เถ้าแก่หัวเราะแล้วเดินจากไป ฟางเสียนจือชำเลืองสายตามองซูไป่ชิงแวบหนึ่งแล้วไม่พูดอะไร แต่ซูไป่ชิงกลับเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในสายตานั้น นี่กำลังจะบอกว่าเขาอายุมากขนาดนี้แล้วยังหาเมียไม่ได้เลย น่าอับอาย!
ซูไป่ชิงรู้สึกว่าครั้งนี้เขาคงเป็นบ้าไปแล้วถึงได้พาฟางเสียนจือมาด้วย ฟางเสียนจือมาเพื่อทำให้เขาขุ่นเคืองใจใช่ไหม!
ส่วนจิ่งเยี่ยนกุยก็มองเขาด้วยความสงสัย ซูไป่ชิงเป็นคนรอบคอบและมีวุฒิภาวะ เธอคิดมาตลอดว่าเขาอายุราวสามสิบและแต่งงานแล้ว แต่ไม่คิดว่าเขาจะอายุแค่ยี่สิบห้าและยังไม่ได้แต่งงาน
เธอหัวเราะแล้วพูดว่า “ยี่สิบห้ายังไม่แก่หรอก แต่ก็ถึงวัยที่จะต้องมีคู่แล้ว พี่ซูต้องรีบหน่อยนะคะ!”
ซูไป่ชิงรู้สึกว่าเธอตั้งใจจะมาซ้ำเติมเขา เขาจึงเหลือบมองเธอแล้วพูดว่า “ผมก็รอให้คุณสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ แล้วค่อยแนะนำสาวนักศึกษามหาวิทยาลัยให้ผม”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าเขาแค่ล้อเล่น จึงตอบรับด้วยรอยยิ้ม
หลังจากทั้งสามคนกินข้าวเสร็จก็ไปที่ตลาดขายยา เนื่องจากที่นี่เป็นแหล่งผลิตยา บรรยากาศจึงค่อนข้างเปิดโล่ง มีคนจากทุกสารทิศมาซื้อสมุนไพร ทำให้มีภาษาถิ่นต่างๆ ปะปนกันไป
ตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยตามซูไป่ชิงเข้าไปดูยาในร้านขายยาแห่งหนึ่ง มีคนกำลังต่อรองราคากับเถ้าแก่ แต่การต่อรองแบบนี้ไม่เหมือนกับการต่อรองราคาแบบทั่วไปที่เคยเห็น
คนซื้อดูสมุนไพรที่ต้องการแล้วถามราคา เถ้าแก่ก็หยิบปลอกแขนชายกว้างๆ มาคลุมมือของทั้งสองไว้ มือของทั้งสองคนขยับไปมาในปลอกแขนหลายครั้ง เถ้าแก่ก็ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ราคานี้ไม่ได้ อย่างน้อยต้องราคานี้”
คนซื้อก็พูดว่า “ของคุณแพงกว่าฤดูกาลที่แล้วเยอะเลยนะ ผมเพิ่มให้ได้แค่นี้ ถ้าไม่ได้ก็คงต้องไปซื้อร้านอื่นแล้ว”
เถ้าแก่ก็ถอนหายใจ “ช่างเถอะ ลูกค้าประจำ ถือว่าขายเอากำไรน้อยแล้วกัน!”
เมื่อถึงตอนนี้การซื้อขายก็ถือว่าสำเร็จ เถ้าแก่เรียกคนงานมาพาคนซื้อไปเอาของที่โกดังด้านหลัง
จิ่งเยี่ยนกุยเคยได้ยินเรื่องการต่อรองราคาแบบนี้มาก่อน แต่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ในแววตาจึงเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ซูไป่ชิงเห็นสายตาอยากรู้อยากเห็นของเธอจึงพูดอยู่ข้างๆ ว่า “วิธีการต่อรองราคานี้เป็นภูมิปัญญาของคนโบราณ ไม่เพียงแต่จะทำให้คนซื้อต่อรองราคาได้อย่างเต็มที่ แต่จะไม่รบกวนลูกค้าคนอื่นในร้านด้วย ราคาเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับสายตาและประสบการณ์ แต่ตอนนี้มีแค่ในวงการของเก่าและยาจีนเท่านั้นที่ยังใช้วิธีการต่อรองราคาแบบนี้”
“ถ้าเธอจะมาซื้อยาเองในอนาคตก็ต้องเรียนรู้วิธีต่อรองแบบนี้ด้วย ข้างในนี้มีภาษามือด้วย ถ้าเธอสนใจ ฉันสอนให้ได้”
จิ่งเยี่ยนกุยพยักหน้า “ได้สิ แต่ว่าวันนี้คงต้องรบกวนพี่ซูไปก่อนค่ะ”
“คนกันเอง ไม่ต้องเกรงใจ เธอเลือกเสร็จแล้วก็บอกฉัน” ซูไป่ชิงพูดจบก็ได้รับสายตาที่เย็นชาจากฟางเสียนจือ แต่เขาก็ทำเป็นไม่เห็น
การเลือกซื้อยาสมุนไพรเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความชำนาญ ในตลาดขายยาสมุนไพร มีสมุนไพรคุณภาพดีและไม่ดีปะปนกันไป เป็นการทดสอบความสามารถอย่างมาก
สมุนไพรชนิดเดียวกัน หากมาจากแหล่งที่ปลูกต่างกัน เวลาเก็บเกี่ยวต่างกัน หรือมีวิธีปรุงยาต่างกัน ก็จะมีสรรพคุณที่แตกต่างกันมากและการที่จะแยกแยะสิ่งเหล่านี้ออกได้ ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่คุ้นเคยกับสมุนไพรต่างๆ นั้นเป็นอย่างดีเท่านั้น
เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องยากสำหรับจิ่งเยี่ยนกุยในอดีต แต่ด้วยความโชคดีที่ได้รับจากมิติสุดป่วน เมื่อเธอเข้าไปในมิติก็จะถูกบังคับให้อ่านตำรายา เมื่ออ่านตำรายาหนึ่งเล่มก็จะมีสูตรยาและสมุนไพรสิบกว่าชนิดอยู่ข้างใน แต่ละชนิดก็จะมีคำอธิบายและวิธีปรุงยาอย่างละเอียด
หลังจากถูกฝึกฝนแบบนั้น ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรของเธอก็ลึกซึ้งกว่าเดิมมาก แม้ว่าตอนนี้เธอจะเรียนรู้แค่สมุนไพรที่ใช้บ่อยเพียงไม่กี่สิบชนิด แต่ตอนนี้ก็เพียงพอแล้ว
เมื่อก่อนซูไป่ชิงเห็นว่าสมุนไพรที่เธอปรุงเองก็ดีมากอยู่แล้ว แต่พอตอนนี้เห็นว่าสายตาการเลือกสมุนไพรก็ยังดีเยี่ยม จึงปล่อยให้เธอเลือกสมุนไพรโดยไม่เข้าไปก้าวก่าย
ยาที่เขาจะซื้อไม่เหมือนกับยาของจิ่งเยี่ยนกุย ร้านแต่ละร้านก็จะเน้นขายยาเพียงไม่กี่ชนิด ดังนั้นถ้าอยากจะซื้อยาที่ต้องการก็ต้องไปหลายๆ ร้าน ซูไป่ชิงเห็นว่าจิ่งเยี่ยนกุยไม่น่าจะเสียเปรียบ จึงแยกกับเธอไปซื้อยาส่วนของเขา
มีเจ้าของร้านขายยาบางคนที่เห็นว่าจิ่งเยี่ยนกุยยังเด็ก และเป็นลูกค้าใหม่ จึงนำยาสมุนไพรที่ไม่ค่อยดีมาหลอกขายให้กับเธอ แต่ก็ถูกเธอจับได้ทันที บางคนเมื่อถูกจับได้ก็รู้สึกละอายใจ ก็เลยเปลี่ยนยาสมุนไพรที่ดีกว่าให้
บางคนก็ยังปากแข็ง เธอจึงไม่เกรงใจ พูดถึงอายุของยาสมุนไพรที่เขานำมา รวมถึงวิธีปรุงยาและปัญหาของยาสมุนไพรที่เขานำมาให้ดู
เมื่อเธอแสดงฝีมือแบบนี้ออกมา เจ้าของร้านขายยาก็รู้ว่าเธอเป็นมือเซียนยาสมุนไพรตัวจริง จึงเลิกคิดที่จะหลอกเธอ
มีเจ้าของร้านขายยาคนหนึ่งหัวเราะแล้วถามว่า “แม่หนูอายุน้อย แต่รู้เรื่องเยอะมาก เป็นวิชาประจำตระกูลงั้นหรือ? ไม่ทราบว่าเป็นตระกูลไหน?”
จิ่งเยี่ยนกุยก็หัวเราะแล้วพูดว่า “ฉันไม่ใช่ลูกหลานตระกูลหมออะไรหรอกค่ะ เป็นคนเรียนรู้เอง คุณอย่าคิดจะหลอกฉันเพราะฉันไม่ใช่ลูกหลานหมอนะคะ ทำธุรกิจต้องซื่อสัตย์มาเป็นอันดับแรก”
สีหน้าของเถ้าแก่คนนั้นก็อึกอัก เธอจึงไม่ได้สนใจเถ้าแก่คนนั้นอีก และเดินไปดูยาต่อ
ครั้งนี้จิ่งเยี่ยนกุยซื้อยาสมุนไพรเยอะมาก เธอยังเลือกไม่หมดก็มืดค่ำเสียแล้ว ทำได้แค่รอไปเลือกยาต่อในวันพรุ่งนี้ ฟางเสียนจือไม่รู้เรื่องยา จึงไม่ได้พูดอะไรและเดินตามเธอไปตลอดทาง แต่ก็สังเกตยาสมุนไพรเหล่านั้นไปด้วย
ยาที่ซูไป่ชิงต้องซื้อมีมากกว่าของจิ่งเยี่ยนกุย แต่เขามาซื้อยาที่นี่บ่อยก็เลยคุ้นเคยดีและซื้อยาได้เร็วกว่าจิ่งเยี่ยนกุย เขาซื้อยาได้เกือบหมดแล้ว พรุ่งนี้ค่อยซื้อยาสมุนไพรพิเศษปลีกย่อยอีกนิดหน่อยก็ถือว่าซื้อยาเสร็จสิ้นแล้ว
ทั้งสามคนยังไปกินข้าวที่ร้านอาหารเมื่อตอนเที่ยง หลังจากกินข้าวเสร็จก็ไปเข้าพักที่โรงแรม พวกเขาเปิดห้องพักสามห้อง
ตอนที่เปิดห้องพักแล้วต้องแสดงบัตร จิ่งเยี่ยนกุยและซูไป่ชิงใช้หนังสือรับรอง ส่วนฟางเสียนจือใช้บัตรประจำตัวพนักงาน จิ่งเยี่ยนกุยเห็นพนักงานเปิดดูบัตรประจำตัวพนักงานของฟางเสียนจือแล้วตัวสั่น ตามด้วยมองเขาถึงสองครั้ง สุดท้ายก็มอบบัตรประจำตัวพนักงานคืนให้เขาด้วยสองมือ ท่าทีนอบน้อมจนน่าแปลกใจ
เพราะท่าทีที่แปลกไปของพนักงาน จิ่งเยี่ยนกุยก็เลยอดไม่ได้ที่จะมองบัตรประจำตัวพนักงานของเขาอีกครั้ง ตัวหนังสือบนบัตรเธอก็อ่านออก แต่พอเอามาประกอบกันกลับทำให้เธอรู้สึกตกตะลึง เพราะในนั้นเขียนว่า 'ศาสตราจารย์ระดับสูง'
ในความคิดของจิ่งเยี่ยนกุย คนที่มีตำแหน่งศาสตราจารย์ต้องเป็นคุณลุงแก่ๆ แต่ฟางเสียนจือยังดูหนุ่มเกินไป
คนในหมู่บ้านบอกว่าฟางเสียนจือเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยกองทัพอากาศ มาถึงตอนนี้เธอถึงได้รู้ว่าเขาถ่อมตัวแค่ไหน
ฟางเสียนจือสังเกตเห็นสายตาของเธอ จึงอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “ที่ฉันได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ก็เพราะโชคดี”
แต่จิ่งเยี่ยนกุยกลับรู้สึกว่าคู่หมั้นของเธอคนนี้ดูเหมือนจะลึกลับกว่าที่เธอคาดไว้มาก คำว่าโชคดี เธอก็ไม่ค่อยเชื่อนัก เพราะเธอรู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าโชคดีจริงๆ แล้วคือสิ่งที่เกิดจากความสามารถ
ซูไป่ชิงก็เห็นบัตรประจำตัวพนักงานของฟางเสียนจือ และรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาพบฟางเสียนจือก็รู้สึกว่าราศีของเขาแข็งแกร่ง แตกต่างจากคนทั่วไป ทั้งยังเคยสอบถามเรื่องราวของฟางเสียนจือแบบอ้อมๆ คิดว่าเขาเป็นคนที่โดดเด่นในชนบท แต่ก็คงไม่ถึงขนาดที่ทำให้คนอื่นต้องเหลียวมอง ตอนนี้ถึงได้รู้ว่าฟางเสียนจือเก่งกว่าที่เขาคาดไว้มากโข