เบื้องหน้าทั้งสองคนคือโถงใต้ดินขนาดมหึมา
ตรงกลางโถงมีหลุมเพลิงขนาดใหญ่ เปลวไฟสีแดงเข้มลุกโชนอยู่ภายใน ราวกับดวงตาของสัตว์ร้ายโบราณที่กำลังเบิกมองโลก รอบหลุมเพลิงมีเสาหินแปดต้นตั้งเรียงเป็วง แต่ละต้นถูกสลักอักขระซับซ้อน และมีโซ่เหล็กสีดำทอดลงไปยังแท่นหินหลายแท่น
บนแท่นเ่าั้มีคนถูกมัดอยู่ บางคนหมดสติ บางคนร่างกายไหม้เกรียมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
เซิ่งหลินกำมือแน่นจนข้อนิ้วซีด “พวกมัน...”
เหวินซานไม่ได้พูดอะไร เพียงจ้องภาพตรงหน้า
ชายชุดดำหลายคนกำลังบังคับผู้ฝึกตนระดับต่ำให้โคจรพลังิญญา ขณะที่เปลวเพลิงจากหลุมกลางถูกดึงผ่านค่ายกลเข้าสู่ร่างของคนเ่าั้ ทันทีที่เพลิงไหลเข้าร่าง เส้นพลังิญญาของผู้ถูกมัดก็เรืองแสงสีแดงขึ้น
“อ๊ากกก!” เสียงกรีดร้องดังลั่นทั่วโถง
คนผู้นั้นดิ้นรนสุดชีวิต แต่โซ่เหล็กกลับรัดแน่นกว่าเดิม เปลวเพลิงสีแดงไหลผ่านร่างของเขาราวกับกำลังเผาผลาญจากภายใน เพียงสิบกว่าลมหายใจ ร่างทั้งร่างก็หยุดกระตุก เปลวเพลิงสายหนึ่งพุ่งออกจากกลางอกของเขา ก่อนถูกค่ายกลดูดกลับเข้าสู่หลุมเพลิง ร่างที่เหลืออยู่ค่อย ๆ แตกสลาย กลายเป็เถ้าถ่านสีดำกองอยู่บนแท่น
ชายชุดดำผู้หนึ่งเดินเข้ามา ใช้เท้าเขี่ยเถ้าบนพื้น ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “ล้มเหลว” อีกคนจดข้อความลงบนแผ่นไม้ “คนที่สามสิบเจ็ด ทนได้สิบสองลมหายใจ”
“ยังไม่พอ” เสียงแหบพร่าดังลงมาจากมุมสูงของโถง
เหวินซานกับเซิ่งหลินเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
บนแท่นหิน้า มีชายชราในชุดคลุมสีแดงดำยืนอยู่ มือทั้งสองไขว้หลัง ดวงตาลึกโหล ใบหน้าซูบตอบจนดูคล้ายคนตาย พลังที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาหนักหน่วงจนแม้จะอยู่ห่างออกไปหลายสิบจั้ง เหวินซานยังรู้สึกราวกับมีูเากดทับอยู่บนหน้าอก
เซิ่งหลินเองก็นิ่งเงียบ เพียงมองแวบเดียว นางก็รู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้แข็งแกร่งกว่านางมาก
ชายชราชุดแดงดำกวาดตามองหลุมเพลิง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า “เพลิงิญญายังไม่เสถียร ต้องใช้ภาชนะเพิ่มอีก” เขาเหลือบมองคนที่ถูกมัดอยู่บนแท่น “เลือกผู้ที่มีเส้นพลังิญญาแข็งแรงกว่านี้ คนธรรมดาพวกนี้ทนไม่ได้นานพอ”
ชายชุดดำด้านล่างประสานมือ “ขอรับ ท่านผู้าุโ”
เหวินซานขมวดคิ้วเล็กน้อย ภาชนะ? เขาเหลือบมองเซิ่งหลิน เห็นใบหน้าของนางซีดลง
เสียงของนางดังขึ้นในศีรษะเขา “นี่ไม่ใช่เพียงค่ายกลหลอมิญญา” เหวินซานนิ่งฟัง “มันคือวิชาสร้างเมล็ดเพลิงิญญา”
แววตาของเขาเปลี่ยนไปทันที
นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง "วิชานี้ใช้ร่างมนุษย์เป็เตาหลอม ใช้เส้นิญญาเป็ทางเดินของเพลิง" เสียงเซิ่งหลินแ่ลง
เหวินซานกำหมัดแน่น เขาเริ่มเข้าใจว่าทำไมเถ้าถ่านบนแท่นถึงไม่เหลือแม้แต่กระดูก
"และหากทนไม่ไหว ทุกอย่างจะถูกหลอมกลับไปเลี้ยงเมล็ดเพลิง" นางกล่าวต่อ น้ำเสียงหนักอึ้ง
เซิ่งหลินตอบผ่านกระแสจิต “พวกมันไม่ใช่เพียงเลี้ยงเพลิง แต่กำลังพยายามสร้างเมล็ดเพลิงที่สมบูรณ์”
“เมื่อเมล็ดเพลิงิญญาถือกำเนิด ผู้ที่หลอมรวมมันสำเร็จจะสามารถเพิ่มพลังได้มหาศาล บางคนถึงกับทะลวงผ่านขอบเขตที่ติดค้างมาหลายสิบปีในคราวเดียว”
“วิชานี้เคยถูกทำลายไปแล้ว ตำราที่กล่าวถึงวิชานี้ถูกสำนักใหญ่หลายแห่งเผาทิ้งเมื่อหลายร้อยปีก่อน ผู้ฝึกวิชาถูกตามล่าจนแทบสูญสิ้น เพราะทุกครั้งที่มีผู้พยายามสร้างเมล็ดเพลิง จะต้องสังเวยชีวิตนับหมื่น”
นางมองหลุมเพลิงตรงกลางโถง “ข้าไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นมันด้วยตาตนเอง”
ขณะนั้นเอง ชายชุดดำสองคนเดินลากชายหนุ่มผู้หนึ่งขึ้นไปบนแท่น ชายหนุ่มพยายามดิ้นสุดแรง ร้องขอชีวิตจนเสียงแหบแห้ง “ปล่อยข้า! ได้โปรด ข้ายอมทำ ข้ายอมทำทุกอย่าง!”
ไม่มีผู้ใดสนใจ โซ่เหล็กถูกคล้องแขนและขาของเขา ก่อนตรึงร่างลงบนแท่น ชายชราชุดแดงดำยกมือขึ้น อักขระรอบหลุมเพลิงพลันสว่างวาบ
ครืน! เปลวเพลิงสีแดงสายหนึ่งพุ่งออกจากหลุม รัดพันร่างชายหนุ่มราวกับงูเพลิง
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ เหวินซานไม่ได้มองเพียงความโหดร้าย เขาพยายามจดจำการไหลของพลังภายในค่ายกลอย่างละเอียด เพลิงไม่ได้ไหลเข้าสู่ร่างโดยตรง มันถูกส่งผ่านเสาหินทั้งแปดก่อน แล้วจึงถ่ายเข้าสู่แท่นแต่ละแท่น หากเสาหินถูกทำลาย ค่ายกลอาจหยุดลงได้ แต่เสาทุกต้นมีผู้ฝึกตนคอยเฝ้า และยังเชื่อมถึงกันด้วยอักขระซ้อนหลายชั้น ต่อให้ทำลายได้หนึ่งต้น ที่เหลือก็อาจะเิพลังย้อนกลับ
ในขณะที่เหวินซานกำลังประเมินสถานการณ์ เสียงสนทนาจากชายชุดดำเบื้องล่างก็ดังแว่วมา “ต้องใช้คนอีกเท่าใด เมล็ดเพลิงจึงจะสมบูรณ์”
ผู้บันทึกมองแผ่นไม้ในมือ “หากยังใช้ภาชนะระดับนี้ ต้องเพิ่มอีกห้าร้อยคน”
ชายอีกคนขมวดคิ้ว “มากถึงเพียงนั้น?”
“่หลังภาชนะอ่อนแอลง ส่วนใหญ่เป็ชาวบ้านธรรมดา หลอมได้พลังน้อยเกินไป”
ชายชุดดำร่างสูงหัวเราะเ็า “ไม่ต้องกังวล คนจากเมืองชิงเหอเป็เพียงชุดแรก นายท่านส่งคำสั่งมาแล้วว่าให้ขยายพื้นที่ล่าไปยังเมืองรอบข้าง”
“แต่หากราชสำนักสังเกตเห็นเล่า”
“ราชสำนัก?” ชายร่างสูงแค่นเสียงดูแคลน “อีกไม่นานราชสำนักก็จะไม่เหลือความหมาย”
เหวินซานกับเซิ่งหลินต่างนิ่งฟัง ชายชุดดำอีกคนรีบมองซ้ายขวา ก่อนลดเสียงลง “ท่านหมายถึงแผนของเ้าลัทธิ?”
“แน่นอน” ชายร่างสูงยกมุมปาก “เมื่อเมล็ดเพลิงิญญาสมบูรณ์ เ้าลัทธิจะหลอมรวมมันแล้วทะลวงผ่านขอบเขตสุดท้าย”
“ถึงเวลานั้น ต่อให้ยอดฝีมือของราชวงศ์รวมตัวกันทั้งหมด ก็ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งท่านได้”
ชายชุดดำคนหนึ่งพึมพำ "วันแห่งลัทธิประตู์ใกล้มาถึงแล้วสินะ..."
บนแท่นสูง ชายชราชุดแดงดำมองเปลวเพลิงซึ่งกำลังดูดกลืนร่างชายหนุ่ม ก่อนกล่าวขึ้นอีกครั้ง “แจ้งไปยังเมืองชิงเหอ ให้ส่งผู้ฝึกตนมาเพิ่ม”
ผู้ใต้บังคับบัญชาประสานมือ “่นี้มีศิษย์จากสำนักโอสถจันทราเข้ามาสืบเื่การหายตัวไปของชาวบ้าน” ชายชราหรี่ตาลง “จัดการไปแล้วมิใช่หรือ”
“ผู้าุโกุ่ยแจ้งว่า จับได้สองคนขอรับ เป็เด็กหนุ่มหนึ่งกับหญิงสาวหนึ่ง ตอนนี้ถูกขังอยู่ในค่ายพัก” เซิ่งหลินพลันเกร็งร่าง
ชายชราชุดแดงดำเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “ผู้ฝึกตนจากสำนักโอสถจันทรา...” เขามองเปลวเพลิงกลางหลุม ก่อนมุมปากจะยกขึ้นช้า ๆ “พวกเขาน่าจะเป็ภาชนะที่ดีกว่าชาวบ้านธรรมดา”
ชายชุดดำด้านล่างหัวเราะ “ท่าน้าให้ส่งตัวมาเมื่อใด”
“พรุ่งนี้” ชายชราตอบโดยไม่ลังเล “ตรวจเส้นพลังิญญาของทั้งสองก่อน หากคุณภาพดี ให้นำมาเป็ภาชนะหลักในการหลอมรอบถัดไป”
เหวินซานรู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่าง เซิ่งหลินเหลือบมองเขา สีหน้าของนางยังคงสงบนิ่ง แต่แววตากลับเคร่งเครียดอย่างยิ่ง
พวกเขาเหลือเวลาเพียงหนึ่งวัน หากไม่ทำลายค่ายกล ช่วยตัวประกัน และหาทางออกจากเหมืองให้ได้ก่อนคืนวันพรุ่งนี้…
คนที่อยู่บนแท่นรายต่อไป คงเป็พวกเขาเอง
เหวินซานไม่กล้าแม้แต่จะกลืนน้ำลาย เขามองมือของตนเอง มือที่ยังจับค้อนขุดแร่มาทั้งวัน อีกไม่ถึงหนึ่งวัน มันอาจถูกล่ามด้วยโซ่เหล็กบนแท่นหินแบบเดียวกับที่เห็นตรงหน้านี้
เซิ่งหลินดึงแขนเสื้อเขาเบา ๆ เป็สัญญาณให้ถอยกลับ ทั้งสองไม่กล้าอยู่ต่อแม้แต่ชั่วลมหายใจเดียว
พวกเขาค่อย ๆ ถอยออกจากมุมมืด ใช้จังหวะที่ชายชุดดำกำลังลากร่างไร้ิญญาออกจากแท่นหลอม ลอบย้อนกลับไปตามทางเดิม
เสียงกรีดร้องยังคงดังตามหลังมาเป็ระยะ ทุกครั้งที่มีคนถูกเพลิงกลืนกิน อักขระสีแดงบนผนังทางเดินจะสว่างขึ้นเล็กน้อย ราวกับทั้งโถงใต้ดินกำลังดูดซับความเ็ปของผู้คนเอาไว้
เมื่อมาถึงประตูหิน ทั้งสองรอจนผู้คุมด้านนอกเปลี่ยนเวร จึงอาศัย่ที่ไม่มีผู้ใดมอง แทรกตัวผ่านช่องแคบประตูออกมา
ทั้งสองกลับถึงเพิงพักก่อนที่อักขระบนห่วงผนึกจะฟื้นคืนสภาพเต็มที่เพียงเล็กน้อย เหวินซานสอดตัวกลับเข้าทางช่องไม้ด้านหลัง ก่อนนอนลงบนกองฟางตามเดิม
ไม่ถึงครึ่งก้านธูป เสียงฝีเท้าของผู้คุมก็ดังผ่านหน้าประตู ทั้งสองกลั้นลมหายใจโดยไม่รู้ตัว ชายชุดดำหยุดอยู่ด้านนอกครู่หนึ่ง ก่อนเดินผ่านไป เมื่อเสียงฝีเท้าห่างออกไป เซิ่งหลินจึงส่งกระแสจิตมา
“เกือบไปแล้ว” เหวินซานหลับตา แสร้งทำเป็นอนหลับ ก่อนใช้ปลายนิ้วเขียนลงบนพื้น ‘เราต้องทำลายค่ายกลก่อนคืนพรุ่งนี้’
“ข้ารู้”
'เสาหินแปดต้น...ถ้าทำลายพร้อมกันล่ะ'
เซิ่งหลินนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ ราวกับต้องรวบรวมความคิด "ไม่ง่ายขนาดนั้น พวกมันเชื่อมถึงกัน พังต้นเดียว...ต้นที่เหลือจะดึงพลังมาชดเชยทันที" นางกัดริมฝีปาก "แย่กว่านั้นคือถ้าลำดับผิด ค่ายกลอาจะเิใส่เราเอง"
เหวินซานนึกย้อนถึงภาพในโถงใต้ดิน เปลวเพลิงจากหลุมกลางถูกส่งผ่านเสาหินทั้งแปด จากนั้นจึงไหลเข้าสู่แท่นหลอมแต่ละแห่ง
‘หากตัดเส้นทางพลังระหว่างเสาล่ะ’
“อักขระเ่าั้ถูกสลักลงไปถึงใต้พื้น ต่อให้ทำลายส่วนที่มองเห็น เส้นค่ายกลด้านล่างก็ยังทำงานอยู่” คำตอบของนางทำให้เหวินซานนิ่งเงียบ
เซิ่งหลินกล่าวต่อ “อีกทางคือทำลายแกนกลางของค่ายกล”
‘หลุมเพลิง?’
“ใช่ แต่เพลิงอัคคีโลหิตสะสมพลังจากชีวิตมนุษย์มานานหลายปี หากโจมตีโดยตรง พลังทั้งหมดอาจะเิออกมา โถงใต้ดินทั้งแห่งจะพังถล่ม และไม่มีผู้ใดรอดชีวิต”
เหวินซานขมวดคิ้วแน่น ทำลายเสาไม่ได้ โจมตีแกนกลางก็ไม่ได้ ช่วยคนบนแท่นออกมาโดยตรงยิ่งเป็ไปไม่ได้ เพราะผู้ฝึกตนจำนวนมากเฝ้าอยู่รอบโถง ไม่ว่าจะมองทางใดก็เหมือนทางตัน
เซิ่งหลินส่งเสียงเข้ามาอีกครั้ง “พรุ่งนี้ระหว่างทำงาน เราต้องหาวิธีเข้าใกล้ผลึกสีม่วง บางทีแร่เ่าั้อาจเกี่ยวข้องกับค่ายกล”
เหวินซานนึกถึงหินสีดำและผลึกสีม่วงที่ถูกขนออกจากเหมือง คนงานขุดพวกมันขึ้นมาทุกวัน แต่ชายชุดดำกลับนำผลึกส่วนใหญ่ลงไปยังอุโมงค์ชั้นใน เป็ไปได้ว่าพวกมันใช้ผลึกเป็เชื้อเพลิงเสริมให้กับเพลิงิญญา
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด ความรู้สึกสั่นะเืเบาบางก็เกิดขึ้นภายในหน้าอก
เหวินซานลืมตาขึ้นในตอนแรก เขาคิดว่าเป็เพียงหัวใจเต้นผิดจังหวะเพราะความเครียด แต่ไม่นาน ความสั่นะเืก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
ตึก... ตึก…
คราวนี้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม หินสีดำซึ่งหลอมรวมอยู่ภายในร่างของเขากำลังสั่นสะท้าน
เหวินซานนิ่งค้าง ั้แ่ได้รับหินสีดำมา มันแทบไม่เคยตอบสนองต่อสิ่งใดด้วยตัวเอง นอกจากยามที่เกี่ยวข้องกับพลังิญญาหรือเศษิญญาบางชนิด แต่ครั้งนี้มันกำลังสั่นอย่างต่อเนื่อง ราวกับถูกบางสิ่งดึงดูด เขาหลับตาลง ส่งจิตสำรวจภายในร่าง หินสีดำลอยอยู่ภายในมิติิญญา พื้นผิวของมันปรากฏเส้นแสงสีแดงเข้มไหลผ่านเป็ระยะ
ทุกครั้งที่แสงนั้นวาบขึ้น เขาจะรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างจากทิศทางของโถงใต้ดิน ไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่คล้ายกับความหิวโหย เหวินซานสะดุ้งกับความคิดของตนเอง หินสีดำ้าพลังจากเมล็ดเพลิงิญญาหรือ?
เขาหลับตาอีกครั้ง คราวนี้พยายามไม่ต่อต้านแรงสั่นะเืของหินสีดำ แต่ปล่อยให้จิตติดตามการเชื่อมโยงนั้นออกไป ทันใดนั้น ภาพของค่ายกลใต้ดินก็ปรากฏขึ้นในจิตเป็ภาพเลือนราง
สิ่งที่เห็นคือเส้นพลัง เส้นสีแดงนับไม่ถ้วนไหลจากแท่นหลอมเข้าสู่เสาหินทั้งแปด จากนั้นหมุนวนเข้าสู่หลุมเพลิงตรงกลาง
ภายใต้เส้นพลังสีแดงเ่าั้ กลับมีเส้นสีดำบาง ๆ แทรกซ่อนอยู่ เส้นสีดำไม่ได้ไหลเข้าสู่หลุมเพลิง มันไหลออกจากหลุมเพลิง ผ่านพื้นหิน แล้วทอดลึกลงไปยังบางสิ่งที่อยู่ใต้โถง เหวินซานเพ่งจิตลงไป ลึกลงไปใต้หลุมเพลิง มีวัตถุบางอย่างฝังอยู่ รูปร่างคล้ายเมล็ดขนาดเท่ากำปั้น พื้นผิวแดงฉาน แต่ตรงใจกลางกลับมีรอยแตกร้าวสีดำเล็ก ๆ นั่นคือเมล็ดเพลิงิญญาที่แท้จริง หลุมเพลิง้าเป็เพียงเปลือกภายนอก ส่วนสิ่งที่ฝังอยู่ใต้พื้นต่างหากคือแกนกลางของค่ายกล
เหวินซานสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ และในตอนนั้นเอง หินสีดำภายในร่างก็สั่นแรงขึ้น เส้นแสงสีดำสายหนึ่งพุ่งออกจากมัน เชื่อมเข้ากับรอยแตกร้าวบนเมล็ดเพลิงในภาพจิต ชั่วขณะหนึ่ง เหวินซานรู้สึกได้ชัดเจนว่าพลังภายในเมล็ดเพลิงกำลังไหลย้อนกลับมาตามเส้นเชื่อมโยงนั้น หินสีดำสามารถดูดกลืนพลังของเมล็ดเพลิงได้
เหวินซานลืมตาขึ้นทันที เขารีบเขียนข้อความลงบนพื้น ‘ข้าพบแกนกลางแล้ว’
เซิ่งหลินมองเขาด้วยความสงสัย
‘อยู่ใต้หลุมเพลิง’
“เ้ามั่นใจหรือ”
เหวินซานพยักหน้า ก่อนรีบเขียนต่อ ‘ข้าดูดพลังมันได้’
เซิ่งหลินนิ่งไปนาน
“หากดูดพลังมากเกินไป ร่างของเ้าจะรับไหวหรือ” คำถามนั้นทำให้เหวินซานเงียบลง
เขาไม่รู้ เมล็ดเพลิงถูกเลี้ยงด้วยชีวิตมนุษย์มาหลายปี พลังภายในย่อมมหาศาล หากดูดกลืนเข้าสู่ร่างโดยตรง อาจทำให้เส้นพลังิญญาของเขาะเิ แต่เมื่อพิจารณาจากปฏิกิริยาของหินสีดำ พลังเ่าั้อาจไม่ได้ไหลเข้าสู่ตันเถียนของเขา หินสีดำจะเป็ผู้กลืนกินมันเอง
เหวินซานเขียนตอบ ‘ข้าไม่จำเป็ต้องรับพลังไว้’
เซิ่งหลินยังคงไม่วางใจ “แล้วเ้าต้องเข้าใกล้เพียงใด”
เหวินซานหลับตา ััแรงเชื่อมโยงอีกครั้ง ‘ต้องััพื้นใกล้หลุมเพลิง หรืออักขระที่เชื่อมกับแกนกลาง’ นั่นหมายความว่าเขาต้องเข้าไปถึงกลางโถงใต้ดิน สถานที่ซึ่งมีผู้ฝึกตนหลายสิบคนเฝ้าอยู่ และชายชราชุดแดงดำคอยควบคุมค่ายกลด้วยตนเอง
คืนวันพรุ่งนี้ พวกมันจะนำตัวทั้งสองเป็ภาชนะหลักในการหลอม นั่นคือโอกาสเดียวที่พวกเขาจะได้เข้าใกล้หลุมเพลิงโดยไม่ต้องฝ่าผู้คุมทั้งหมดเข้าไป
เซิ่งหลินมองเด็กหนุ่มตรงหน้า แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
เหวินซานใช้ปลายนิ้วเขียนข้อความสุดท้ายลงบนพื้น ‘แต่เป็วิธีเดียวที่ช่วยทุกคนได้’
เซิ่งหลินจ้องตัวอักษรนั้นอยู่นาน ก่อนยกมือปาดมันทิ้ง “เช่นนั้นพรุ่งนี้ เราต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม”