ในที่สุดมู่เลี่ยงหรงก็อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป“ซือเซิน เจ้ารู้จักบุรุษน่าตายผู้นั้นหรือไม่ หากข้าควักลูกตาของเขาออกมาแล้วค่อย ๆ เฉือนร่างนั้นเป็นชิ้น ๆ จากนั้นก็นำไปเลี้ยงปลาแสนรักในบ่อของข้าจะมีผลกระทบอะไรกับพระเชษฐาบ้าง”
“เขาคือบุตรชายคนโตของท่านแม่ทัพเฟิงนามเฟิงหลี่จื้อ”
“อ่อที่แท้ก็จอหงวนฝ่ายบู๊คนใหม่” ฉินอ๋องเหยียดปากเป็นเส้นตรง“วรยุทธ์ของเขาคงพอทำให้ข้าได้ออกเหงื่อกระมัง”
“ท่านอ๋องโปรดลดโทสะหากเกิดเรื่องบนเรือพระที่นั่งเกรงว่าจะทำให้ฮ่องเต้ทรงพิโรธได้” ถางซือเซินปาดเหงื่อที่เริ่มผุดพรายเป็นเม็ดเล็กๆ
“เลี่ยงหรงเกอเกอพี่เยว่ฉีเป็นสตรีงดงามออกปานนั้น บุรุษใดอยู่ใกล้ย่อมไม่สามารถละสายตาจากนางได้” ถางซือเซียนรู้ว่าความอดทนของฉินอ๋องใกล้หมดลงแล้วหากที่นี่ไม่ใช่ห้องโถงที่มีผู้คนมากมายนางคงบังคับให้เขาดมกลิ่นจรุงจิตเพื่อสงบสติไปแล้ว
“ซิ่นเฉิง! กระบี่ข้า”
สิ้นคำองค์รักษ์ประจำตัวก้าวเข้ามาพร้อมกระบี่เล่มหนึ่ง
“ไม่นะ”ถางซือเซียนมองหน้าซิ่นเฉิงเขม็งนางรู้ว่าองค์รักษ์ผู้นี้ไม่เคยขัดฉินอ๋องแม้แต่ครั้งเดียว “เจ้าอย่าได้เข้ามาให้ข้าคุยกับท่านอ๋องให้จบก่อน”
ซิ่นเฉิงจึงหยุดยืนห่างออกไปเพียงหนึ่งจั้งสองมือถือกระบี่ประจำกายของมู่เลี่ยงหรงเอาไว้หากท่านอ๋องประสงค์จะใช้ย่อมคว้าไปได้ทันทีทำเช่นนี้เท่ากับเขาไม่ได้ขัดคำสั่งผู้เป็นนาย
“ข้าไม่อาจทำตัวเป็นบุรุษใจกว้างได้หรอกเซียนเอ๋อร์”
“ท่านอ๋องมีโทสะเพราะชอบนางหรือไม่อยากเสียหน้ากันแน่เพคะ”
“เจ้าไม่ควรถามข้าเช่นนี้”นัยน์ตาเหยี่ยวดุดันขึ้นหลายส่วน
ดั่งมีไฟสุมอยู่ในอกเขาทรมานเหลือทน บุตรสาวแม่ทัพยังคิดจะหักหน้าเขาอีกกี่ครั้งกี่หนกันแต่จะให้ลงมือทำร้ายนางในดวงใจได้อย่างไรเช่นนั้นเขายินดีเลือกจะเป็นคนโฉดโหดเหี้ยมแล้วหาทางประหัตประหารบุรุษผู้บังอาจให้ไปเฝ้าเพ้อถึงเยี่ยนเยว่ฉีที่บ่อน้ำพุเหลืองแทน
“ใจเย็นๆ ก่อนเถิดเพคะ ท่านแม่ทัพใหญ่ก็อยู่ คงไม่ยอมให้บุตรสาวเสื่อมเสียชื่อเสียง”
“ข้าไม่อาจทนเห็นภาพนี้ได้อีกต่อไปเจ้าคงพอจะรู้จิตใจของข้าอยู่บ้างกระมัง”
“เซียนเอ๋อร์ย่อมรู้เพคะเพราะท่านไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน” นัยน์ตาสุกใสจ้องเขาเขม็งนางยิ้มอ่อนหวานให้แบบที่เคยทำหวังว่าใบหน้าอันเจริญหูเจริญตานี้จะช่วยให้พี่ชายบุญธรรมยกเลิกความคิดที่จะไปฆ่าใคร“แต่ทำแบบนี้ไม่สมเป็นฉินอ๋องเลยสักนิด”
“แล้วอย่างไรถึงจะสมกับการเป็นตัวข้าเล่า”มู่เลี่ยงหรงส่งสัญญาณให้ซิ่นเฉิงจากไปสองพี่น้องตระกูลถางถึงกับลอบขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายอยู่ในใจ
“รอสืบให้กระจ่างก่อนว่าพวกเขามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรดูเหมือนว่าแม่ทัพเฟิงเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านไคกั๋วกงมาก่อน เป็นไปได้ว่าลูกๆ ของพวกเขาจะเป็นสหายเก่ากัน” ถางซือเซินรีบเสนอหนทางพลางคาดเดาสาเหตุที่ท่านแม่ทัพใหญ่ยอมให้ผู้อื่นไปนั่งร่วมโต๊ะ
“สหาย?เจ้าตาบอดหรือไร หากเป็นเจ้าเล่าจะทนได้หรือไม่”
“หากท่านอ๋องถามเช่นนี้ซือเซินก็ขอตอบอย่างไม่ลังเล ทั่วทั้งแคว้นหานคงไม่มีผู้ใดจะทานทนเรื่องเช่นนี้ได้มากไปกว่ากระหม่อมอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าไม่เห็นรู้เจ้าไปพบเจอเรื่องแบบนี้มาเมื่อใด” มู่เลี่ยงหรงขมวดคิ้วพลางจ้องตาของสหายอย่างค้นหาคำตอบ
“เรื่องมันผ่านไปนานแล้วได้โปรดอย่าถามอีกเลย” ถางซือเซินหลุบตาลง ไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเห็นแววตาอันปวดร้าวของตนเอง
“ซือเซินข้าขอโทษ” คนที่มู่เลี่ยงหรงจะยอมเอ่ยขอโทษมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
“กระหม่อมคงรับไม่ไหวท่านอ๋องไม่ได้ทำผิดอันใดไม่ต้องกล่าวเช่นนั้นกับซือเซิน” อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายตกใจด้วยสถานะสูงส่ง ฉินอ๋องไม่มีความจำเป็นจะต้องลดตัวลงมากล่าวคำขออภัยเขา
“ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
“ซือเซินรู้...”อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มเพื่อคลายความกังวลใจให้สหายสูงศักดิ์
หลังจากปรับอารมณ์ความรู้สึกกับถางซือเซินเรียบร้อยแล้วมู่เลี่ยงหรงจึงหันกลับไปยังโต๊ะของตระกูลเยี่ยนอีกครั้งหนึ่งแต่ก็ไม่เห็นเงาร่างของเยี่ยนเยว่ฉีกับเฟิงหลี่จื้อเสียแล้ว แม้สังเกตดี ๆเยี่ยนจิ้นหลิงจะหายไปด้วยก็ตาม
ความกระวนกระวายแทรกซึมเข้ามาอย่างเฉียบพลันเขาไม่อาจวางใจอะไรได้ทั้งสิ้น ด้วยรอยยิ้มงดงามเป็นธรรมชาติที่นางมอบให้ชายคนนั้นเป็นแบบที่ไม่เคยมีให้กับตนเอง
ไฟริษยายังคงตอกย้ำในจิตใจอ๋องหนุ่มรีบลุกขึ้นแล้วสาวเท้าออกไปเพื่อตามหาคู่หมั้นในทันที
เยี่ยนจิ้นหลิงเดินนำน้องสาวกับเฟิงหลี่จื้อไปบนดาดฟ้าเขาชวนทั้งสองพูดคุยตลอดทาง ในที่สุดก็พามาหยุดยืนอยู่บริเวณด้านหลังของเรือแต่แล้วบุรุษผมสีเงินก็อ้างว่าลืมวางพัดไม้หอมไว้บนโต๊ะ จึงขอตัวกลับไปเอา แล้วบอกให้คนทั้งสองรอเขาอยู่ที่นี่ก่อน
เมื่อกุนซือหนุ่มเดินจากไปแล้วเฟิงหลี่จื้อที่รอโอกาสพูดคุยตามลำพังกับเยี่ยนเยว่ฉีมาพักใหญ่ก็เริ่มบทสนทนา
“ฉีเอ๋อร์”เขาเรียกขานนางแบบที่เคยทำเมื่อก่อน เยี่ยนเยว่ฉีได้ยินก็เลิกสนใจหางเสือแล้วหันกลับมาหาเขา
“ไม่คิดว่าท่านจะเรียกข้าด้วยชื่อนี้อีก”
“นั่นเป็นเพราะสำหรับข้าเจ้าคือเทพธิดาเสมอ”
“ส่วนท่านก็คือท่านพี่ถังหูลู่ของข้า”
“ใช่ข้าคือพี่ถังหูลู่ของเจ้า”
“ท่านเห็นเยว่ฉีเป็นเทพธิดานี่เองเมื่อก่อนถึงได้เพียรเซ่นข้าด้วยขนมนั่น” นางหัวเราะเสียงใสพลอยจิตใจของจอหงวนหนุ่มล่องลอยไปไกล
“ค่าตอบแทนที่ได้ก็คือรอยยิ้มน่ารักของเจ้า”เขาส่งสายตาลึกซึ้งให้นาง พลางเขยิบเข้าไปใกล้เรื่อย ๆ “เทพธิดาชอบยิ้มหวาน แล้วบอกว่ารักพี่หลี่จื้อมากกว่าใครไม่ใช่หรือทุกครั้งที่เจ้าพูดเช่นนั้นข้าดีใจมากรู้ไหม”
“หากหวังเพียงรอยยิ้มดูท่าจะไม่คุ้มกับจำนวนขนมที่ท่านมอบให้ข้าเลย”เยี่ยนเยว่ฉีรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปฉับพลัน จึงพยายามพูดเป็นนัยให้เขารับรู้
“แต่สำหรับข้านั่นคือสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต”
“ท่านกล่าวหนักเกินไปแล้ว”
“วันที่ข้าต้องไปเมืองต้าซานเจ้าจำได้หรือไม่ว่าสัญญาอะไรไว้”
“เยว่ฉียังเด็กนักจำอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น”
“เจ้าร้องไห้แล้วรับปากว่าหากโตขึ้นจะเป็นเจ้าสาวของข้า”
ได้ยินดังนั้นเยี่ยนเยว่ฉีก็นิ่งอึ้งไปตอนนั้นทั้งคู่ยังเป็นเด็ก และเขาก็เป็นคนที่ซื้อขนมให้นางบ่อยที่สุดทุกอย่างเกิดขึ้นจากความไร้เดียงสา ไม่คิดว่าเฟิงหลี่จื้อจะคิดเป็นจริงเป็นจังจนถึงตอนนี้
ชายหนุ่มเข้าประชิดในที่สุดเขากุมมือของนางเอาไว้มั่น นัยน์ตาเข้มลึกส่องกระแสวาดหวังไว้อย่างเปี่ยมล้นเขาโน้มศีรษะลง ริมฝีปากหนากำลังจะจรดลงไปบริเวณเดียวกับที่มู่เลี่ยงหรงเคยจุมพิตเอาไว้เยี่ยนเยว่ฉีเห็นดังนั้นก็พยายามดึงมือของตนออก แต่อีกฝ่ายออกแรงรั้งเอาไว้จนในที่สุดมือของนางก็หลุดจากการกอบกุมก่อนที่จะโดนจูบทับรอยบุรุษของตนแต่ดูเหมือนจะออกแรงมากเกินไปนางจึงเสียหลัก