผ่านการเคี่ยวกรำมานับร้อยปี เมื่อวายุได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาโภชนาแห่งโลกอนาคตให้ เพียงไม่ถึงชั่วยาม กัญจนะก็ซึมซับความรู้นั้นไปจนสิ้นประหนึ่งฟองน้ำที่ดูดซับหยาดน้ำทิพย์ เขาสามารถ "หยั่งรู้" ถึงแก่นแท้ของรสชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
กัญจนะใช้เวลาเพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลกในการคว้าเอาสมุนไพรและพฤกษาพรรณในหิมพานต์มาทดแทนเครื่องเทศจากโลกเก่า เขาใช้ "ขิงพราย" รสร้อนแรงแทนข่าอ่อน บุบ "ตะไคร้หอมมรกต" จากสระอโนดาต และเด็ด "ใบมะกรูดนิมิต" ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วร้าน เสียงน้ำในหม้อดินเผาเดือดพล่านผสานกับกลิ่นหอมฉุนของ "พริกอัคคีพิฆาต" ที่พุ่งเข้าใส่จมูกของวายุจนเขาถึงกับต้องเลิกคิ้ว
ในที่สุด เมนูแรกที่ปรุงด้วยเทคนิคใหม่ "ยอดวารีสี่รส" (ต้มยำกุ้งแม่น้ำหิมพานต์) ก็ถูกยกมาวางตรงหน้าวายุ กุ้งแม่น้ำตัวยักษ์ที่มีมันหัวเยิ้มสีส้มทองลอยล่องอยู่ในน้ำซุปสีแดงจัดจ้าน ทันทีที่วายุใช้ช้อนทองตักน้ำแกงและเนื้อกุ้งเข้าปาก รสชาติที่เปรี้ยว เผ็ด เค็ม และหวานปะแล่มที่คุ้นเคยจากชาติปางก่อนก็ระเบิดออกในช่องปากประหนึ่งน้ำทิพย์ชโลมใจที่แห้งผากมานาน
“ฮือ... ในที่สุด... ในที่สุดข้าก็ได้ลิ้มรสสิ่งนี้เสียที!”
วายุถึงกับน้ำตาซึมไหลพรากออกมาโดยไม่อาจกลั้นไว้ได้ เขาหลับตาลงนึกถึงช่วงเวลาที่เขาต้องทนกลืนกินอาหารรสชาติจืดชืดประหนึ่งดินเลนในแดนรามาแห่งนี้มาหลายวัน ตั้งแต่มาสวมร่างทศกัณฐ์ แม้จะมีอำนาจล้นฟ้า แต่เรื่องปากท้องกลับทุพโภชนาสิ้นดี “ที่ผ่านมาข้าใช้ชีวิตเช่นไรกันเนี่ย? ช่างเป็นความทุกข์ทรมานที่แสนสาหัสยิ่งกว่าการถูกจองจำในเขาพระสุเมรุเสียอีก!”
วายุปาดน้ำตาพลางจ้องมองกุ้งในชามดินเผา ความตั้งใจของเขาแน่วแน่ยยิ่งกว่าหินผา ‘ไม่ได้การ... ในฐานะราชาแห่งลงกา ข้าต้องแผ่ขยายอารยธรรมการกินของโลกเก่าให้ขจรขจายไปทั่วชมพูทวีปแห่งนี้ อาหารในโลกนี้มันกินไม่ได้แม้แต่คำเดียวสำหรับคนอย่างข้า!’
เขาครุ่นคิดถึงเหล่าผู้บำเพ็ญตบะและเทวดาทั้งหลายในแดนรามา คนพวกนี้แม้จะพยายามตัดกิเลส แต่แท้จริงแล้วกิเลสเรื่องอาหารนั้นเป็นสัญชาตญาณดิบที่ฝังลึกอยู่ในกายหยาบ หากเขาใช้ข่ายใยมนตรามหาละลวยเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ล่ะก็ ไม่ว่าจะเป็นยักษาหรือเทพยดาก็ต้องยอมสยบให้แก่รสโอชะนี้เป็นแน่!
วายุซดน้ำต้มยำรสจัดจ้านเข้าปากคำโตด้วยความหิวกระหาย เมื่อความอิ่มหนำเริ่มมาเยือน เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองกัญจนะที่ยืนคอยคำบัญชาอยู่ข้างกายด้วยท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
“นายท่าน... รสชาติเป็นเช่นไรบ้างขอรับ? นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าลองปรุงตามสูตรลับที่ท่านประทานให้ ข้าเกรงว่าการควบคุม ไฟ จะยังไม่แม่นยำพอ” กัญจนะเอ่ยถามด้วยเสียงอันสั่นเครือเล็กน้อย
“อืม... นับว่าใช้ได้ทีเดียว กัญจนะ” วายุแสร้งทำเป็นสำรวมท่าทีทรงอำนาจดุจท้าวทศกัณฐ์ ทั้งที่ในใจอยากจะก้มลงกราบพ่อครัวผู้นี้ “เรื่องการคุม ไฟ น่ะ เจ้าต้องอาศัยการฝึกฝนบ่อยๆ ถึงจะเข้าถึงขั้นสุดยอด”
“ประจวบเหมาะนัก... เจ้าจงไปเตรียมเมนู ‘มัสมั่นมหิงสาหัวมันทิพย์’ (มัสมั่นเนื้อ) มาให้ข้าดูอีกสักรอบ ข้าจะคอยกำกับเจ้าอยู่ข้างเตา เพื่อดูว่าเจ้าซึมซับวิชาการคุมไฟไปได้มากน้อยเพียงใด”
“ขอรับนายท่าน!” กัญจนะรับคำด้วยความกระตือรือร้น
เพียงไม่กี่เพลลาต่อมา กลิ่นหอมของกะทิคั้นสดผสานกับเครื่องแกงเข้มข้นที่กัญจนะโขลกเองด้วยพละกำลังก็อบอวลไปทั่วบริเวณ กระทะเหล็กไหลส่งเสียงเดือดปุดๆ อย่างไพเราะ จนกระทั่งเนื้อมหิงสาที่ตุ๋นจนเปื่อยและหัวมันทิพย์ถูกตักขึ้นมาใส่ในโถศิลา วายุไม่รอช้า ใช้เหล็กคีบเงินขึ้นมาแล้วเริ่มลิ้มรสทันที
เนื้อนั้นนุ่มจนแทบจะละลายในปากแต่ยังคงความเด้งสู้ลิ้น หัวมันทิพย์ก็ดูดซับน้ำแกงมัสมั่นจนรสชาติซึมลึกไปถึงแกนกลาง “ดี! ดีมาก! กัญจนะ... เจ้าเรียนจบหลักสูตรเบื้องต้นของข้าแล้ว!”
“จริงหรือขอรับนายท่าน!” กัญจนะอุทานออกมาด้วยความปิติยินดีประหนึ่งได้รับพรจากพระอิศวร
“ขั้นต่อไป... เราจะเริ่มทำการสลักนิมิต (ถ่ายคลิป) กันอย่างจริงจังเสียที เอ้า! เจ้าจงรับศิลาเนตรทิพย์รุ่นเรือธงตราผลไม้โดนกัดนี้ไป ลองไปทำความคุ้นเคยกับมันเสีย”
วายุหยิบศิลาเนตรทิพย์ (มือถือ) ออกมาจากกระเป๋าระบบ แล้วเริ่มสอนกัญจนะถึงวิธีการใช้งาน การหามุมกล้อง และการบันทึกภาพลงในข่ายใยมนตรามหาละลวย พร้อมอธิบายขั้นตอนการทำนิมิตอาหารอย่างละเอียด
“เอาล่ะ เจ้าจงไปลองถ่ายนิมิตตอนเจ้าปรุงอาหารด้วยตนเอง แล้วข้าจะคอยตรวจดูผลงานหลังจากที่ข้าทานมัสมั่นมหิงสาหัวมันทิพย์ (มัสมั่นเนื้อ) โถนี้หมด”
กัญจนะรับศิลาเนตรทิพย์ไปด้วยท่าทางตื่นเต้น เขาเริ่มเดินไปรอบๆ ร้าน ทดลองยกมันขึ้นมาบันทึกภาพพฤกษาและสรรพสัตว์จำแลงแถวนั้นอย่างสนุกสนาน เมื่อเห็นว่าตนเองคุ้นมือแล้ว เขาจึงเดินกลับเข้าห้องเครื่องเพื่อเริ่มทำการสลักนิมิตตามบทเรียน
วายุที่กำลังเพลิดเพลินกับการทานอาหารเลิศรสไม่ได้สนใจอะไรต่อ เขาตักเนื้อเข้าปากคำแล้วคำเล่าจนหมดสิ้นทั้งโถ “อ่า... ช่างเป็นความสุขที่หาใดเปรียบ พลังตบะของทศกัณฐ์นี่มันดีจริงๆ กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน แถมร่างกายยังย่อยสลายได้รวดเร็วประหนึ่งเผาไหม้ด้วยเพลิงกัลป์ ข้าแทบไม่รู้สึกถึงภาระในท้องเลยสักนิด”
เขาหันไปมองบ่าวพรายสองตนที่ยืนคอตกอยู่ข้างๆ “พวกเจ้าเล่า... เรียนรู้ไปถึงไหนแล้ว? จะปรุงอาหารให้ราชาอย่างข้าทานได้เมื่อไหร่?”
บ่าวพรายทั้งสองมองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น “เอ่อ... นายท่าน... พวกข้าน้อยยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการคุม ไฟ เท่าใดนักขอรับ”
“ช่างเถิด... รอให้กัญจนะสลักนิมิตเสร็จก่อน พวกเจ้าค่อยไปเปิดดูวนไปวนมาแล้วหัดทำตามเสีย” วายุเอ่ยพลางใช้ผ้าไหมเช็ดปาก “ไปดูสิว่า กัญจนะทำไปถึงไหนแล้ว”
เมื่อวายุก้าวเท้าเข้าไปในห้องเครื่อง เขาพบว่ากัญจนะเพิ่งจะปรุงเมนูถัดไปเสร็จสิ้นพอดี และกำลังกล่าวปิดท้ายการบันทึกภาพด้วยท่วงท่าที่ดูเป็นธรรมชาติอย่างน่าประหลาด
“...และนี่คือเคล็ดลับทั้งหมดของการทำมัสมั่นมหิงสาสูตรต้นตำรับ หากผู้ใดมิตระหนักแจ้งในขั้นตอนใด สามารถกลับมาดูซ้ำในนิมิตนี้ได้อีกหลายๆ ครา ข้าจะทำการสลักอักษรสรุปเคล็ดวิชาไว้ที่ใต้ภาพนิมิตนี้ ทั้งวิธีการปรุงและการหลอมสร้างเครื่องครัวเหล็กไหลให้ทุกท่านได้ศึกษา... ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมรับชมสัทอักษรโอชะรสในครั้งนี้ขอรับ”
วายุถึงกับยืนแข็งทื่อเป็นหินอยู่ตรงประตูห้องเครื่อง ‘บ้าน่า... หรือว่าจะเป็นกายศักดิ์สิทธิ์อีกคนแล้ว?’
กัญจนะเมื่อเห็นเจ้านายมาถึง ก็รีบวางศิลาเนตรทิพย์ลงแล้วเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางนอบน้อม ผิดกับท่าทางของยอดขุนพลที่เคยเป็นมา “นายท่าน... นี่คือนิมิตที่ข้าลองสลักดูตามที่ท่านสั่ง โปรดตรวจดูด้วยเถิดว่าพอจะใช้การได้หรือไม่ขอรับ ข้ายังใหม่ต่อศาสตร์นี้ยิ่งนัก”
วายุรับศิลาเนตรทิพย์มาด้วยหัวใจที่เต้นรัว เขาเริ่มเปิดดูภาพนิมิตที่กัญจนะถ่ายไว้ ยิ่งดู สีหน้าของวายุก็ยิ่งเปลี่ยนไปจากความฉงนเป็นความทึ่งประสมกับความหวาดหวั่น
มันไม่ใช่แค่ภาพที่ชัดเจน แตี่ยมุมกล้อง การรับแสง การตัดสลับภาพระหว่างเปลว ไฟ ที่ลุกโชนกับความเงางามของชิ้นเนื้อ มันช่างสมบูรณ์แบบประหนึ่งเป็นฝีมือของตากล้องมือฉมังจากโลกเก่า หากคะแนนเต็มร้อย วิดีโอนี้น่าจะได้ไม่ต่ำกว่าแปดสิบ!
‘นี่มันพรสวรรค์ชัดๆ กัญจนะได้เบิกเนตรกายศักดิ์สิทธิ์แห่งนักสลักนิมิตสายโภชนาขึ้นมาด้วยตนเองแล้ว!’
วายุครุ่นคิดถึงเหตุผลที่คนในทวีปแห่งนี้ถึงได้มีกายศักดิ์สิทธิ์อุบัติขึ้นมาบ่อยนัก เขาคาดเดาว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้บำเพ็ญเหล่านี้มีร่างกายและจิตใจที่พัฒนาไปถึงขีดสุด ทำให้ระดับสติปัญญาและการรับรู้นั้นสูงส่งกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า เพียงแค่ได้รับการชี้นำเล็กน้อย พวกเขาก็สามารถบรรลุแจ้งในศาสตร์ใหม่ๆ ได้ทันที อีกส่วนหนึ่งคือคนพวกนี้มีประสบการณ์ชีวิตมานับทศวรรษ สิ่งที่ขาดคือเพียง ‘กุญแจ’ ที่จะไขเปิดประตูบานใหม่ และวายุก็คือผู้ที่ถือกุญแจดอกนั้นมาเปิดให้พวกเขา
แต่แน่นอนว่าวายุในคราบทศกัณฐ์จะไม่ยอมชมกัญจนะต่อหน้ามากเกินไป “อะแฮ่ม... การสลักภาพนิมิตนับว่ายอดเยี่ยม แต่ทว่า... ความยาวของมันยังมากเกินไป ชิ้นส่วนภาพบางอย่างที่มิจำเป็นเจ้าควรจะตัดทิ้งเสีย เพื่อให้ผู้ชมมิต้องรอนาน”
“นอกจากนี้ เจ้าควรสอดแทรกคำอธิบายสั้นๆ ในขณะที่ปรุง เพื่อบอกกล่าวแก่ผู้ชมว่าเหตุใดเจ้าถึงต้องทำเช่นนั้น เช่นเหตุใดต้องคั้นน้ำสมุนไพรในตอนที่ ไฟ แรงที่สุด”
กัญจนะพยักหน้าหงึกๆ รับคำสั่งประหนึ่งนักเรียนที่เชื่อฟังครู “ข้าเข้าใจแล้วนายท่าน! ขอบพระคุณที่ชี้แนะ ข้าจะรีบแก้ไขเดี๋ยวนี้!”
กัญจนะลงมือจัดการปรับแก้ภาพนิมิตในศิลาเนตรทิพย์อย่างคล่องแคล่ว แม้จะใช้เวลาอยู่นานครู่ใหญ่ แต่ผลงานชิ้นสุดท้ายที่ออกมานั้นกลับยิ่งสมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ เมื่อได้รับคำอนุมัติจากวายุ เขาก็ทำการส่งนิมิตนั้นขึ้นสู่ข่ายใยมนตรามหาละลวยทันที
วายุเลือกที่จะไม่ใช้แต้มบุญเพื่อช่วยโปรโมทในครั้งนี้ เพราะเขาอยากรู้ว่าเหล่าผู้บำเพ็ญในชมพูทวีปจะมีความรู้สึกอย่างไรต่อศาสตร์การกินนี้อย่างแท้จริง
แต่ผลลัพธ์ที่ตามมากลับทำให้วายุต้องตกตะลึงเป็นครั้งที่สอง เพียงเวลาผ่านไปไม่ถึงชั่วยาม นิมิตของกัญจนะก็ได้รับ "ยอดอนุโมทนา" มากกว่าหมื่นครั้ง และความนิยมก็พุ่งทะยานขึ้นประหนึ่งน้ำป่าไหลหลากที่ซัดสาดพังทลายเขื่อนดิน เสียงเตือนจากข่ายใยมนตราดังขึ้นไม่ขาดสายว่ามีคนกำลังหิวโหยและแห่กันมาชมภาพนิมิตของ "พ่อค้ากัญจนะ" กันอย่างล้นหลาม!
‘ยุคสมัยแห่งความโหยหาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว... และกัญจนะคือนักรบแถวหน้าของข้า!’ วายุยิ้มกริ่มพลางมองดูตัวเลขที่พุ่งไม่หยุดในศิลาเนตรทิพย์