ตลอดหลายวันที่หานเฟยหลงพักอยู่เมืองชิงโจว กลางวันก็จะชมเมือง ไปตามสถานที่ต่างๆ พยายามหาเบาะแสของสตรีผู้นั้น แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย ได้แต่อดทนรอให้ถึงคืนพระจันทร์เต็มดวง ที่เกือบจะใกล้เข้ามาอีกไม่กี่ราตรีนี้แล้ว
วันนี้หานเฟยหลงตั้งใจมาเที่ยวตลาด ขณะเดินเล่นตามทางเดินอยู่นั้น หูก็เกิดได้ยินเสียงกำไลข้อเท้า ทำให้เขาต้องหยุดเดิน แล้วหันมองไปรอบๆ ด้วยความร้อนรน
อี้หลุนองครักษ์ข้างกายเห็นท่าทีตื่นตระหนกขององค์ชายั ไม่รอช้าที่จะเข้าไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น คำตอบที่ได้รับทำให้เขาถึงกับกวาดสายตามองไปจนทั่วตลาด เพื่อช่วยหานเฟยหลงหาต้นเสียงนั้น "องค์ชายคงไม่ได้หมายถึง กำไลข้อเท้าของพระชายาหรอกนะพ่ะย่ะค่ะ"
"อย่าเพิ่งถาม ช่วยข้าดูก่อน"
บุรุษทั้งสอง ยืนหมุนไปมา หูก็คอยฟังเสียงกระพรวน ตาก็สอดส่องจนทั่วทั้งแต่ด้วยตลาดแห่งผู้คนมากมาย อีกทั้งพ่อค้าแม่ค้าก็ต่างพากันะโเรียกลูกค้า จึงทำให้ใช้เวลานานอยู่พอสมควร กว่าจับต้นเสียงได้ คนทั้งสองไม่รอช้า รีบตามทันที แต่ดูเหมือนว่าเสียงนั้นจะค่อยๆ ไกลออกไป เรื่อยๆ และหายไปอย่างไร้ร่องรอย
จึงได้แต่ยืนอยู่ที่เดิม สายตาเศร้าหมองลงทันที แต่เพียงไม่นานก็เปล่งประกายขึ้นมา เขาเริ่มมีความหวังอีกครั้งหนึ่งที่จะได้พบกับชายารัก แน่ใจว่านางอาจจะอยู่ที่นี่จริงๆ ก็ได้ ด้วยเสียงกำไลข้อเท้าตรึงใจ จะมีแต่คนของวังัเท่านั้นที่ได้ยิน
ในขณะที่องค์ชายั กำลังเหม่อลอยอยู่นั้น ก็มีรถม้าคันหนึ่งวิ่งแล่นผ่าน เกือบจะชน
ส่วนคนบังคับม้า ก็ใไม่น้อยที่มีคนยืนขว้างทางอยู่ "หลบไป หลบไป" ร้องะโบอกแล้ว ก็พยายามควบคุมม้าให้ไม่ชนหานเฟยหลง
โชคดีที่อี้หลุนดึงตัวออกมาได้ทัน ถ้าไม่อย่างนั้นเขาคงได้รับาเ็แล้ว "องค์ชายระวัง"
อี้หลุนกำลังจะตามรถม้าคันนั้น เพื่อเอาเื่ หานเฟยหลงกลับดึงตัวไว้ "ไม่ต้องตาม" เหตุที่ห้ามเพราะเขาที่ไม่ระวัง เอาแต่เหม่อลอย จนเดินออกไปอยู่กลางถนนเอง
"ถ้าเช่นนั้นกลับโรงเตี๊ยมเถอะพ่ะย่ะค่ะ"
องค์ชายัตอบเพียงสั้นๆ "อืม" แล้วเดินนำหน้าองครักษ์หนุ่ม
ส่วนรถม้าก็ยังคงวิ่งตรงออกนอกเมือง ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
ถึงที่พักยังไม่ทันไร หานเฟยหลงก็ออกคำสั่ง เรียกคนของเขา ให้มาที่นี่ กระจายกำลังทั่วทั้งเมือง เพื่อตามหากู้อี้นัว
ทว่าคืนนี้หานเฟยหลงคิดที่จะเยือนหอฝูเกออีกสักหน รอบนี้ที่ไปเพื่อ้าพบกับเ้าหอ รอไม่นานถงเหนียนก็"คุณชาย อยากพบข้ามีเื่อันใดหรือ"
หานเฟยหลงไม่ได้เป็ผู้ตอบคำถามของถงเหนียน ผู้ที่กล่าวกลับเป็องครักษ์หนุ่ม"เถ้าแก่เนี้ย เชิญนั่ง "
ถงเหนียนกำลังจะนั่ง หานเฟยหลงก็กล่าวขึ้นมา"สตรีที่ดีดพิณขงโหว ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง ชื่อแซ่อะไร? พักอยู่ที่ไหน? "
ทำให้เ้าหอฝูงเกอถึงกับหน้าถอดสี ชะงักไปเล็กน้อย "เื่นั้น..."
หานเฟยหลงถามเสียงเย็น"บอกได้หรือไม่"
ถงเหนียนกล่าวเบา"เอ่อ...ไม่ใช่ว่าไม่อยากบอก แต่ข้าเอง ก็ไม่รู้เหมือนกัน"
อี้หลุนไม่เชื่อคำของถงเหนียน"ไม่รู้! จะเป็ไปได้ยังไง ในเมื่อมีคนบอกมา ว่าเถ้าแก่เนี้ยคนเดียวเท่านั้นที่รู้"
ถงเหนียนรีบปฏิเสธ"ไม่จริงนะ ข้าไม่รู้"
หานเฟยหลงเริ่มมีอารมณ์ขุ่นมัว"ท่านเป็เ้าหอฝูงเกอ จะไม่รู้ได้อย่างไร"
ถงเหนียนโต้กลับ"เป็เ้าหอฝูงเกอ ก็ใช่ว่าจะรู้ทุกเื่สักหน่อย"
อี้หลุนถามอย่างสงสัยใคร่รู้"งั้นขอถาม แล้วนางมาดีดพิณที่นี่ได้ยัง"
ก่อนถงเหนียนจะตอบ ก็ถอดหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยออกมา"เฮ้ย! ถ้าจะให้เล่าถึง ก็ต้องย้อนไปเมื่อห้าปีก่อน"
เื่ราวในค่ำคืนที่ท้องฟ้าโปร่งใส สว่างไสวด้วยแสงจันทร์ หอฝูงเกอคับคั่งไปด้วยผู้ชม และคนที่อยากประชันฝีมือ
ขณะที่กำลังแข่งขันกันอยู่ จู่ๆ ก็มีสตรีปกปิดใบหน้าคนหนึ่ง มาขอร่วมดีดพิณขงโหวด้วย ตัวเ้าของหอฝูงเกอก็อนุญาต แม้ว่านางจะไม่ยอมบอกชื่อแซ่หรือเปิดเผยใบหน้าก็ตามที
กติกาในคืนนั้นก็คือ ผู้ใดดีดพิณขงโหวได้ไพเราะ และมีดอกไม้ในตะกร้ามากที่สุด ให้ถือเป็ผู้ชนะ ทางหอฝูงเกอจะมอบเงินรางวัลจำนวนหนึ่งให้ แต่มีข้อแม้ ว่าต้องมาดีดพิณที่หอฝูงเกอ เดือนละครั้ง สามารถกำหนดวันได้เอง ฟังแค่นี้ก็คงไม่ต้องกล่าว ว่าใครเป็ผู้กำชนะ ถ้าไม่ใช่สตรีลึกลับคนนั้น
หานเฟยหลงและอี้หลุนต่างตั้งใจฟัง โดยที่ไม่พูดแทรกขึ้นมาเลย ถงเหนียนเล่าจบ องครักษ์หนุ่มกล่าวถามแทนเ้านายของตน "แสดงว่านางดีดพิณเก่งมาก"
"ถูกต้อง ข้าอยู่ถึงปูนนี้ ยังไม่เคยได้ยินใครบรรเลง ได้ไพเราะดังเช่นนางเลย"
หานเฟยหลงหันไปสบตากับอี้หลุน หลังจากได้ฟังคำตอบจากเ้าหอฝูงเกอ ที่เวลานี้ดวงตาเปล่งประกาย เมื่อพูดถึงสตรีลึกลับผู้นั้น
ได้คำตอบที่้าแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็ที่ต้องอยู่ต่อ หานเฟยหลงจึงกลับไปยังพักทันที โดยตลอดทางที่ไม่กล่าวอะไรเลย