อิ้นถังพัวพันกับหว่านซีอยู่พักใหญ่ แม้ว่าเสื้อผ้าของทั้งสองคนจะยังอยู่ครบ แต่ก็ยุ่งเหยิงไม่เป็ระเบียบยิ่ง
หว่านซีซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่าย วางมือเล็กๆไว้บนหน้าอกของเขา ดวงตากลมโตสดใสหรี่ปรือเล็กน้อย สีหน้าเหนื่อยอ่อน ทว่ายังคงพยายามเอ่ย “องค์ชายหม่อมฉันจะให้ทิงจู๋กับบ่าวรับใช้คนอื่นเตรียมน้ำร้อนให้ ขยับเถอะเพคะ”
นางใช้ศอกยันตัวลุกขึ้นทว่ากลับถูกแขนแข็งแรงคู่หนึ่งโอบรอบเอวรั้งร่างดึงกลับมา หลังเมฆหมอกพิรุณโปรย[1]ซาลงความเกียจคร้านก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างของอิ้นถัง น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นก็เย้ายวนมากกว่ายามปกติ "ไม่ต้องรีบร้อน คุยกันก่อนเถอะ”
หว่านซีพยายามดิ้นรนต่ออีกครู่หนึ่งไม่เพียงแต่ไม่สามารถหลุดพ้นออกมาได้ ยังกลับทำให้อ้อมแขนคู่นั้นรัดเอวนางแน่นขึ้นเรื่อยๆเมื่อนึกถึงนิสัยเอาแต่ใจชอบควบคุมของเขาแล้ว นางก็ยอมซุกตัวลงในอ้อมกอดของเขาอย่างเชื่อฟังดวงตารูปเมล็ดซิ่งฉายแววงุนงงเล็กน้อยยามทอดมองไปทางเขารอให้เขาเอ่ยปากอย่างเงียบๆ
อิ้นถังกลับไม่รีบร้อนเขาจับมือเล็กๆ อ่อนนุ่มราวไร้กระดูกของนางวางไว้บ่นฝ่ามือใหญ่ของตนเองก่อนหยอกล้อแ่เบาััผิวที่เรียบเนียนน่าอัศจรรย์ หากจะเปรียบเทียบกับคนในตำหนักในของเขาย่อมไม่มีใครเทียบเท่ากับนางได้สักคน
โฉมสะคราญที่ต้องตาเขาได้ย่อมต้องเป็คนที่เกิดมาเพื่อถูกทะนุถนอมกลางฝ่ามืออยู่แล้ว
หว่านซีอดทนรอให้อิ้นถังเอ่ยปากอยู่นานเงยหน้ามองเขาด้วยสีหน้างุนงงเมื่อเห็นว่าความสนใจของเขายามนี้อยู่ที่มือนาง จู่ๆ นางก็เกิดความคิดแผลงๆก่อนจะเอื้อมมืออีกข้างออกไปคว้าผมเปียของอีกฝ่ายแล้วกระตุกอย่างแรง ครั้นใบหน้านั้นแหงนเงยขึ้นนางก็เห็นดวงตาหงส์คู่นั้นหรี่ลงฉายแววอันตราย หว่านซีผู้ซึ่งตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเป็ตัวร้ายปล่อยเปียในมือลงสีหน้าฉายแววลำพองใจขณะลูบไล้แผ่นอกแข็งแกร่งของเขาพลางเอ่ย "องค์ชายไม่รับสั่งกับหม่อมฉันแล้วหรือเพคะ ถึงเงียบไปเช่นนี้”
"ข้ากำลังรอให้เ้าพูดอยู่" อิ้นถังมองใบหน้างดงามของนางก่อนจะยื่นมือออกไปหยิกแก้มนุ่ม
"ข้า?"หว่านซีสับสนไปชั่วขณะ ลืมกระทั่งว่านางควรแทนตนเองเช่นไรครั้นนึกขึ้นได้และเหลือบเห็นสายตาคมกริบของอิ้นถังที่คล้ายจะมองทะลุทุกสิ่งเช่นนั้นนางจึงตระหนักได้ว่าไม่มีสิ่งใดสามารถปิดบังเขาได้ บุรุษผู้นี้เฉลียวฉลาดเกินไปดังนั้นแทนที่นางจะชิงไหวชิงพริบกับเขาให้สิ้นเปลืองกำลังนางควรมุ่งมั่นกับการจัดการเหล่าสตรีฝ่ายในพวกนั้นแทนเสียจะดีกว่า
"อืม"อิ้นถังเหลือบมองนางและพยักหน้าเบาๆ
หว่านซีขมวดคิ้วไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดดี
“โง่”เขาเอื้อมมือไปเคาะหน้าผากเนียนของนางอีกครั้งเป็ครั้งแรกที่อิ้นถังได้เห็นสตรีที่ไม่รู้กระทั่งวิธีโอดครวญ
หว่านซีผู้ไม่ทันตั้งตัวถูกโจมตีอีกครั้งหนึ่งแม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ใช้แรงมากนักแต่มันก็ยังคงเจ็บอยู่ดีนางอดไม่ได้ที่จะสูดจมูกเบาๆ
"รู้ว่าเจ็บก็ดี จำไว้"อิ้นถังมองหน้าผากที่แดงระเรื่อของนางพลางเอ่ยตำหนิ ก่อนจะยื่นฝ่ามือใหญ่ออกไปช่วยถูมัน เขาไม่เคยใส่ใจผู้ใดอย่างแท้จริง ไม่ยอมพาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด ทว่าั้แ่ได้พบนางเขากลับยินยอมละเว้นนางครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย
"แต่หม่อมฉันไม่รู้จะพูดอะไรจริงๆ นี่เพคะ!" นางไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดมาสักนิด!
เมื่อมองไปที่หว่านซีซึ่งยังคงดูสับสนจนถึงตอนนี้ อิ้นถังก็อดไม่ได้ที่จะส่ายศีรษะ นางยังคงไม่เข้าใจสิ่งที่เขาจะสื่อถึงอยู่ดี “ช่างเถอะอีกหน่อยเ้าจะเข้าใจเอง”
“อ้อ”หว่านซีพึมพำอย่างคลุมเครือ รู้สึกว่าหลังจากมีชีวิตใหม่ บุรุษผู้นี้ยิ่งเข้าใจยากกว่าชีวิตที่แล้วมากนัก
กว่าอิ้นถังจะเรียกหาน้ำร้อนก็เป็เวลาค่ำแล้ว หลินชูจิ่วที่เฝ้าประตูอยู่ด้านนอกได้ยินเสียงเรียกก็ให้คนนำน้ำร้อนที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้เข้าไปทันที
หลังจากที่ทั้งสองออกมาจากห้องอาบน้ำ หลินชูจิ่วก็นำอาหารเย็นเข้ามาเรียบร้อยแล้ว
หว่านซีสั่งให้ครัวเตรียมอาหารเย็นเอาไว้ก่อนหน้านี้ อิ้นถังชอบเนื้อสัตว์และไม่ชอบอาหารจำพวกผัก คนในตำหนักในและบ่าวไพร่ทุกคนล้วนแต่ต้องปฏิบัติตามความชอบของเขาทั้งสิ้น เป็เหตุให้เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนอิ้นถังซึ่งแต่เดิมหล่อเหลาสง่างามจึงค่อยๆ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ไม่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนไป แต่สุขภาพของเขาก็ยังย่ำแย่ลงอีกด้วย
ในชีวิตที่แล้ว หว่านซีสิ้นเปลืองความคิดไปมากมายกับการวางแผนการกินอาหารของอิ้นถังเพื่อร่างกายของเขาดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเื่เช่นเดิมขึ้นอีก ในชีวิตนี้นางจึงต้องเริ่มดำเนินการั้แ่เนิ่นๆ
หลังจากที่อิ้นถังนั่งลงแล้ว หว่านซีจึงส่งชามน้ำแกงให้เขาดื่มจนหมด ขณะกำลังจะตักผักให้ จู่ๆเขากลับเรียกให้นางหยุดมือ“นั่งลงและกินกับข้า"
หว่านซีได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ลังเลที่จะนั่งลงต่างคนต่างหยอกล้อพูดคุยกันเล็กน้อย ความจริงแล้วนางเองก็หิวมากเช่นกันแต่เมื่อเห็นว่าอิ้นถังเลือกกินเฉพาะเนื้อสัตว์เท่านั้นหว่านซีก็อดไม่ได้ที่จะวางตะเกียบของตนลงและคีบผักให้เขา
“องค์ชายการเสวยทั้งเนื้อและผักเป็วิธีรักษาสุขภาพที่ดีนะเพคะ”
“ข้ารู้” น้ำเสียงที่อิ้นถังใช้ค่อนข้างเ็า ทว่าเขาก็กินอาหารทั้งหมดที่หว่านซีคีบใส่ชามให้จนหมดภาพตรงหน้าที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทำให้หลิวชูจิ่นซึ่งยืนอยู่ตรงประตูเกือบจะกรามค้างด้วยความตื่นตะลึง
อิ้นถังขึ้นชื่อเื่ความเ้าอารมณ์หากคนอื่นทำให้เขารู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เขาจะทำให้คนอื่นรู้สึกไม่มีความสุขตลอดไป เช่นนี้ยังจะมีผู้ใดกล้าต่อต้านเขาอีกเล่า
โอ้โห!
มองฉากตรงหน้าแล้วหลินชูจิ่วจึงค่อยตระหนักว่าเขาประเมินความสำคัญของอนุหวันเหยียนในพระทัยของขององค์ชายต่ำเกินไป เดิมทีเขาเพียงคิดว่าว่าองค์ชายเพียงปฏิบัติต่อนางต่างจากผู้อื่นเล็กน้อยแต่ยามนี้กลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ก่อนหน้าไม่นานมานี้ต่งเอ้อซื่อใช้ตำแหน่งพระชายาเอกส่งตัวเองมาอยู่ใกล้ๆ องค์ชายและพยายามตักอาหารให้แม้ว่าในยามนั้นองค์ชายจะไม่ได้อาละวาดแต่ก็ถึงกับโยนตะเกียบทิ้งแล้วเดินจากไปทันทีโดยไม่สนใจรักษาหน้าของพระชายาเลยแม้แต่น้อยทว่ากับอนุหวันเหยียน องค์ชายไม่เพียงยอมรับการคีบอาหารของนาง แต่ถึงกับกินอาหารเหล่านี้จนหมด
อาศัยเพียงเื่นี้หลินชูจิ่วคิดว่าตนต้องประเมินเ้านายคนใหม่นี้ให้ดีแล้ว
มื้อเย็นผ่านไปอิ้นถังพูดคุยกับหว่านซีอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะมีเื่เกิดขึ้นอิ้นถังจึงปลอบโยนหว่านซีอยู่สองสามประโยคแล้วพาหลินชูจิ่วไปยังห้องหนังสือ
ต่งเอ้อซื่อทราบว่าอิ้นถังไปห้องหนังสือดวงตาของนางก็ฉายแววคิดคำนวณขึ้นมาทันควัน
ยามที่มีคนใหม่เข้ามาอยู่ในตำหนักในตราบใดที่ไม่เลวร้ายจนเกินไป องค์ชายก็จะไปเยือนเรือนนั้นใน่สามวันแรกเพื่อเป็การแสดงความเมตตาต่อผู้มาใหม่และเป็กฎพื้นฐานของผู้ที่อยู่ในตำหนักในด้วย
ก่อนที่ต่งเอ้อซื่อจะเข้าวังจูซื่อและโจวซื่อก็อยู่ในตำหนักในแล้ว แม้นางจะระมัดระวังคนทั้งคู่แต่ก็ไม่ได้ไปทำอะไรอีกฝ่ายเช่นกัน และหลังจากที่นางเข้าวังอี้เฟยก็มอบหลิวเจียซื่อและเว่ยซื่อเข้าวังตามมาอีก ต่งเอ้อซื่อทำตามคำแนะนำของอิ่นหมัวมัวยกย่องสตรีคู่หนึ่ง เหยียบย่ำสตรีอีกคู่หนึ่ง แล้วปล่อยให้พวกนางทั้งหมดต่อสู้กันเองทว่ากับหวันเหยียนซื่อผู้นี้ ไม่ต้องพูดถึงต่งเอ้อซื่อ แม้แต่อิ่นหมัวมัวก็ยังมองนางไม่ออกด้วยซ้ำ
ในตำหนักในแห่งนี้ตำแหน่งอนุภรรยาหาใช่ตำแหน่งทรงเกียรติอันใด หากไม่ได้รับความโปรดปรานแม้แต่บ่าวรับใช้ก็สามารถกดข่มพวกเขาได้ ยิ่งไปกว่านั้นท่าทางยามที่เข้ามาในตำหนักในเป็ครั้งแรกของหว่านซี ไม่เพียงแต่ทำให้ต่งเอ้อซื่อต้องคิดมากเท่านั้นกระทั่งอิ่นหมัวมัว หรือตงกูกูก็ไม่อาจเข้าใจเจตนาของนางด้วยซ้ำ
ยิ่งเื่ที่อิ้นถังมอบบ่าวรับใช้ให้อีกฝ่ายเป็การส่วนตัวแพร่กระจายออกมา สีหน้าของต่งเอ้อซื่อก็เปลี่ยนไปฉับพลัน ทั้งอิ่นหมัวมัวและตงกูกูก็เริ่มรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา
"หมัวมัว เ้าว่าเราควรทดสอบหวันเหยียนซื่อผู้นี้ดีหรือไม่" ท่าทางกล้าแข็งทั้งที่เพิ่งเข้ามาตำหนักในเช่นนั้นไม่รู้ว่ากล้าบ้าบิ่นเกินไปหรือไร้สมองเกินไปกันแน่
“พระชายามีแผนหรือไม่เพคะ” อิ่นหมัวมัวลดสายตาลง รอรับคำสั่งของนาง
"องค์ชายไม่ได้ไปทรงงานหรอกหรือ ส่งข่าวไปให้จูซื่อกับโจวซื่อและคนอื่นๆรู้สิ ข้าอยากรู้นักว่าหากจู่ๆ องค์ชายเสด็จไปเรือนอื่น หวันเหยียนซื่อจะยังรักษาท่าทีของตนเองไว้ได้อีกหรือไม่”เมื่อเอ่ยถึงหว่านซีต่งเอ้อซื่อก็ตบโต๊ะด้วยความโกรธ
"พระชายา..."อิ่นหมัวมัวอ้าปาก ทว่ากลับไม่รู้จะเอ่ยเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายอย่างไร
รูปร่างหน้าตาของต่งเอ้อซื่อนั้นแม้จะงดงามทว่ายังคงด้อยกว่าเหล่าหญิงงามอยู่ส่วนหนึ่ง ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเปรียบเทียบกับหว่านซีผู้งดงามโดดเด่นเลยด้วยซ้ำ
เมื่อแรกวิวาห์ แม้ว่าอิ้นถังจะไม่ได้พึงพอใจในรูปลักษณ์ของนางนักทว่าเขายังคงฟังคำเกลี้ยกล่อมของอี้เฟยและยินยอมใช้ชีวิตร่วมกันกับนางเป็อย่างดีทว่าน่าเสียดายที่ต่งเอ้อซื่อนั้นมีนิสัยเอาแต่ใจ ทั้งยังฉุนเฉียวรุนแรงเมื่อไม่ได้ดั่งใจ
ถึงนางจะเป็ท่านหญิงผู้สูงศักดิ์จากแปดกองธง หากแต่อิ้นถังก็เป็ถึงบุตรของโอรส์ เป็หลานของั์ ใครมีสถานะสูงส่งกว่ากันย่อมเป็ที่แน่นอนอยู่แล้ว
ยามที่คู่สามีภรรยาทะเลาะกันต่งเอ้อซื่อย่อมเป็ผู้ที่เสียเปรียบกว่าอย่างชัดเจน ทั้งฮูหยินผู้เฒ่าและฮูหยินของสกุลต่งเอ้อเข้าวังมาหลายครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้ต่งเอ้อซื่อทำอะไรโง่ๆลงไป และถึงกับต้องส่งตงกูกูมาอยู่ที่นี่ด้วย
เมื่อมีทั้งอิ่นหมัวมัวและตงกูกูอยู่เคียงข้างต่งเอ้อซื่อจึงสามารถระงับอารมณ์รุนแรงของตนได้มากขึ้นแต่ก็ยังคงยากที่จะเอาชนะใจของอิ้นถังคืนมาได้
“หมัวมัว ข้าเองก็พยายามทำใจให้กว้างแล้ว ต่อให้องค์ชายจะโปรดปรานใคร แต่แทนที่ข้าจะเป็กังวลก็แค่ผลักดันคนที่เชื่อฟังข้าไม่ดีกว่าหรือ” ต่งเอ้อซื่อแสร้งเอ่ยด้วยท่าทางสงบนิ่งไม่แยแส
อิ่นหมัวมัวรู้จักต่งเอ้อซื่อเป็อย่างดีหากนางโมโหขึ้นมาตอนนี้ยังจะดีเสียกว่าการที่ต่งเอ้อซื่อทำตัวสงบนิ่งไม่ดีใจหรือเสียใจเช่นนี้หมายความว่านางไม่้าปล่อยผ่านเื่นี้ไปโดยง่ายแน่แท้
"หากพระชายาคิดได้เช่นนั้นก็ดีเพคะ”
[1] อุปมาถึงการร่วมรัก