ในระหว่างที่เนี่ยลู่ซือกำลังยุ่งอยู่กับการช่วยเหลือชาวบ้าน แต่อีกทางด้านหนึ่ง ณ เมื่องหลวงของแคว้นฮุ่ย เหล่าขุนนางที่มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชน กำลังจัดงานสังสรรค์กันอย่างมีความสุข อาหารนับร้อยนับพันเรียงราย สาวงามมากมายร่ายรำ เสียงหัวเราะที่ดังขึ้นอย่างครึกครื้น สถานที่ที่ถูกประดับตกแต่งอย่างงดงาม ช่างแตกต่างจากสิ่งที่ปวงประชากำลังประสบพบเเจอเหลือเกิน
"ข้าได้ยินมาว่าการบุกรุกของสัตว์อสูรในเมืองเหลียนสิ้นสุดลงแล้ว อีกทั้งยังสิ้นสุดั้แ่ยังไม่ออกจากป่าเสียอีก "
บุรุษผู้สวมอาภรณ์สีม่วงเอ่ยขึ้น จอกสุราในมือพริ้วไหวตามการขยับ ใบหน้าแสนทนงก้มมองไปยังกลุ่มคนเบื่องล่าง
"เป็เช่นนั้นขอรับท่านเสนาบดี คนของข้าน้อยที่แฝงตัวเข้าไปในเมืองเองก็ถูกกำจัดไปทั้งหมด เื่ราวที่พวกเรารับรู้ก็มีเพียงเื่ที่ไม่มีการบุกโจมตีของสัตว์อสูรเท่านั้น ราวกับว่ามีผู้บงการทุกอย่างอยู่เื้ั ตั้งใจปิดกั้นเื่ราวไม่ให้คนภายนอกได้รับรู้"
"หากข้าจำไม่ผิด เ้าเมืองเหลียนคนใหม่เป็เพียงบุตรชายของคหบดีผู้หนึ่ง ที่พอมีความสามารถและสอบเข้ามาเป็ขุนนางได้ "
"เป็เช่นนั้นขอรับ ตามที่ข้าน้อยได้ให้คนทำการสืบมา คนผู้นี้แซ่เติ้ง นาม ป๋อเหวิน เป็บุตรชายคนเดียวของตระกูลเติ้ง มารดาเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน บิดาเองก็เพิ่งเสียไปเมื่อปีที่แล้ว อีกทั้งเมื่อเมืองเหลียนไร้เ้าเมือง เขาก็ถูกเสนอชื่อให้เป็เ้าเมืองคนถัดไปในทันที คนผู้นี้ไร้ญาติขาดมิตร ทีเพียงผู้ติดตามไม่กี่สิบคน ซึ่งดูจะไม่ใช่ผู้ที่มีความสามารถมากพอที่จะหยุดการโจมตีในครั้งนี้ได้ ข้าร้อยจึงคิดว่าอาจจะเป็ผู้อื่น "
บุรุษผู้นั่งอยู่บนจุดสูงสุด เปรยตามองลงมาเพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะสะบัดมือให้คนตรงหน้ากลับไปนั่งยังจุดของตน
"ท่านพี่ หรือว่าจะเป็ฝ่าาเ้าคะ"
"!!!"
สตรีงดงามข้างกายเสนาบดีเอ่ยขึ้น ใบหน้าของนางแสดงความหวาดหวั่นออกมาอย่างชัดเจน
"หุบปากของเ้าไปเสีย ก่อนที่ข้าจะตัดลิ้นเน่า ๆ ของเ้าทิ้ง"
สตรีที่แสนบอบบางสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว มือทั้งสองข้างถูกยกขึ้นปิดปากแน่น เพราะเกรงว่าหากเสียงของตนเล็ดลอดออกไปแม้แต่น้อย คงไม่ใช่เพียงลิ้นของนางแต่อาจจะเป็หัวที่หลุดจากบ่า
"พาฮูหยินรองออกไปแล้วกักบริเวณนางสามวัน หากไม่สำนึกให้เพิ่มเป็สิบวัน"
เมื่อได้รับคำสั่งทหารที่อยู่ใกล้เคียงก็ได้นำตัวฮูหยินรองออกไป สร้างความหวาดหวั่นให้แก่คนอื่น ๆ ได้ไม่น้อย แม้นางจะเป็ฮูหยินรองแต่ในอดีตนางเป็ถึงบุตรของชินอ๋องที่มีอำนาจไม่น้อยไปกว่าฮ่องเต้ ท่านเสนาบดีเคยรักและถนอมนางยิ่งกว่าไข่ในหิน ไ่ว่านางจะทำผิดพลาดอันใดก็ไม่เคยดุด่า ยกเว้นเพียงเื่ฮ่องเต้หุ่นเชิดผู้นี้เท่านั้น
เดิมทีพวกเขาคิดว่าการมีฮูหยินรองอยู่ด้วยคงทำให้ท่านเสนาบดีใจเย็นลงบ้าง แต่พวกเขาคงคิดผิด
"หลังจากสิ้นสุดภัยหนาวส่งคนเข้าไปแฝงตัวเพิ่ม เลือกจอมยุทธ์ไปด้วยสักสี่ห้าคน ข้าอยากรู้นักว่าเงามืดที่อยู่เื้ันั่นจะจัดการคนของข้าได้อีกหรือไม่" กล่าวจบเสนาบดีได้ลุกขึ้นและเดินจากไป
หลังจากที่เสนาบดีจากไป เหล่าขุนนางที่หลือก็เริ่มหารือกันอีกครั้ง
"พวกเราควรทำเช่นไรดี ครั้งนี้แม้แต่ฮูหยินรองก็คงไม่อาจช่วยเหลือพวกเราได้"
"ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ ทั้งที่เมืองเหลียนไม่มีค่ามากพอที่ต้องให้พวกเราสนใจ เหตุใดจึงต้องยึดติดเพียงนั้น"
"เ้าก็พูดโง่ ๆ จำไม่ได้หรือว่ารุ่ยอ๋องตายที่ใด อีกทั้งหลักฐานเกี่ยวกับของสิ่งนั้นก็ยังคงหาไม่พบ ไม่แน่ว่าอาจจะซุกซ่อนอยู่ที่ใดสักที่ในเมืองเหลียนเป็แน่ "
"ก็จริง หากได้ของสิ่งนั้นมา ท่านเสนาบดีก็มีสิทธิ์ในบัลลังก์ไม่ต่างจากเหล่าเชื้อพระวงศ์"
"อย่าพูดออกไปให้คนภายนอกได้ยินเป็อันเด็ดขาด ไม่งั้นหัวของพวกเ้าได้หลุดออกจากบ่าแน่ "
"พวกข้าเข้าใจแล้วขอรับ"
"ข้าปลอกเปลือกเสร็จแล้วเ้าค่ะ "
เนี่ยลู่ซือยื่นลูกพลับหลายสิบลูกที่ทำการปลอกเอาเปลือกภายนอกออกให้แก่หญิงชราที่นั่งอยู่ไม่ไกล สาเหตุที่นางต้องมาทำการปลอกเปลือกลูกพลับเช่นนี้ก็เกิดจากกรออกล่าในวันก่อน ที่เหล่าชาวบ้านเก็บลูกพลับมากมายกลับมาได้ และเพราะกลัวว่ามันจะเน่าเสียก่อน วันนี้พวกเขาจึงงดล่าเสบียงและมาช่วยกันทำลูกพลับตากแห้ง
ชาวบ้านแต่ละคนทำหน้าที่ของตนเองอย่างขยันขันแข็ง บ้างก็นำลูกพลับไปล้าง บ้างก็ช่วยปลอกเปลือก บ้างก็นำลูกพลับไปแขวนเชือกเพื่อนำไปตาก ภาพของเหล่าชาวบ้านที่ร่วมด้วยช่วยกันนับเป็สิ่งที่หาได้ยาก ไม่ว่าจะเป็ในยุคสมัยใด ยิ่งเป็่เกิดภัยพิบัติเช่นนี้แล้วด้วย ยิ่งแทบไม่มีทางได้เห็นโดยง่าย ซึ่งนั่นก็หมายความว่าชาวบ้านทุกคนมีความเป็ระเบียบและสามัคคีกันไม่น้อย ซึ่งสำหรับนางแล้วค่อนข้างถูกใจมากทีเดียว
"นายหญิงพวกข้ามาแล้วเ้าค่ะ"
เสียงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้น ด้านหลังของนางมีคนอีกเก้าคน เดินตามไม่ห่าง คนทั้งสิบคนคือคนที่ป่วยจากผลข้างเคียงของพลังเนตร์ที่ได้รับสืบทอดมาแต่เพราะไม่รู้วิธีใช้พลังที่ถูกต้อง จึงได้เกิดการล้มป่วยจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด และหลังจากที่นางทำการรักษาจนกลับมาหายดี พวกเขาก็ได้ทำการปฏิญาณตนว่าจะจงรักภักดีกับนางไปชั่วชีวิต
เนี่ยลู่ซือพยักหน้า ก่อนที่จะกล่าวกับหัวหน้าหมู่บ้านเล็กน้อย และเดินนำคนทั้งสิบออกมาจากบริเวณนั้นเพื่อเริ่มทำการรักษาในขั้นตอนต่อไป
สิ่งสถานที่ที่นางนำทางคนทั้งหมดมา คือป่าใกล้ลำธารที่ห่างออกไปไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก เพราะสำหรับผู้ฝึกตนแล้วการฝึกใกล้ธารน้ำที่ให้ความรู้สึกสงบสุข ดีกว่าสถานที่ที่มีแต่ความวุ่นวายมากทีเดียว
หลังจากทำการรักษาเบื่องต้นแล้ว สิ่งที่ต้องทำหลังจากนั้นนั่นก็คือการบำรุงร่างกายด้วยแก่นพลังของสัตว์อสูรรวมถึงสมุนไพรระดับสูงอีกหลายชนิด เพื่อให้พวกเขาดูดซับพลังปราณเข้าไปและปรับสมดุลในร่างกายให้เข้าที่เสียก่อน
เนตร์เป็พลังที่จำเป็ต้องมีลมปราณไหลเวียนในร่างกายจำนวนมหาศาล ดังนั้นการเริ่มต้นดูดซับพลังจึงเริ่มโดยการดูดซับแก่นพลังของสัตว์อสูรระดับหก เพิ่นเติมเต็มพลังปราณในร่างกายให้เพียงพอ
แก่นพลังระดับหกถูกมอบให้แก่คนทั้งสิบ ก่อนที่พวกเขาจะตั้งสมาธิและดูดซับพลังเข้าไป ใบหน้าที่เริ่มมีเม็ดเหงื่อไหลซึม ลมหายใจที่เร็วผิดปกติ ร่างกายที่ร้อนราวกับถูกแผดเผา ความรู้สึกอึดอัดจากการถูกพลังที่ยิ่งใหญ่กดทับอยู่ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พวกเขาจะต้องทนรับให้ไหว
เนี่ยลู่ซือยืนมองคนทั้งสิบก่อนที่จะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เดิมทีนางคิดเอาไว้ว่า ทันทีที่คนทั้งสิบทำการดูดซับอาจทำให้พวกเขาต้องกระอักเืออกมาได้ การที่พวกเขาทนแบกรับได้มากขนาดนี้ ย่อมหมายความว่าการเตรียมใจของพวกเขาไม่ใช่เื่เล่น ๆ
"นายหญิงข้าทำตามที่ท่านสั่งเสร็จแล้วเ้าค่ะ "
ชิงอีที่เพิ่งตามมาเอ่ยรายงานผู้เป็นาย ก่อนหน้านี้เพราะผู้เป็นายเกรงว่าจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้น จึงได้มอบแหล่งกำเนิดพลังปราณให้กับนาง ซึ่งมีั้แ่ต้นไม้ที่มีพลังปราณธรรมชาติ ไข่มุกราตรี ปะการัง และอีกหลายอย่าง เพื่อนำไปฝังไว้โดยรอบของหมู่บ้าน พร้อมกับกล่าวว่า ในอนาคตแม้ยังไม่แน่ว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะได้เข้ามาอยู่ใต้อาณัติของนางหรือไม่ แต่ในอนาคตจะต้องมีคนรุ่นหลังที่เกิดมาพร้อมพลังเนตร์อีกเป็แน่ และนี่คือเหตุผลว่าเหตุใดผู้เป็นายจึงได้ยอมสูญเสียสิ่งล้ำค่ามากมายเช่นนี้
เพราะร่างกายดูดซับได้เป็อย่างดี เพียงไม่กี่ชั่งยามพลังของแก่นอสูรระดับหกก็ถูกดูดซับจนหมด และทำให้บรรลุถึงระดับหลอมรวม ขั้นที่ 1 แล้ว ในเวลานี้ร่างกายของคนสิบมีพลังปราณไหลเวียนมากกว่าผู้ฝึกตนที่มีพลังระดับเดียวกันถึงสองเท่า ซึ่งมากยิ่งกว่าพลังของบรรพบุรุษของพวกเขาเสียอีก
"นายหญิง...สิ่งนี้คือพลังของผู้ฝึกตนหรือเ้าคะ"
เสี่ยวฮวาหนึ่งในคนทั้งสิบเอ่ยถามขึ้น เป็เพราะนางเริ่มััถึงพลังมหาศาลในร่างกายได้ อีกทั้งเป็เพราะไม่กี่วันก่อนหน้านี้พวกเขายังร่างกายอ่อนแอมากเสียจนเกือบจะสิ้นใจ การที่ได้รับพลังที่สุดจะแข็งแกร่ง จึงยากที่จะเชื่อโดยง่าย
"เป็เช่นนั้น นี่ยังเป็เพียงพลังเริ่มต้น หากพวกเ้าหมั่นฝึกฝน ไม่แน่ว่าพวกเ้าอาจจะเทียบเคียงบรรพบุรุษของพวกเ้าได้ "
"คนทั้งสิบหันมองหน้ากัน ก่อนที่จะพยักหน้า และหันมาเอ่ยกับนางอย่างพร้อมเพียง
"พวกเราขอสาบานในนามคนรุ่นหลังของสำนักเนตร์ ว่าจะสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษในอดีต สืบทอดความตั้งใจ ความยิ่งใหญ่ ไปชั่วนิรันดร์ และสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อนายหญิงไปจนสิ้นชีวี ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่เป็ของนายหญิง แม้ตายไปร่างกายนี้ก็เป็ของนายหญิง!!"
น้ำเสียงที่ดูหนักแน่น ช่างเป็สิ่งที่ถูกใจนางไม่น้อย อีกทั้งการที่นางได้ยอดฝีมือมาเพิ่มอีกถึงสิบคน ย่อมหมายถึงกำลังพลที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นเนี่ยลู่ซือก็ได้มอบสมุนไพรให้พวกเขาไปคนละชนิดก่อนที่จะแยกกลับไปที่เรือนของตน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการออกล่าในวันพรุ่งนี้
"หวังว่าจะไม่มีใครส่งคนเข้ามาแทรกซึมเมืองอีกนะเ้าคะ ครั้งก่อนข้าก็จัดการไปมากทีเดียว"
ชิงอีเอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกเบื่อหน่าย การที่ต้องมาคอยจัดการขยะเน่าเหม็นเ่าั้ ไม่เห็นสนุกอันใดเลย แค่เพียงััถูกเืของพวกมันก็ทำให้นางรู้สึกอยากจะอาเจียนแล้ว
"ในตอนนี้คงยังไม่มีมาเพิ่ม แต่หลังจากหมดภัยหนาวไม่แน่ว่าจะเพิ่มมาอีกมากเพียงใด พวกเราเองก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับมืออยู่ดสมอ อย่าได้ประมาทเพียงเพราะคิดว่าพวกเขาเป็มนุษย์ ทั่วยุทธภพยังมีเหล่ายอดฝีมือที่ยังไม่เปิดเผยตัวตนอยู่มากมายนัก
********
ขออนุญาตลงตอนนี้เป็ตอนสุดท้ายของปีนะคะ แถวบ้านไรท์เริ่มเลี้ยงสังสรรค์กันมาั้แ่วันที่ 24 แล้ว เสียงเพลงดังมาก ไม่มีสมาธิเลย
สุดท้ายนี้ในปีใหม่ที่กำลังมาถึง ขอให้คุณรี้ดทุกคนพบเจอแต่ความสุข สุขภาพแข็งแรง คิดสิ่งใดขอให้สมปรารถนา ปราศจากความทุก แล้วอย่าลืมกลับมาพบกันอีกครั้งในปีหน้านะคะ