ย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบปีก่อน
ซูลี่และซูฮวาเป็เด็กแฝดที่เติบโตมาในเขตชนบทของเมืองเฉินเฟิง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศอุดรหรือก็คือแดนเหนือที่อยู่ในการปกครองของอ๋องเจียเฉิง
ชาวบ้านแถบนั้นต่างก็รู้ดีว่าตอนที่เด็กแฝดทั้งสองยังเป็ทารกก็ถูกนำมาทิ้งไว้ท้ายไร่ของสองสามีภรรยา พวกเขาแจ้งทางการก็แล้ว ตามหาพ่อแม่เด็กก็แล้ว แต่กลับไร้ร่องรอยใดๆ ให้สืบหา นานวันเข้าพวกเขาที่ไม่สามารถมีลูกด้วยกันได้ก็เกิดความผูกพันกับเด็กจนในที่สุดก็รับเลี้ยงไว้เองจนผ่านไปแปดปี
สองสามีภรรยายากไร้ต้องอดมื้อกินมื้ออยู่เป็ประจำเพื่อให้เด็กทั้งสองได้กินอิ่ม พวกเขามีอาชีพเป็เกษตรกรปลูกพืชผักในที่ดินของตนเอง แต่ทว่าด้วยพื้นที่ที่มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี จึงทำให้ผลผลิตไม่ค่อยดีนัก ยิ่งยามเข้าสู่่หน้าหนาวก็มักมีหิมะตกปกคลุมจนไม่สามารถปลูกพืชใน่นั้นได้เลย แหล่งอาหารเช่นปลาในลำคลองก็หาได้ยากกว่าปกติยิ่งนัก
เด็กแฝดทั้งสองก็เข้าใจสถานการณ์ทางบ้านเป็อย่างดี ดังนั้นเลยพยายามช่วยงานพวกเขาเท่าที่ทำได้ โดยเฉพาะซูลี่ที่มีความเป็ผู้ใหญ่มากกว่ากว่าซูฮวาผู้เป็น้องสาว นางจึงออกไปหางานทำที่ร้านขายผ้าซึ่งต้องเดินเท้าไปไกลนับแปดลี้ แต่ก็ต้องถูกกดค่าแรงเพราะความเป็เด็ก อีกทั้งยังต้องทนใช้แรงงานไม่ต่างไปจากผู้ใหญ่ ถึงกระนั้นซูลี่ก็เป็คนหัวดีและใฝ่เรียนรู้ นางจึงลอบจดจำเื่ของการค้าและการคำนวณจนมีโอกาสได้แสดงความสามารถต่อหน้าพ่อค้าที่มากับขบวนสินค้าต่างแคว้น
พ่อค้าคนนั้นเห็นแววว่าซูลี่มีความเฉลียวฉลาดั้แ่ยังเด็ก เมื่อสืบความจนรู้ว่านางทำงานในร้านผ้าแห่งนั้นมาสองปีซ้ำยังถูกกดขี่และฐานะทางบ้านก็ไม่ดีนัก จึงอยากช่วยเหลือโดยการมอบเงินก้อนหนึ่งแลกกับการที่นางต้องเดินทางไปทำงานกับขบวนสินค้า เพื่อให้เรียนรู้และขัดเกลาั้แ่ยังเด็ก และเขายังจะมอบเงินเป็รายเดือนที่สมน้ำสมเนื้อให้อีกด้วย นี่เป็โชคดีของนางแล้ว
แต่ทว่าซูลี่นางก็ไม่ได้ตอบรับเพราะไม่อยากจากบ้านไปไกลถึงต่างแคว้น อีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไร พ่อแม่ของนางก็ไม่มีทางเห็นด้วยอย่างแน่นอน
ชีวิตของคนทั้งสี่ดำเนินไปอย่างปกติที่เคยเป็มา บิดามารดาออกไปไร่ทำสวน ซูฮวาก็ไปช่วยเป็บางคราและอยู่ดูแลทำความสะอาดบ้าน ส่วนซูลี่ก็เดินทางไปทำงานที่ร้านผ้าหาเงินเพิ่มเพื่อจุนเจือครอบครัว จนกระทั่งวันหนึ่ง มารดาของนางก็ล้มป่วยกะทันหันด้วยโรคที่รักษาได้ยากยิ่ง อีกทั้งยังต้องใช้เงินจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่าครอบครัวนางไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น
บิดาขอยืมเงินจากญาติมิตรก็ไม่มีใครยอมช่วย ส่วนซูลี่ก็ดิ้นรนทุกทางเพื่อหาเงินช่วยบิดา นางขอเบิกเงินล่วงหน้ากับเถ้าแก่ร้านไม่ได้ ซ้ำร้ายยังถูกไล่ออกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เมื่อหมดซึ่งหนทาง ในที่สุดซูลี่ก็ตอบรับข้อตกลงเพื่อเดินทางไปทำงานกับขบวนสินค้า นางทำสัญญากับพ่อค้าผู้นั้นเป็ลายลักษณ์อักษรด้วยตนเองโดยไม่ปรึกษาครอบครัวด้วยซ้ำ
“ท่านพี่ ท่านจะไปจริงๆ หรือ แล้วฮวาเอ๋อร์จะอยู่กับใครเ้าคะ ท่านไม่ไปได้ไหม” เสียงเล็กของซูฮวาในวัยแปดขวบร้องไห้งอแง พลางดึงมือรั้งพี่สาวฝาแฝดของตนที่มีความเป็ผู้ใหญ่เกินวัยไปมาก
ซูลี่เองก็มีน้ำตาไหลพรากออกมา แต่ทว่านางก็ปัดมันออกอย่างรวดเร็วด้วยคิดว่าตนเองเป็พี่ ต้องเข้มแข็งและสามารถเป็ที่พึ่งให้น้องได้ นางยกมือลูบศีรษะของน้องสาวแ่เบาพลางเอ่ย “ฮวาเอ๋อร์ เ้าอยู่ที่นี่ดูแลท่านพ่อท่านแม่ให้ดี เ้าต้องเข้มแข็งมากกว่านี้รู้หรือไม่”
นอกจากซูฮวาจะพยายามเอ่ยรั้งแล้ว พ่อแม่บุญธรรมของนางก็พยายามทุกวิถีทางเช่นกัน ทั้งขอคืนเงินกับพ่อค้า ทั้งขอไปแทนบุตรสาว ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็ผลเพราะสัญญาได้ลงชื่อซูลี่ไปแล้ว
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าจะเรียนการเขียนอักษรให้มากขึ้น แล้วจะเขียนจดหมายส่งมาหาพวกท่านบ่อยๆ หากมีคำไหนที่พวกท่านไม่รู้ ก็นำมันไปให้ผู้ใหญ่บ้านอ่านให้ฟัง แล้วลี่เอ๋อร์จะส่งเงินมาให้นะเ้าคะ” ซูลี่พยายามกำชับ อย่างน้อยให้นางลำบากแต่หากครอบครัวสบายนางก็เต็มใจทำ อีกทั้งยังกำชับบอกให้มารดานำเงินก้อนนั้นไปจ่ายค่ารักษาตัวเองให้หายด้วย
ครอบครัวล่ำลากันพักใหญ่ๆ ขบวนสินค้าที่เดินทางไปมาระหว่างแคว้นก็เริ่มออกเดินทางโดยมีจุดหมายเป็แคว้นอันฉี และกว่าจะวนกลับมาที่นี่อีกครั้งก็คงใช้เวลานานนับสามถึงสี่ปี
ซูลี่เดินทางไปกับขบวนพ่อค้า เรียนรู้ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ถึงอย่างนั้นนางก็ส่งจดหมายและเงินกลับบ้านอย่างสม่ำเสมอ บางคราก็ได้รับการตอบกลับมาบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็เื่ชีวิตความเป็อยู่ประจำวันทั่วไปที่บอกเล่าให้นางได้ยิ้มตาม ถึงกระนั้นนางก็เกิดความสงสัยขึ้นในใจว่าจดหมายที่ตอบกลับมา ไยจึงไม่มีของซูฮวาบ้าง
จวบจนกระทั่งเวลาผ่านไปสองปี ขบวนสินค้าที่แวะปักหลักทุกเมืองจนทั่วแคว้นอันฉีก็เดินทางถึงเมืองหลวงของแคว้น ทว่าในตอนนั้นซูลี่กลับประสบอุบัติเหตุจนความทรงจำเื่ที่นางเป็ใครมาจากไหนหายไปจนเกือบหมด หลงเหลือไว้เพียงภาพรางๆ บาง่ตอนเท่านั้น
ทว่าก็เป็โชคดีที่ในขณะนั้นนางพบเจอกับครอบครัวหนึ่งที่ตัดสินใจอุปการะนางเอาไว้ ซึ่งบิดาบุญธรรมมีฐานะเป็ถึงมหาเสนาบดีของแคว้นอันฉี ส่วนมารดานั้นคือราชนิกุลของแคว้นในฐานะองค์หญิงที่มีศักดิ์เป็พระขนิษฐาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ด้วยเพราะในตัวของซูลี่มีพู่ไม้แกะสลักสลักชื่อเอาไว้ติดกายอยู่ พวกเขาจึงให้นางชื่อซูลี่ดังเดิมโดยใช้แซ่ของบิดาบุญธรรมซึ่งก็คือแซ่จาง ั้แ่นั้นชื่อเต็มของนางจึงกลายเป็จางซูลี่ในที่สุด
แต่ในความโชคดีก็มีความโชคร้ายอยู่เช่นกัน เพราะซูลี่ในยามนั้นลืมครอบครัวที่อยู่ด้วยกันมาั้แ่กำเนิด กว่าจะเริ่มจดจำได้อีกครั้งก็เมื่อหนึ่งปีก่อนซึ่งเป็วัยที่นางมีอายุได้สิบเจ็ดปีแล้ว เดิมทีนางเคยคิดว่าจะใช้ชีวิตปัจจุบันกับครอบครัวปัจจุบันให้ดีที่สุด ทว่าความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อก็เริ่มปรากฏขึ้นในความทรงจำเรื่อยมาจนอดความสงสัยเอาไว้ไม่ได้ นางจึงทำทุกวิถีทางเพื่อสืบหาความจริง อีกทั้งครอบครัวก็ยังสนับสนุนอย่างเต็มที่เช่นกัน
แต่เมื่อสืบจนพบ เื่ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว...