ตอนที่ 27
วิกฤตตำหนักอัคคี (9)
“ เสวี่ยเอ๋อร์!!!”
กลับเป็นสองเสียงที่ดังประสานกัน ของทั้งเฉินฟ่านและหานเฟิง
ทว่า กลับเป็นหานเฟิงที่ไม่สมควรกล่าวตะโกนออกมาด้วยความตื่นตระหนกเช่นนั้น เพราะมันในชีวิตนี้ หาได้เคยรู้จักกับเสวี่ยเอ๋อร์มาก่อน ดังนั้น ในทันทีที่ถ้อยคำกล่าวของมันดังขึ้น เฉินฟ่านจึงต้องเหลือบมองมาที่มันด้วยสายตาที่เคลือบแคลงสงสัย
หากแปลก ที่เสวี่ยเอ๋อร์กลับไม่มีปฏิกิริยาเช่นนั้น ดวงหน้าอันพิสุทธิ์งดงามของนางยังคงสงบราบเรียบ ทั้งแลดูไร้อารมณ์ดุจเดิม เรียวตาหงส์เพียงจับจ้องมองแค่เฉินฟ่าน อย่างแน่วนิ่ง ราวกับไม่ได้ยินเสียงกล่าวจากหานเฟิงอันใด
ซึ่งหานเฟิงที่พลั้งเผลอกล่าวคำออกไป ก็หาได้ตระหนักทราบเลยแม้แต่น้อย เพราะยามนี้ ในใจของมันต่างท้วมท้นไปด้วยความรู้สึกนานับประการ มากที่สุดคือความโหยหา หากยังมีปริศนา มีคำถาม มีสิ่งต่างๆมากมายที่ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของมัน แต่มิทันที่มันจะได้เปิดปากกล่าวถาม ผู้ที่มีความสงสัยดุจเดียวกันก็ได้กล่าวถามขึ้นก่อนแล้ว
เป็นเฉินฟ่าน “ เสวี่ยเอ๋อร์ ทำไมเจ้า…” มันกล่าวถึงตรงนี้มันก็พลันต้องกลืนน้ำลายลงคอไปอย่างยากลำบาก เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะความพิสุทธิ์งดงามบนดวงหน้าของนางที่ชวนให้ผู้คนชมมองยังแทบจะลืมหายใจ ซึ่งเดิม มันก็เคยหลงรักน้องสาวร่วมบิดาของตัวเองผู้นี้อยู่ก่อนแล้ว ยิ่งมาพบเห็นนางที่ยามนี้ทวีความงดงาามขึ้นจนผิดหูผิดตา ก็ยิ่งทำให้มันรู้สึกเคลิบเคลิ้มหลงใหล ใคร่กระหายอยากที่จากดึงนางเข้ามาโอบกอดไว้แนบกาย แต่ติดตรงที่ว่ากระบี่ของนางชี้ตรงมาที่มัน
“ ...ทำไม เจ้าจึงได้มาอยู่ที่นี่ เจ้าต้องอยู่ที่ตระกูลเฉินในนครหลวงมิใช่หรือ?”
เฉินฟ่านกล่าวขึ้นต่อจนจบความ ซึ่งหานเฟิงเองก็ครุ่นคิด ‘...ใช่ เป็นนางที่สมควรอาศัยอยู่ที่ตระกูลเฉิน ในฐานะภรรยาของเฉินซือหยาง ไฉนจึงได้ปรากฏตัวขึ้นในนาม มู่เสวี่ยหลัน เทพธิดาเหมันต์แห่งตำหนักสี่ฤดู’
เผชิญหน้ากับคำถาม เสวี่ยเอ๋อร์ยังคงยืนนิ่งไว้ด้วยท่าทีคงเดิม สภาวะของกระบี่ยังมุ่งตรงไปที่เฉินฟ่าน นางไม่ตอบคำ
เฉินฟ่านที่เห็นนางไม่ตอบ ทั้งท่าทีของนางก็ไม่คล้ายว่าจะคลายผ่อนอ่อนโอนแม้แต่น้อย มันจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะเปิดปากกล่าวถามต่อไป
“ อาการป่วยของเจ้า… หายดีแล้ว? เจ้ากลับกลายเป็นผู้ฝึกตนที่ก้าวหน้าถึงเพียงนี้…”
หานเฟิงที่ได้ยินคำของเฉินฟ่านก็พลันขบคิดไปว่า ‘ ใช่ เดิมทีนางไม่อาจฝึกตนได้ เพราะป่วยด้วยโรคความเย็นที่รักษาไม่หาย... หืม!!! ความเย็น’ ขบคิดมาถึงตรงนี้มันก็พลันต้องจ้องมองนางอย่างตกตะลึง ก่อนที่ห่วงความคิดจะผุดคำขึ้นมาอีกประโยคว่า
‘ เส้นชีพจรลมปราณหยินพิสุทธิ์... ’ คิดถึงตรงนี้ก็อยากที่จะส่ายศีรษะอย่างขบขัน หากทำไม่ได้เพราะติดที่ตนยังตกอยู่ภายใต้อาคมพันธนาการ ‘ ที่แท้กลับเป็นเช่นนี้ ความเย็นในร่างที่ทุกผู้คนเข้าใจว่าเป็นอาการป่วย กลับเป็นเส้นชีพจรลมปราณหยินพิสุทธิ์ที่ทุกผู้คนบนดาวดวงนี้ล้วนไม่เคยรู้จักพบเจอ’
แต่แล้ว ความทรงจำบางอย่างก็พลันให้มันต้องตระหนักถึงความไม่ชอบมาพากล ‘ เดี๋ยวนะ!!! ในเมื่อนางไม่ได้ป่วย ไฉนตอนนางอายุสิบเก้า อาการป่วยของนางจึงทรุดหนักลง กระทั่งผ่านไปหนึ่งปีนางก็ตกตาย...’
‘ ที่แท้เป็นเรื่องราวใด?’ คิดมาถึงตรงนี้หัวใจของมันก็สั่นสะท้าน ที่แท้เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับนาง ที่แท้นางตายจากมันไปได้อย่างไร หากสถานการณ์ไม่มอบโอกาสให้มันได้ขบคิด เพราะเฉินฟ่านได้กล่าวคำถามต่อไปขึ้มาแล้ว
เพราะเสวี่ยเอ๋อร์ยังคงไม่เปลี่ยนท่าที ทั้งยังไม่คิดตอบคำถาม เฉินฟ่านที่เห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ “ เจ้าจ่อกระบี่หมายเอาชีวิตพี่เช่นนี้ ใช่เจ้ายังโกรธเคืองเรื่องเมื่อครานั้นอยู่กระมัง...”
หานเฟิงได้ยินก็เข้าใจได้ทันทีว่าเรื่องเมื่อครานั้นเป็นเรื่องราวใด ทั้งยังเป็นเรื่องราวชนวนเหตุที่ทำให้มันไม่คิดอยู่ร่วมฟ้ากับเฉินฟ่านผู้นี้ แต่ ในตอนนี้มันกลับหาได้ขบคิดใส่ใจ เพราะในใจของมันตอนนี้มีเพียงปริศนาการต่างของเสวี่ยเอ๋อร์ในชีวิตที่ผ่านมา... ก่อนจะได้ยินเสียงของเฉินฟ่านกล่าวขึ้นต่อว่า
“ ถ้าเป็นเรื่องนั้น... พี่ก็ต้องขอโทษเจ้าด้วย” แววตาของมันสั่นสะท้าน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหดหู่เสียใจ “ ซึ่งแท้จริงยามนั้นเป็นพี่ขาดสติเพราะฤทธิ์สุรา หาใช้ความต้องการของพี่อันใด ทั้งพี่เอง ก็ได้รับโทษทัณฑ์อย่างสาสมแล้ว หวังเพียงเจ้าจะให้อภัย…”
เสวี่ยเอ๋อร์ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ลดกระบี่ลง ท่วงท่าสภาวะผ่อนคลายขึ้น คล้ายกับว่านางยอมรับต่อคำกล่าวอธิบายของเฉินฟ่าน จึงพลันให้เฉินฟ่านยิ้มขึ้นอย่างยินดี ทว่า รอยยิ้มนั้นต้องพลันนิ่งค้างไป เมื่อคำกล่าวของเสวี่ยเอ๋อร์ดังขึ้นมา
“ พี่รอง ใช่สบายดีอยู่กระมัง…”
นางกล่าวอย่างเนิบช้า น้ำเสียงกังวานใส กระทบโสตฟังเพราะเสนาะหู ดุจดุริยางค์ทิพย์จากสรวงสวรรค์ก็มิปาน
ทว่า เฉินฟ่านกลับไม่คิดเช่นนั้นแม้แต่น้อย ดุริยางค์ทิพย์จากสรวงสวรรค์รึ? เหอะๆ เสียงเพรียกหาจากห้วงอเวจีสิไม่ว่า เพราะคำ “ พี่รอง” ของนางย่อมหมายถึง เฉินเย่วซิน น้องสาวแท้ๆที่ถูกมันข่มเหงรังแก ทั้งยังช่วงชิงรากฐานการฝึกตนไป เช่นนั้นแล้ว จะให้นางสบายดีอยู่ได้หรือ? เพราะนางในยามนี้...
“ นางตายแล้ว ตายไปตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน” น้ำเสียงและท่าทางของเฉินฟ่านเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ “ ...เป็นนางปลิดชีพตัวเอง ซึ่งพี่เองก็ไม่ทราบ ว่านางทำเช่นนั้นไปทำไม”
คำกล่าวนี้ไม่เรียกปฏิกิริยาใดจากเสวี่ยเอ๋อร์ แม้แต่หานเฟิงที่พึ่งทราบข้อเท็จจริงก็ไม่มีกะจิตกะใจไปสนใจอันใด แม้ตัวมันจะไม่ทราบ ว่าในชีวิตก่อนเฉินเยว่ซินได้ตกตายไปเช่นนี้หรือไม่ก็ตาม ก่อนจะได้ยินเสียงของเสวี่ยเอ๋อร์กล่าวรับขึ้นมาว่า
“ ช่างน่าสงสารพี่รองยิ่งนัก” ทว่า ในถ้อยคำน้ำเสียงของนางหาได้มีเค้าความรู้สึกสงสารเสียใจเชกเช่นที่เฉินฟ่านแสดงออกมาแม้แต่น้อย กระทั่งในแววตาของนาง ที่จับจ้องมองเฉินฟ่าน ยังทวีความคมกล้าขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด
“ ว่าแต่... เคล็ดวงศากลืนใจ หากมิใช่พี่ใหญ่ใช้กับพี่รอง ก็ต้องเป็นใช้กับแม่ใหญ่แล้ว ว่าแต่..เป็นท่านใช้ต่อผู้ใด? พี่ใหญ่พอจะแถลงไขให้ผู้น้องรับทราบเข้าใจ ได้หรือไม่?”
นางยังคงกล่าวอย่างเนิบช้า น้ำเสียงยังคงกระจ่างชัดสดใส หากถ้อยคำกล่าวนั้น… กลับตราตรึงเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจทั้งเฉินฟ่านและหานเฟิง
หานเฟิงที่ได้ยินดันนั้นยังต้องหยุดคิดเรื่องราวที่เวียนวนอยู่ในหัว เหลือบตามองนางที่อยู่ห่างออกไปตรงหน้าอย่างงุนงง ขบคิดไปว่า ‘ นางใช่เสวี่ยเอ๋อร์ผู้นั้นจริงๆหรือ ไฉนนางเปลี่ยนมาเป็นคนกล้าพูดขึ้นมาแล้ว ทั้งฝีปาก ยังนับว่าคมกล้ายิ่ง...’
ส่วนเฉินฟ่านที่ได้ยินคำกล่าวของนางก็พลันหัวใจสั่นสะท้าน แม้ไม่ทราบ ว่านางรู้จักเคล็ดวงศากลืนใจได้อย่างไร แต่ในเมื่อนางทราบแล้ว เช่นนั้นนางต้องคาดเดาได้ว่า เป็นก่อนนี้ที่มันคิดใช้นางบ่มเพาะบำเพ็ญ...
“ เพราะเหตุนี้ เจ้าจึงหมายที่จะเอาชีวิตข้า?” เฉินฟ่านกล่าวเสียงเย็น
เสวี่ยเอ๋อร์พยักหน้ารับ “ หากนั่นเพียงเหตุผลข้อหนึ่ง”
เฉินฟ่านที่ได้ฟังก็ขมวดคิ้วงุนงง มันขบคิดไม่เข้าใจ ว่าตนยังมีเรื่องราวใดที่กระทำผิดต่อน้องสาวผู้นี้อยู่อีก
“ ข้าไม่เข้าใจ...”
ได้ยินคำของเฉินฟ่าน เสวี่ยเอ๋อร์ที่ยังคงสงบนิ่งก็พลันยกยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เฉิดฉัน เป็นรอยยิ้มที่คล้ายจะสะกดทุกสิ่งอย่างในโลกหล้าให้หยุดนิ่ง กระทั่งหานเฟิงที่ก่อนนี้จิตใจว้าวุ่น ยังต้องเหม่อมองอย่างตกตะลึง
กระทั่งที่คำกล่าวต่อมาของนางดังขึ้น...
“ มีอยู่ค่ำคืนหนึ่ง…”
จึงทำให้หานเฟิงได้สติขึ้นมา ซึ่งมันถึงกับต้องลอบร้องขึ้นในใจว่า ‘ สตรีอันร้ายกาจ...’ ก่อนจะข่มใจรับฟังคำกล่าวต่อไปของนาง
“ ข้าฝันว่า ข้าได้ออกเรือนไปกับบุรุษผู้หนึ่ง...”
กล่าวถึงตรงนี้ ก็เห็นว่านางได้เหลือบมองมาทางหานเฟิง ในแววตาคู่นั้นมีเพียงความว่างเปล่า ไร้อารมณ์ความรู้สึกอื่นใดเจือปน ก่อนที่นางจะถอนสายตากลับไปราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน
ทว่า หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นพลันต้องสั่นสะท้าน เส้นขนทุกเส้นลุกตั้งชี้ชัน ความคิดแวบแรกบอกกับมันว่า นาง มิได้ฝันไป หากมันเองก็ไม่แน่ใจ ทั้งบอกไม่ได้เช่นกันว่า เป็นมันกำลังยินดีหรือหวาดกลัว หากสถานการณ์ไม่เปิดโอกาสให้มันได้ขบคิด เพราะนางกล่าวคำขึ้นต่อแล้ว
“ ข้าใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในฐานะคนธรรมดาที่มิได้ฝึกฝีมือ ผ่านวันคืนไปอย่างเรียบง่าย สุขบ้าง ทุกข์บ้าง กระทั่งวันหนึ่งในตอนที่ข้าอายุสิบเก้า... พี่รองก็ตกตาย” กล่าวถึงตรงนี้ก็หยุดไป ไม่กล่าวต่อ หากเพียงจับจ้องมองเฉินฟ่านอย่างแน่วนิ่ง ครู่หนึ่ง ก่อนที่ริมฝีปากบางแดงชาดจะเผยอเปิดขึ้นเป็นคำกล่าวต่อมา
“ พี่ใหญ่พอจะคาดเดาได้หรือไม่? ว่านางตกตายเช่นไร”
เฉินฟ่าน ที่อยู่ๆก็โดนคำถามยิงจู่โจมเข้ามา ก็พลันขมวดคิ้ว “ เจ้ากล่าวว่าเป็นความฝัน ไหนเลยที่ข้าจะทราบ ว่าเจ้าฝันเห็นเป็นเรื่องราวอันใด”
เสวี่ยเอ๋อร์ส่ายศีรษะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวขึ้น “ เป็นนางข้าตัวตาย ท่านคิดว่าแปลกหรือไม่?”
หานเฟิงที่ฟังมาถึงตรงนี้หัวใจก็ยิ่งสั่นสะท้านตื่นตระหนก ยิ่งมา ส่วนลึกในจิตใจยิ่งตอกย้ำกับมันว่า “ นางมิได้ฝันไป” หากเสียงกล่าวของเฉินฟ่านได้ดังขึ้นมาปลุกให้มันตื่นขึ้นจากความตื่นตระหนก
“ แปลก? เป็นเจ้าต้องการกล่าวว่า...ฝันของเจ้าแม่นยำเป็นจริง?”
“ นั่นก็แล้วแต่ท่านจะคิด แต่หลังจากที่พี่รองตกตาย ข้าจึงต้องกลับไปร่วมงานศพของนางที่ตระกูล…”
กระทั่งที่เสวี่ยเอ๋อร์กล่าวถึงตรงนี้ ร่างของหานเฟิงที่ยังคงถูกพันธนาการ อยู่ๆก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ‘ อายุสิบเก้า… กลับไปที่ตระกูล…ทุกคำกล่าวของนาง... ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตที่แล้ว...’ คิดมาถึงตรงนี้ก็พลันต้องกลืนน้ำลายลงคอไปอย่างยากลำบาก สมมติฐานข้อหนึ่งก็ถูกตั้งขึ้นมาในห้วงความคิดของมันอย่างตื่นตะลึง
‘ เป็นนางทราบ เป็นนางได้รับโอกาสให้ย้อนคืนกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง...เหมือนกับข้า’ คิดได้เช่นนั้น สายตาของมันที่จับจ้องมองนางก็สั่นสะท้าน ปากก็อ้าเปิด มีถ้อยคำนับหมื่นแสนคิดเอื้อนเอ่อยออกมา ทว่า นางกลับไม่เปิดโอกาสให้มันได้กล่าวความอันใด เพราะเสียงกล่าวของนาง ยังคงสะท้อนก้องอยู่ในห้องปิดตายแห่งนี้
“ ทุกสิ่งอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น กระทั่ง คืนสุดท้ายที่ข้าต้องรั้งอยู่ที่ตระกูล”
กระทั่งที่นางกล่าวถึงตรงนี้ บรรยากาศรอบกายของนางแผ่ออกเป็นสำนึกฆ่าฟันอย่างไม่คิดจะปกปิด
สำนึกฆ่าฝันเย็นเยียบ เฉินฟ่านที่อยู่ห่างออกไปยังต้องรู้สึกสั่นสะท้านขึ้นมา ก่อนที่มันจะได้ยินเสียงกล่าวของนางที่เย็นเยียบไม่แพ้กัน หากที่มากไปกว่านั้น คือความโกรธเกลียดที่มาจากก้นบึ้งของจิตใจ
“ คืนนั้น เป็นเจ้าคิดหวังในตัวข้า ทั้งที่เจ้า ทราบชัดว่าข้าเป็นน้องสาวร่วมบิดา ทั้งที่เจ้า ทราบว่าข้านั้นมีสามีอยู่แล้ว หากเจ้ายังคิดกระทำ พฤติการเยี่ยงเดรัจฉานเจ้า…”
กล่าวถึงตรงนี้ก็เห็นว่า หน้าอกของนางหอบสะท้อนอย่างหนักหน่วง ใบหน้าที่พิสุทธิ์งดงามราวกับเทพธิดาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธขึง แต่เพียงครู่ ทุกสิ่งอย่างก็คืนกลับ ใบหน้าของนางกลับมาสงบนิ่ง ก่อนที่ริมฝีปากบางแดงชาดจะเปิดขึ้นเป็นคำกล่าวต่อมา
“ แต่เจ้าก็ไม่อาจกระทำได้สำเร็จ เพราะตัวข้าในตอนนั้นที่ต่อสู้ขัดขืนแม้จะไร้กำลัง หากสุดท้าย เป็นสวรรค์เห็นใจ ส่งคนให้มาพบเจอได้อย่างทันท่วงที” กล่าวถึงตรงนี้ก็เห็นว่านางได้หลับตาลง
“ จ เจ้า… ล้วนเป็นเจ้าบอกเองว่าฝันไป อย่าได้ยึดถือเรื่องราวเช่นนั้นเป็นจริงเป็นจังไปแล้ว” เฉินฟ่าน ที่เมื่อครู่เห็นท่าทางของเสวี่ยเอ๋อร์ที่เปลี่ยนไป ก็พลันเส้นขนลุกตั้งชี้ชัน มันจึงทราบได้โดยพลันว่า ไฉนก่อนหน้านี้ นางจึงเคียดแค้นชิงชังต่อมันนัก แต่มันก็ไม่เข้าใจ ที่นางกล่าวมานั่นเป็นฝันไปไม่ใช่หรือ ทำไมนางจึงทำราวกับว่า เป็นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นจริง
แม้เฉินฟ่านจะคิดเช่นนั้น แต่หานเฟิงไม่ มันนั้นทราบแน่แก่ใจแล้วว่า เสวี่ยเอ๋อร์ได้รับโอกาสให้ย้อนคืนกลับมาเช่นเดียวกับมัน เดิม มันคิดใคร่หาโอกาสสอบถามความจริงจากปากนาง หากมันในยามนี้กลับไม่เหลือความคิดเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว เพราะว่า ภาพ ในครรลองสายตาของมัน ที่ตอนนี้ มีเพียงแค่เฉินฟ่าน ทั้งสายตาที่จับจ้องมองไป ก็เต็มไปด้วยความอาคาตแค้นพยาบาทอย่างที่ไม่เคยเป็น
กระทั่งที่เสวี่ยเอ๋อร์ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง นัยน์ตาดำคมกล้าอัดแน่นไปด้วยสำนึกฆ่าฟันที่เข้มข้น สำนึกฆ่าฟันทั้งหมดมุ่งตรงไปยังเฉินฟ่านอย่างไม่คิดจะปกปิด ก่อนที่ริมฝีปากบางแดงชาดจะเผยอขึ้นเป็นคำกล่าวที่เย็นเยียบออกมา
“ เพราะเจ้ากระทำไมสำเร็จ เจ้าจึงได้ฝังอาคมชุดหนึ่งลงบนร่างของข้า อาคม ที่ทำให้ข้าตกตายอย่างช้าๆและทรมาน..”
“ เป็น อาคมกร่อนวิญญาณ ที่เจ้าใช้ออกมา”
สิ้นคำ เสียงกังวานกร้าวของหานเฟิงก็ดังขึ้น พาให้คนที่เหลือต่างต้องตื่นตระหนก
“ เฉินฟ่าน ไอ้บัดซบ….”
ซึ่งยามเมื่อทั้งสองหันหน้ามองไป ก็เห็นว่า ร่างของหานเฟิงในท่าคุกเข่ากำลังสั่นเทิ้ม สองตาแดงฉานด้วยเส้นเลือดฝอย ทั้งจับจ้องเฉินฟ่านอย่างอาฆาตแค้นชิงชัง ในแววตาคู่นั้น มีเพียงความโกรธ เกลียด และโทสะที่สุดระงับ
เป็นโทสะอันเกิดจากการถูกพรากนางอันเป็นที่รักไปจากอ้อมอกของมัน ซึ่งมัน ยังคงตกอยู่ในห้วงผวังค์แห่งอดีตที่เคยถูกพรากคนรักจากไป สิ่งที่มันสงสัยไม่เข้าใจ ในที่สุดก็ได้คำตอบออกมา
มันจึงโกรธยิ่ง เคียดแค้นชิงชังยิ่ง สิ่งเดียวที่มันต้องการ คือสับสังหารเฉินฟ่านผู้นี้ให้ตกตาย
“ เจ้า..ต้อง..ตาย..เฉิน..ฟ่าน..”
น้ำเสียงของหานเฟิงกลายเป็นแหบพร่า สองตาแดงก่ำดุจโลหิตคล้ายคนที่คลุ้มคลั่ง ร่างที่ถูกพันธนาการยิ่งมายิ่งสั่งเทิ้ม ลมปราณพัดกระเพื่อมคลุ้มคลั่ง ทั้งผิวหนัง ยังเริ่มมองเห็นร่องรอยของการปริแตกออกมา
ที่มันกำลังทำ คือร่ายใช้เคล็ดวิชา
เป็นเคล็ด โทสะแห่งมังกร
เคล็ดวิชาที่จะเพิ่มศักยภาพทุกสิ่งอย่างขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยสิ่งที่แลกมา คือสติสัมปชัญญะที่จะกลับกลายเป็นคลุ้มคลั่งเสียสติไป ทว่า ปัญหาอยู่ที่ร่างกายของมันในยามนี้ อ่อนแอจนเกินกว่าที่จะทนแบกรับพลังมหาศาลเช่นนี้ไหว ท้ายที่สุด พลังที่มากล้นจะฉีกกระชากร่างของมันจนกลับกลายเป็นเศษเนื้อเลอะเลือน
มันย่อมทราบ หากมันขาดสติไปแล้ว ความจริงที่เปิดเผยทำให้มันทราบถึงเรื่องราวบางประการที่มันไม่เคยรับทราบมาก่อน ความเคียดแค้นจึงทวีก่อตัวขึ้น ความโกรธขึงที่ถูกพรากคนรักไปจากอ้อมอกได้บดบังสายตาและจิตสำนึกของมัน จนยามนี้ ไม่ว่าสิ่งใดมันก็สละได้ ขอเพียงได้ส่งเฉินฟ่านผู้นี้ลงสู่ห้วงอเวจี...
หากฉับพลันนั้น ร่างแบบบางในชุดยาวสีขาวก็ปรากฏขึ้นที่ตรงหน้าของมันอย่างเงียบงัน เห็นเพียงดวงหน้าพิสุทธิ์งดงามที่ขมวดคิ้วมองมันด้วยความขุ่นเคือง ก่อนที่บางสิ่งจะไหววูบ
เสียง “ เพี๊ยะ!!!” ดังก้องที่ข้างหู พร้อมกับความรู้สึกเจ็บชาที่ใบหน้าซีกซ้ายของมัน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า
“ โง่เขลา”
ตบนี้มิใช่เบา หานเฟิงที่คืนสติกลับมาก็เห็นว่านางผินกายหันหลังให้กับมันแล้ว ภาพตรงหน้าที่หานเฟิงควรจะมองเห็นเฉินฟ่าน จึงถูกแทนที่ด้วยแผ่นหลังแบบบางสง่างามของนาง ก่อนที่เสียงของนางจะดังขึ้นต่ออีกครา ช่วยเรียกคืนสติสัมปชัญญะที่กำลังสับสนให้กับมัน
“ ไม่คิดรักตัวเอง ก็ควรนึกถึงคนที่อยู่ข้างหลัง บิดาเจ้า มารดาเจ้า พวกท่านจักเสียใจเพียงใดหากเจ้าตกตาย”
หานเฟิงที่ได้ยินดังนั้นแววตาก็สั่นสะท้าน มันมองนางอย่างสำนึกขอบคุณ ก่อนที่ปากจะเปิดอ้าเป็นคำกล่าวออกมา “ ข้า...ขอโทษ”
“ เฮอะ… เก็บคำขอโทษไว้ใช้ต่อบุพการีของเจ้าเถอะ” ฟังชัดว่าน้ำเสียงของนางขุ่นเคืองยิ่ง ก่อนจะได้ยิ้นถ้อยคำกล่าวประโยคต่อมาของนาง
“ หนี้แค้นในครานี้ ข้าจะเป็นคนคิดบัญชีด้วยตัวเอง”
กล่าวจบ นางก็วาดกระบี่ เรียกเอาเกล็ดน้ำแข็งเย็นเยียบที่แฝงไว้ด้วยสำนึกฆ่าฟันออกมาร่ายรำอยู่รอบกาย จากนั้นก็สาวเท้าก้าวเดิน มุ่งตรงเข้าหาเฉินฟ่าน ทุกก้าวที่ย่างเหยียบ บรรยากาศยิ่งมายิ่งเย็นเยือก สำนึกฆ่าฟัน ยิ่งมา ยิ่งทวีความเข้มข้นรุนแรง
เฉินฟ่านที่เห็นเช่นนั้นก็ทราบแน่แก่ใจแล้วว่า น้องสาวร่วมบิดาผู้นี้ ไม่คิดให้ตัวเองมีชีวิตอยู่อีกต่อไป มันจึงสูดหายใจเข้าลึกก่อนที่จะตะโกนกร้าวออกมา
“ เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าบ้าคลั่งปรุงแต่งเรื่องราวอันใดไม่ทราบ แต่เป็นเจ้าบีบบังคับข้าเอง” มันขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเป็นเดือดเป็นแค้น “ เช่นนั้นก็ตกตายกันให้หมด”
สิ้นคำ ร่างอันขาวกระจ่างก็ผุดพลายขึ้นมาด้วยอักขระอาคมแน่นขนัด กระแสปราณทะลักทลาย ยิ่งมายิ่งกล้าแข็ง กระทั่งเสวี่ยเอ๋อร์ที่สัมผัสได้ถึงขอบเขตพลัง ยังต้องหยั่งเท้าหยุดนิ่งด้วยความตระหนก ไม่ต้องกล่าวถึงหานเฟิง ที่ยิ่งมา ลูกนัยน์ตาของมันยิ่งสั่นสะท้าน ห้วงความคิดของมันพลันผุดประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า
‘ ข้าช่างโง่เขลายิ่ง ที่คิดจะเข่นฆ่าเป็นตายกับมัน...’
ฉับพลันนั้น เสียงกล่าวของเฉินฟ่านก็ดังขึ้นอีกครั้ง หากเป็นเสียงที่แหบแห้งแปลกแปร่ง ฟังดูไม่คล้ายน้ำเสียงของมนุษย์อันใด
“ เตรียมตัวตาย..”
ทั้งไม่เพียงแค่เสียง เพราะกระทั่งนัยน์ตาดำขลับของมันก็กลับกลายเป็นเรียวรี นัยน์ตาขาวกลายเป็นสีเหลืองอำพัน อักขระที่ผุดพลายเริ่มกลายสภาพเป็นเกล็ดสีน้ำตาลทั่วตัว จากนั้นจึงค่อยสังเกตุเห็นว่า ลำตัวช่วงล่างยืดขยายออก ก่อนจะกลายสภาพเป็นลำตัวของอสรพิษยาวเหยียดสีน้ำตาล…
ครึ่งบนเป็นคน ครึ่งล่างเป็นงู ดูราวกับปีศาจที่หลุดออกมาจากห้วงอเวจี
“ แปลงลักษณ์ปีศาจมายา” หานเฟิงกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก หากในใจต้องขบคิดไปว่า
...เป็นงู อีกแล้ว?...