‘มีเพียงปู้เอี้ยนต้าซือสามารถช่วยท่านโยชิอิได้!’
จะอย่างไรเป็ความหวังรำไร เพียงสายเดียวในเวลานี้ กงจื่อแห่งหมู่ตึกบูรพาไม่เสียเวลาคิดให้มากความ รีบสั่งการอย่างรวดเร็ว นำเรือทั้งสามลำ เข้าเทียบท่าใกล้ที่สุดพร้อมกำชับให้ตรวจตราดูแล มิให้เกิดเหตุซ้ำซ้อนขึ้นอีก
จากนั้นจัดหารถม้าสองคัน จ่ายค่าจ้างอย่างไม่อั้น เพียงไปให้ถึง‘อารามปู้สื่อ’ ซึ่งอยู่บนเขานอกเมือง ให้ได้ก่อนพลบค่ำ ซ้ำสำทับเฉียบขาด
“หากไปถึงล่าช้าแม้สักนิดจะทิ้งศีรษะพวกเ้าไว้บนเขาลูกนั้น!”
สารถีทั้งสองหน้าถอดสี ไม่กล้าชักช้า รถม้าสองคันควบขับห้อตะบึงออกนอกเมือง ผ่านไปในแนวชายป่า อย่างรวดเร็ว
อาทิตย์ใกล้อัสดงอีกแล้ว หิมะต้นฤดูเริ่มโปรยปราย อากาศหนาวเย็นแผ่กระจายปกคลุมเส้นทางขึ้นเขาอันสูงชัน เวลายิ่งผ่านไป ริวจิยิ่งร้อนรุ่มกระวนกระวายเหงื่อไหลซึมจนชุ่มโชกฝ่ามือ คอยชะโงกหน้าะโถามมู่หยงไฉ่จิ่งซึ่งทำหน้าที่นำทาง อยู่ในรถม้าคันหน้าเป็ระยะ ๆ
‘ปู้เอี้ยนต้าซือ’เป็ผู้ใด ริวจิไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน มู่หยงไฉ่จิ่งบอกว่าเป็พี่ชายของนาง
ไฉนพี่ของนางจึงเป็หลวงจีน?
ไฉนคุณชายฟาง ให้ความเชื่อมั่นต้าซือ รูปนี้ถึงเพียงนี้?
ปู้เอี้ยนต้าซือสามารถช่วยชีวิต ท่านโยชิอิได้หรือไม่?
โยชิโอกะ ริวจิกำมือแน่น ขบกรามทั้งสองข้าง จนนูนขึ้นเป็สันเงาร่างคนผู้หนึ่ง วูบเข้ามาในมโนสำนึก บุคคลซึ่งมันมิเคยลืมเลือนตลอดเวลาแปดปี...แปดปีที่มันให้คำมั่นสัญญาต่อคนผู้นั้นไว้...
เป็คำสัญญาครั้งแรก ซึ่งออกจากปากเด็กชาย อายุเพียงสิบเอ็ดปี...
เสียงอันคุ้นเคยยิ่ง ั้แ่เมื่อยังเล็ก แว่วดังขึ้นในสมองน้ำเสียงใสอ่อนโยนอบอุ่น อันเคยดังก้องกังวาน เวลานี้กลับแ่เบา คล้ายใกล้หมดสิ้นพลังแห่งชีวิตลงทุกขณะ
‘ท่านโยชิอิเอ็นดู...เชื่อฟังคุณชายที่สุดคุณชายรับปาก...ข้าพเ้าทราบ หลังข้าพเ้าจากไปท่านโยชิอิ...อาจ...อาจ...รับปากข้าพเ้าท่านโยชิอิต้องมีชีวิตต่อไป...ท่านโยชิอิต้องมีชีวิตสืบต่อไป...’
โยชิโอกะ ริวจิตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว แม้ต้องสละชีวิตของมันก็ต้องให้ท่านโยชิอิมีชีวิตสืบต่อไป!
สารถีรถม้าคันหน้า ดึงบังเหียนขึ้นสุดแรง อาชาพ่วงพีถึงกับยกขาหน้าทั้งสองขึ้นตะกุยกลางอากาศ พวกมันถูกสั่งให้หยุดอย่างกะทันหัน
เบื้องหน้าเป็ประตูไม้ขนาดใหญ่ ้าเขียนข้อความ ‘อารามปู้สื่อ’
มู่หยงไฉ่จิ่งชะโงกหน้าออกมา บอกผู้ที่ตามหลังมา
“ถึงแล้ว”
ชายชุดครามร่างสูงใหญ่ เป็หัวหน้าแซ่หยวนรีบะโลงจากรถม้าคันหลัง รี่เข้าไปประคองนาคามูระ โยชิอิลงจากรถนำมานอนบนแคร่ยาว ซึ่งบรรทุกมาด้วย แล้วปกปิดร่างกาย ด้วยผ้านวมอุ่นหนาอีกผืน
สีหน้าโยชิอิยังซีดเผือด ดวงตาสะลึมสะลือ คล้ายจะรู้สึกตัว ทว่าไร้สิ้นเรี่ยวแรงจะกล่าววาจาสักคำยังยากยิ่ง
ริวจิมองดูสภาพอารามกลางป่า ในใจนึกไม่เชื่อถือ ประตูทางเข้าเก่าผุกร่อนบานประตูสองข้างไม่สามารถปิดเข้ากันได้สนิท หากไม่ทราบต้องคิดว่าเป็อารามร้างไร้ผู้อยู่อาศัยมาเป็เวลานาน
สถานที่เช่นนี้หรือ จะมีผู้สามารถช่วยชีวิตท่านโยชิอิได้?
“เปิดประตูด้วยพวกเรามีธุระ ้าพบปู้เอี้ยนต้าซือ” มู่หยงไฉ่จิ่งะโเสียงดังหากคล้ายไม่มีผู้ใดได้ยิน ประตูบานใหญ่ยังปิดอยู่เช่นเดิม
“ไม่ต้องเสียเวลาแล้วพังเข้าไปเลย!” ริวจิหมดความอดทน กุมด้ามดาบมั่น หมายจะฟันประตูให้แหลกลงแต่ดาบของริวจิกลับไม่สามารถชักออกมาได้!
เนื่องเพราะมือฟางเสวี่ยเฟย ยึดกุมข้อมือของมันไว้แน่นไม่ว่าออกแรงสะบัดอย่างไร กลับไม่สามารถหลุดจากการยึดกุม ของประมุขตระกูลฟางได้ดวงตาทั้งคู่ ถลึงใส่ฟางเสวี่ยเฟยอย่างขัดเคือง
ฟางเสวี่ยเฟยปลอบโยนบุรุษหนุ่มเืร้อน ด้วยแววตาอ่อนโยน
“เราเป็ผู้มาเยี่ยมเยียนต้องให้เกียรติเ้าของสถานที่บ้าง” ประมุขตระกูลฟางกล่าวหยิบขลุ่ยไม้ไผ่ขึ้นเป่าช้า ๆ แ่เบา
ทั่วบริเวณเป็ป่าเขาทั้งสิ้น ปกติมีเพียงเสียงจักจั่นเรไร ขับขานท่วงทำนองแห่งขุนเขาลำเนาไพร ประสานเสียงอื้ออึง ทำลายความสงบแห่งรัตติกาลยามนี้เพิ่มเสียงขลุ่ยเยือกเย็น บรรจงผิวนุ่มนวลแ่เบาหากกระแสเสียงกลับดังกึกก้อง สะท้อนกังวานไปทั่วทั้งขุนเขา
ทุกสรรพเสียง ต่างหยุดนิ่งในทันที ดั่ง้าให้ขลุ่ยลำน้อยอวดสำเนียงของมันอย่างเต็มที่
เพียงครู่เดียว...ประตูเก่าคร่ำคร่า หน้าอารามโดดเดี่ยวกลางป่าเขาก็เปิดออก
ท่ามกลางความมืด อันเริ่มครอบคลุมทั่วบริเวณ ปรากฏแสงโคมดวงน้อยวูบไหวไปมาอยู่ในมือคนผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังเดินตรงเข้ามาหาเหล่าผู้มาเยือนอย่างแช่มช้า
เมื่อคนผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้ ริวจิจึงเห็นถนัดตาที่แท้เป็หลวงจีนรูปหนึ่ง อายุราวสามสิบปีดูน่าจะอ่อนวัยกว่าท่านโยชิอิเพียงเล็กน้อย ร่างกายสูงใหญ่กำยำสัดส่วนบุคลิกทะนงองอาจ ใบหน้าเอิบอิ่ม ดวงตากลมโตดำสนิท ล้ำลึกจนสุดหยั่ง
ท่วงท่าการเดินสง่างาม กิริยาแช่มช้าน่าเลื่อมใสดวงตาหลุบต่ำลงเบื้องล่างเล็กน้อย ผิวกายคล้ำกว่าชาวจงหยวนทั่วไปละม้ายผิวของมู่หยงไฉ่จิ่ง หากไม่สวมใส่จีวร แต่แต่งกายดุจชาวยุทธ์ทั่วไปต้องเข้าใจว่าคนผู้นี้ เป็ยอดฝีมือที่น่าเกรงขามผู้หนึ่ง
“คารวะท่านต้าซือ”มู่หยงไฉ่จิ่งน้ำตาคลอเบ้า ลำคอตีบตัน ไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้อีก
ดวงหน้าการุณย์ค่อยเงยขึ้น มองดรุณีน้อยยิ้มเปี่ยมเมตตาเสียงอ่อนโยนแจ่มใสกังวาน ทักทายอย่างสนิทสนม
“บิดากับศิษย์พี่ของเ้าเป็อย่างไรบ้าง”
“บิดาสุขภาพดียิ่งส่วนศิษย์พี่...ข้าพเ้าก็ไม่ได้ข่าว มาระยะหนึ่งแล้ว”
หลวงจีนรูปนั้นถอนหายใจ
“เวรกรรม...เวรกรรม”ดวงตาแจ่มใส มองตรงไปเื้ัดรุณีน้อย จึงแลเห็นบุรุษหนุ่ม ผู้สามารถทำให้ท่านต้องออกมานอกอาราม แววตาเปี่ยมความยินดี ฉายชัดเจนบนใบหน้า
“คารวะท่านต้าซือ...เจ็ดปีนี้...”คำพูดของฟางเสวี่ยเฟย ตีบตันอยู่ในลำคอ มิต่างจากมู่หยงไฉ่จิ่งไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้มากกว่านี้
“จำเริญ...จำเริญในที่สุดเ้าก็มีวันนี้” น้ำตาแห่งความปลื้มปีติ เอ่อคลอั์ตาหลวงจีนรูปนั้น
ปู้เอี้ยนต้าซือยินดีอย่างยิ่ง ในที่สุดน้องชายผู้นี้สามารถกลับมาเผชิญโลกภายนอกอีกครั้ง ท่านยังจำสีหน้าแววตาของน้องชายผู้นี้เมื่อคราวงานศพพี่จินิ กับแม่นางเหม่ยเซียนได้ดี คราวนั้นคิดว่าหมดหวังเสียแล้วในอันจะโน้มน้าวจิตใจแหลกสลาย ของผู้เป็เสมือนน้องชายให้ทำใจยอมรับเื่ที่เกิดขึ้นได้
ริวจิขมวดคิ้วเครียด ตะเบ็งเสียงแทรกขึ้นด้วยความร้อนรน
“พวกท่านทักทายกันพอหรือยัง!”
“เ้าช่างไร้มารยาทจริงๆ !” มู่หยงไฉ่จิ่งตะคอกกลับ คิดจะว่ากล่าวอีกหลายคำ หากพอเหลียวไปเห็น แววตาห่วงใยวิตกกังวลของริวจิถ้อยคำที่คิดกล่าว กลับชะงักลงโดยพลัน
ปู้เอี้ยนต้าซือโบกมือ ห้ามมู่หยงไฉ่จิ่ง เพ่งพิจารณาบุรุษทั้งสามซึ่งอยู่ด้านหลัง
“หากต้าซือช่วยท่านโยชิอิให้รอดปลอดภัย ข้าพเ้าจะบริจาคเงิน สร้างอารามให้ใหญ่โต กว่านี้อีกสิบเท่า ถ้า้าสิ่งใดสามารถบอกมาได้เต็มที่...”
“เ้า!”มู่หยงไฉ่จิ่งถลึงตาใส่ริวจิ ถึงรุ่มร้อนปานใด มันก็ไม่น่าพูดเช่นนี้
ปู้เอี้ยนต้าซือโบกมือ ห้ามมู่หยงไฉ่จิ่งอีกครั้ง
“กุศลเจตนาของประสกอาตมาขอรับด้วยใจ อารามของเราสิ่งที่ควรมีนับว่ามีพอแล้วสิ่งที่ยังไม่มีออกจะเกินความจำเป็ไปบ้าง” สายตาปรายไปยังฟางเสวี่ยเฟยไต่ถามเื่ราว
“สหายผู้นี้ถูกพิษสลายลมปราณขอท่านต้าซือแผ่เมตตาด้วย”
ปู้เอี้ยนต้าซือมองบุรุษ ผู้นอนแซ่วบนแคร่ครู่หนึ่ง พลางพยักหน้าก้าวเข้ามาดูอาการโยชิอิ
ขณะนิ้วมือปู้เอี้ยนต้าซือ กำลังจะแตะชีพจรข้อมือของนาคามูระ โยชิอิตาของโยชิอิกลับลืมโพลงขึ้น!
มือซึ่งยังกุมดาบแน่น แทงด้ามดาบตรงไปยังชีพจรหัวใจปู้เอี้ยนต้าซือโดยไม่มีวี่แววมาก่อน!
ปู้เอี้ยนต้าซือมิได้แตกตื่น เพียงขมวดคิ้วด้วยความฉงนนิ้วมืออีกข้างจี้อย่างฉับไว ลงบนปลายด้ามดาบซึ่งทิ่มแทงมา สกัดด้ามดาบได้ทันก่อนจะกระทบถูกชีพจรหัวใจ เพียงไม่ถึงสองฝ่ามือ
ดรรชนีพอจี้ถูกดาบในฝัก พลันบังเกิดอาการ สั่นะเือยู่ครู่หนึ่งกระทั่งนาคามูระ โยชิอิหมดแรงลง ปลายนิ้วของปู้เอี้ยนต้าซือจึงถอนออก
“ดรรชนีวชิระ...”นาคามูระ โยชิอิกล่าวเพียงคำเดียว แล้วหมดสติไปอีก
ปู้เอี้ยนต้าซือกล่าวน้ำเสียงปกติ ดุจไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“หากเป็ยามปกติชีพจรหัวใจอาตมาคงถูกรังสีดาบ ประสกผู้นี้กระแทก จนขาดสะบั้นแล้ว”
มู่หยงไฉ่จิ่งโพล่งขึ้นอย่างแตกตื่น
“นี่เ้าทำอะไรท่านต้าซือจะช่วยเ้านะ!”
ปู้เอี้ยนต้าซือส่ายหน้าช้า ๆ ปรามดรุณีน้อยไว้อีกครั้ง
“ไม่มีอะไร...นี่เป็เพียงปฏิกิริยาการป้องกันตัวของประสกท่านนี้เท่านั้น”
ริวจิรีบละล่ำละลักกล่าว
“ต้าซือโปรดช่วยท่านโยชิอิด้วย”
ปู้เอี้ยนต้าซือครุ่นคิดครู่หนึ่ง กล่าวว่า
“ประสกท่านนี้พลังฝีมือกล้าแข็งยิ่งนัก เหตุใดถึงถูกพิษสลายลมปราณ จนมีอาการหนักถึงขั้นนี้”
ฟางเสวี่ยเฟยกล่าวอย่างรวบรัด
“ท่านโยชิอิช่วยเหลือข้าพเ้าและน้องไฉ่จิ่งจึงเสียทีศัตรู”
ปู้เอี้ยนต้าซือพยักหน้า
“พยุงประสกท่านนี้ไปกุฏิอาตมาก่อน...”
ริวจิกับหัวหน้าแซ่หยวน รีบหามแคร่เดินตามเข้าประตูใหญ่ไปทั้งหมดเดินตามทาง ห่างจากประตูใหญ่ไกลโข จึงเห็นกุฏิหลังเล็กเจ็ดแปดหลังเรียงรายอยู่ชายป่าไผ่ แม้ภายนอกอารามจะเก่าซอมซ่อดุจรกร้างทว่าภายในสะอาดสะอ้าน ต้นไม้ใหญ่น้อยเรียงรายล้อม เป็ระเบียบไม่อับทึบร่มรื่นน่าอยู่อาศัยอย่างยิ่ง
สองบุรุษพยุงนาคามูระ โยชิอิ เข้าไปในกุฏิซึ่งอยู่ลึกที่สุดเกือบติดแนวชายป่าทางด้านหลัง
หลังประคองร่างไร้สติของโยชิอิ นอนลงบนเตียงปู้เอี้ยนต้าซือตรวจอาการโดยละเอียด จากนั้นได้แต่นั่งนิ่งครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน
เนิ่นนาน ริวจิต้องเอ่ยถาม ด้วยความวิตกกังวล
“ที่แท้ต้าซือสามารถช่วยท่านโยชิอิ ได้หรือไม่”
“พิษสลายลมปราณที่น่ากลัวคือผู้ถูกพิษยิ่งใช้พลังมาก พิษยิ่งกำเริบรุนแรง เวลานี้พิษกำเริบถึงขั้นสุดท้าย ไม่อาจเยียวยาด้วยการใช้ยาขจัดหรือใช้พลังลมปราณขับพิษได้อีกแล้ว โชคดีแนวทางการฝึกปรือของประสกผู้นี้แตกต่างจากวิทยายุทธ์ชาวจงหยวนเรา ไม่เช่นนั้นคงเสียชีวิตไปนานแล้ว”
ริวจิโพล่งออกมา แทบสิ้นเรี่ยวแรงทรุดลงตรงนั้น
“นี่หมายความว่าไม่มีหนทางช่วยท่านโยชิอิเลยหรือ”
“มีอีกวิธี...วิธีนี้ค่อนข้างเสี่ยงอันตรายอยู่บ้าง”
“ทำอย่างไรท่านรีบบอกมา”ขอเพียงทราบว่ายังมีความหวัง ไม่ว่ายากเย็นอย่างไรริวจิมั่นใจมันต้องสามารถกระทำได้
“ก่อนอื่นต้องถ่ายโลหิตพิษทิ้งแล้วใช้โลหิตดีของผู้อื่น เปลี่ยนถ่ายให้ประสกผู้นี้ จากนั้นใช้พลังลมปราณกระตุ้นให้พลังแท้ดั้งเดิมในกายขานรับ กำเนิดพลังแท้ของตนขึ้นอีกครั้งแล้วปรับจุดชีพจรที่อุดตัน ให้เคลื่อนเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากนั้นต้องกินยาบำรุงรักษาอวัยวะภายในอีกระยะหนึ่ง”
“ถ่ายโลหิต!”ทั้งหมดอุทานอย่างตื่นเต้น ออกมาพร้อมกัน
“พิษแทรกเข้ากระแสโลหิตไหลเวียนผ่านอวัยวะทั่วร่างแล้ว มีแต่ใช้โลหิตดี ขับดันโลหิตเสียในร่างประสกผู้นี้วิธีนี้ออกจะอันตรายไปบ้าง...ทั้งยังมีปัญหาเื่โลหิตที่จะใช้เปลี่ยนถ่ายให้ประสกผู้นี้”
ริวจิกล่าวอย่างกระตือรือร้น แววตาเป็ประกาย เปี่ยมความหวัง
“ต้าซือสามารถใช้เืของข้าพเ้าได้”
แต่หัวหน้าแซ่หยวน กลับกล่าวทักท้วง อย่างรวดเร็วหนักแน่น
“คุณชายไม่ต้องลำบากบ่าวสามารถสละโลหิต ให้ท่านโยชิอิจนหมดร่าง!”
ริวจิหันไปตวาดอย่างไม่พอใจ
“ท่านสามารถแล้วข้าพเ้าไม่สามารถหรือ!”
หัวหน้าแซ่หยวนก้มหน้าต่ำ
“บ่าวทราบคุณชายย่อมสามารถทั้งห่วงใยท่านโยชิอิยิ่งกว่าผู้ใด...แต่ที่บ่าวได้ยินมาการถ่ายโลหิตมีอันตรายอย่างมากหาก...”
มู่หยงไฉ่จิ่งอดกล่าวสอดขึ้นไม่ได้
“ที่แท้หัวหน้าหยวนดูแคลนความสามารถของท่านต้าซือ”
“มิได้...แม่นางอย่าเข้าใจผิดขณะนี้ท่านโยชิอิเป็ตายยังมิทราบ หากกงจื่อเป็อะไรไปอีกคนเกรงว่าหมู่ตึกบูรพาของเรา ต้องตกอยู่ในภาวะลำบากแล้ว...”