Tale of Tales Online: Age of Apocalypse อภิมหาสงครามภัยพิบัติถล่มจักรวาล

    ตอนที่ 30 รู้ว่าเสี่ยง แต่คงต้องขอลอง


    หลังจากพวกเราตกลงมาสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง แสงสว่างจากสกิลไชนิ่งสตาร์ของป้าโซฟีก็ได้สาดส่องไปยังทั่วบริเวณใกล้ๆเผยให้เห็นเป็นลานโล่งกว้างที่เต็มไปด้วยเศษกระดูกของมนุษย์และโครงกระดูกของกิ้งก่าขนาดใหญ่นับร้อยที่วางระเกะระกะอยู่บนพื้นเต็มไปหมด พร้อมด้วยกลิ่นเหม็นเน่าที่ฉุนแสบเข้าจมูกจนทุกคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันเนื่องจากพวกเราไม่รู้ว่าต้องเดินไปทางไหนดี จึงเลือกที่จะเดินตรงไปข้างหน้าทุกคนเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ เพราะกลัวว่าอาจจะมีมอนสเตอร์โผล่มาจ๊ะเอ๋เอาได้ เนื่องจากว่าสกิลไชนิ่งสตาร์เองก็ไม่ได้มีระยะการส่องสว่างที่กว้างไกลพอที่จะมั่นใจว่าเราจะเห็นมอนสเตอร์ก่อนที่มันจะเห็นเราเมื่อเดินมาได้สักระยะป้าโซฟีก็พูดขึ้นมาประมาณว่าป้าแกเริ่มใจไม่ดีแล้ว พวกเราจึงหยุดและเปลี่ยนให้ป้าโซฟีควบคุมดาวส่องแสงให้เคลื่อนที่ไปสำรวจรอบๆ แทนดวงไฟหนึ่งเดียวลอยออกไปห่างจากปาร์ตี้ของพวกเราเรื่อยๆ ทิ้งเหลือไว้เพียงแต่ความมืดมิดเบื้องหลังทันใดนั้นดาวแสงก็ได้สาดส่องไปกระทบกับอะไรบางอย่างที่มีขนาดใหญ่มากมันดูเหมือนกับ…‘โครงกระดูกกองพะเนิน’ ที่มีสายตาคู่สีแดงคู่ใหญ่ซ่อนตัวอยู่ผมจึงรีบบอกให้ป้าโซฟีเรียกไชนิ่งสตาร์กลับมาและพร้อมเดินถอยกลับมาเพื่อทิ้งระยะห่างแต่มันก็สายไปเสียแล้ว…พลันเกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้น เกิดเป็นเสียงกระจัดกระจายของโครงกระดูกจำนวนมหาศาลปรากฏเป็นนัยน์ตาเรืองแสงสีเขียวและสีส้มอีกอย่างละคู่ที่ซ่อนอยู่ในความมืดที่อยู่ไม่ไกลจากพวกเรามากนัก“ผมว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดีแล้วครับ พี่มาร์คัสกับป้าโซฟีก็เห็นเหมือนที่ผมเห็นใช่ไหม?”“ชัดเลย”“ป้าว่าคราวนี้แบ่งกันจัดการคนละตัวยังไหวเลยนะ”“โนโน เกมบิ้วสภาพแวดล้อมมาขนาดนี้ ผมว่ามันไม่น่าใช่แค่มอนสเตอร์ธรรมดาแน่ครับ”“อ้าวเหรอ” ป้าพูดพร้อมเอามือทาบอก“ป้าโซฟีมีสกิลให้แสงสกิลอื่นอีกไหมครับ ถ้าเราไม่สามารถมองเห็นศัตรูได้แบบนี้ทางเราเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัดเลย”“ป้าพอจะมีแต้มเหลืออยู่ เดี๋ยวป้าขออัพสกิลเสริมของสกิลไชนิ่งสตาร์ก่อนนะ”“เอาสกิลนี้ไปใช้พลางๆ ก่อน” พี่มาร์คัสกล่าวจบแล้วเรียกชื่อสกิลออกมาติดๆ กันทันที“สตอล์กเกอร์คอนสไปเรซี(Stalker Conspiracy)”ผลจากสกิล ‘ทฤษฎีสมคบคิดสตอล์กเกอร์หรือสตอล์กเกอร์คอนสไปเรซี’ ทำให้เกิดเป็นเวงเวทแสงปรากฏขึ้นที่หลังฝ่ามือทุกคนในปาร์ตี้ขึ้นวาบหนึ่ง และทิ้งรอยสัญรูปมีดขนาดเล็กเล่มหนึ่งที่มีเลข 3 กำกับเอาไว้ที่หลังมือเนื่องด้วยผลของทักษะรีดเดอร์อินสติงค์ เพียงแค่ได้ยินการเรียกใช้ทักษะดังกล่าวผมก็สามารถรู้ได้ทันทีว่ามันมีความสามารถทำให้คลาสสตอล์กเกอร์สามารถเรียกใช้ทักษะที่ตัวเองมี ให้ส่งผลต่อคนในปาร์ตี้คนอื่นๆ ได้ โดยยังสามารถเลือกได้อีกว่าจะให้ส่งผลเป็นรายบุคคลหรือให้ส่งผลทั้งปาร์ตี้สิ้นเสียงทักษะแรกเขาก็เรียกใช้ทักษะต่อมาทันที“อายส์อินเดอะดาร์ค(Eyes in The Dark)”ซึ่งเป็นทักษะที่ทำให้คลาสสตอล์กเกอร์สามารถมองเห็นในความมืดได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งพลันตาของผมก็เกิดเป็นเหมือนฝ้าขึ้นมาบดบังการมองเห็น และเมื่อกะพริบตาไปหนึ่งครั้งฝ้าเหล่านั้นก็หายแล้วถูกแทนที่ด้วยการมองเห็นแบบไนท์วิชั่น ซึ่งทำให้ผมสามารถมองเห็นสิ่งรอบตัวในระยะสายตาที่แสงของสกิลไชนิ่งสตาร์สาดส่องไปไม่ถึงได้แค่นั้นยังไม่พอ เขายังเรียกใช้ทักษะขึ้นมาอีกโดยไม่หยุดพัก“อินวิซิเบิลรีทรีต(Invisible Retreat)”ทักษะนี้เป็นเฉพาะตัวของคลาสตลอล์กเกอร์ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถล่องหนได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง พร้อมให้ผลคล้ายกับการออกจากการต่อสู้ ซึ่งในระยะเวลานี้สตอล์กเกอร์จะยังสามารถใช้ทักษะที่ไม่ใช่การโจมตีได้โดยไม่ถือเป็นการเปิดเผยตัวแก่ศัตรูซึ่งเมื่อสิ้นเสียงทักษะดังกล่าว ร่างกายของผมก็เหมือนจะจางลงแล้วกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมจนทำให้ผมสามารถมองทะลุฝ่ามือของตัวเองได้เลยแต่นั่นก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะมันยังมีความสามารถอีกอย่างที่ทักษะรีดเดอร์อินสติงค์ไม่สามารถล่วงรู้ได้ โดยสิ่งนั้นก็คือร่างของผมอีกคนหนึ่งที่ปรากฏขึ้นมาซ้อนทับการเป็นอยู่ของผมผมหลงคิดไปว่านี่คงจะจบคอมโบการใช้งานสกิลของพี่มาร์คัสแล้ว แต่เปล่าเลย“แบ็คสไลด์(Back Slide)”ผลจากทักษะสไลด์กลับหลังทำให้พวกเราทั้งปาร์ตี้ถอยหลังออกมาไกลจากจุดเมื่อครู่พอสมควร แต่ก็ยังเห็นเป็นร่างของพวกเราสามคนอยู่ที่เดิมเมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่งร่างทั้งสามก็ค่อยเลือนหายลับไป พร้อมกับการสิ้นผลของทักษะล่องหนหลบหนีหรืออินวิซิเบิลรีทรีตของพี่มาร์คัส ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย นอกจากว่าความสามารถดังกล่าวจะเป็นผลเนื่องจากทักษะติดตัวหรือทักษะเสริมบางอย่างของทักษะอิวิซิเบิลรีทรีตแน่ๆตามมาด้วยตัวเลขบนสัญลักษณ์มีดที่กลายเป็น 0 ซึ่งสัญลักษณ์นั้นก็ค่อยๆ จางลงและหายไปในเวลาถัดมาก็ว่าทำไมผู้เล่นที่เล่นเป็นสายอาชีพโจรอย่างพี่มาร์คัสถึงไม่เอาแต้มสเตตัสไปใช้กับค่าพละกำลังหรือค่าความว่องไวทั้งหมด นั่นก็คงเป็นเพราะว่าเวลาพี่มาร์คัสใช้สกิลออกมาแต่ละครั้งก็ใช้ออกมาเป็นคอมโบตลอด ไม่เคยจบเพียงทักษะเดียว ด้วยเหตุนี้เองพี่มาร์คัสเลยต้องใช้แต้มสเตตัสไปกับค่าสติปัญหาส่วนหนึ่งเพื่อให้มีพลังเวทเพียงพอในการเรียกใช้สกิลนี่เอง“แค่นี้คงพอช่วยให้วางแผนได้นะ” พี่มาร์คัสพูดขึ้นพร้อมมองมาทางผม“อย่างเจ๋งเลยว่ะพี่”“อะไรเจ๋งเหรอจ๊ะ พอดีป้าเพิ่งอัพสกิลเสริมของไชนิ่งสตาร์เสร็จ”“ป้าโซฟีปิดไฟก่อนครับ เดี๋ยวผมเล่าให้ฟัง”หลังจากสอนให้ป้าโซฟียกเลิกผลของทักษะไชนิ่งสตาร์ เพื่อป้องกันไม่ให้มอนสเตอร์เห็นตำแหน่งของพวกเรา แล้วผมก็ได้เล่าให้เธอฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่และด้วยผลของทักษะดวงตาในความมืดหรือทักษะอายส์อินเดอะดาร์คทำให้พวกเราทั้งสามสามารถมองเห็นทุกอย่างในระยะสายตาได้เผยให้เห็นร่างเจ้าของดวงตายักษ์ทั้งสามคู่เรดเบียร์ดดราก้อน(บอส) เลเวล: 20กิ้งก่ามังกรเคราผู้เป็นเจ้าของดวงตาสีแดงที่ซ่อนอยู่ในกองกระดูกก่อนหน้านี้ ซึ่งมีร่างกายที่ใหญ่โตที่สุดในบรรดากิ้งก่าทั้งหมด ร่างกายของมันเป็นสีส้มแดงมีหนามเล็กๆ สีแดงขึ้นอยู่รอบตัว และสิ่งที่ทำให้มันได้ชื่อว่ามังกรเคราสีแดงก็คงเป็นเหล่าหนามแหลมที่อยู่บริเวณรอบคอและคางทูมๆ ของมัน ซึ่งนอกจากจะเหมือนเคราของมันแล้วก็ยังดูคล้ายกับแผงคอของสิงโตด้วยเหมือนกันกรีนเวลล์คาเมเลียน(บอส) เลเวล: 20กิ้งก่าคาเมเลียนผู้เป็นเจ้าของดวงตากลมโตคู่สีเขียว สีของลำตัวส่วนใหญ่เป็นสีเขียวใบไม้ มีหางที่ม้วนวนขดกลม ส่วนขนาดตัวของมันก็ใหญ่เป็นรองแค่กิ้งก่าเรดเบียร์ดดราก้อนเท่านั้นบราวน์ฟลายอิงลิซาร์ด(บอส) เลเวล: 20กิ้งก่าบินผู้เป็นเจ้าของดวงตาสีส้มที่มาพร้อมกับปีกเนื้อข้างลำตัวทั้งสองข้าง ลำตัวของมันเรียวเล็กมีสีน้ำตาลเข้ม จัดเป็นกิ้งก่าตัวที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดากิ้งก่าทั้งสามตัวเลยก็ว่าได้ด้วยระยะทางขนาดนี้ก็ยังเห็นตัวของพวกมันที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่อยู่พอสมควร ไม่แน่ว่าหากพวกเราเข้าไปใกล้กว่านี้อีกหน่อย คงเห็นขนาดของพวกมันใหญ่กว่ามังกรโคโมโดก่อนหน้านี้เสียอีกแผนการที่ได้จากการระดมสมองของบรรณารักษ์ สตอล์กเกอร์และผู้พยากรณ์ก็ดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว แต่ก็ยังขาดภาพใหญ่ที่ถือเป็นส่วนสำคัญอีกอันหนึ่งของแผนนี้เช่นเคย นั่นก็คือส่วนของทักษะจากหนังสือของบรรณารักษ์นั่นเองพวกเราได้ให้ป้าโซฟีสุ่มไพ่เรียกซัมมอนไพ่ทาโรต์กับใช้ทักษะอ่านไพ่ทาโรต์เพื่อสุ่มให้ได้บัฟหรือผลการเสริมที่พวกเราคิดว่าเหมาะสมกับการต่อสู้ในครั้งนี้ซึ่งแตกต่างจากคลาสบรรณารักษ์ที่ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เนื่องจากเงื่อนไขของคลาสที่ต้องเริ่มการต่อสู้เท่านั้นจึงจะมีการสุ่มหนังสือออกมาแต่พวกเราก็แก้เกมด้วยการรอคูลดาวน์คอมโบถอยทัพของพี่มาร์คัสให้พร้อมก่อนจะเข้าบวกหรือเข้าต่อสู้ทุกครั้ง ทำให้พวกเราสามารถหลบมาตั้งหลักได้ทุกครั้งที่สุ่มได้หนังสือที่ไม่อำนวยอวยชัยในการต่อสู้ครั้งนี้ ซึ่งการทำแบบนี้นั้นช่วยลดความเสี่ยงไปได้เยอะพอสมควรเลยตอนแรกผมคิดว่าเราคงจะสามารถทำแบบนี้แล้วตอดเลือดบอสให้ลดลงไปเรื่อยๆ แล้วฆ่าให้ตายทีละตัว แต่เมื่อเราใช้ทักษะของพี่มาร์คัสออกมา บาดแผลทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับบอสก็ถูกรีเซตไปเหมือนกันหลังจากหลบหนีออกจากการต่อสู้ด้วยคอมโบถอยทัพเมื่อแผน A ไม่เวิร์คพวกเราจึงขยับไปใช้แผน B ที่เป็นการเสี่ยงดวงจนกว่าจะดีพร้อมแล้วลุยแทนเนื่องจากระดับขั้นของทักษทาโรต์รีดดิ้งที่เป็นขั้น 10 จึงทำให้ป้าโซฟีสามารถอ่านไพ่ได้ถึงสองใบซ้อนสุดท้ายแล้วผมเองก็มาจบลงที่หนังสือคาถาโลหิต พร้อมกับการเสริมพลังจากไพ่เดอะสเตร็งท์(The Strength) ของป้าโซฟีที่มีความสามารถในการเพิ่มค่าสเตตัสทุกอย่างของสมาชิกในปาร์ตี้และซัมมอนขึ้นอีกถึง 20% และด้วยผลจากไพ่เดอะไฮพรีสเทส(The High Priestess) อีกหนึ่งใบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นพลังและการเสริมพลังของสมาชิกในปาร์ตี้ขึ้นอีก 50% ทำให้ผลของไพ่แห่งความเข้มแข็งเมื่อครู่เพิ่มผลการเพิ่มสเตตัสเป็น 30%นอกจากนี้แล้วก็ยังมีซัมมอน ‘พาลาดินคอมมานเดอร์’ เลเวล 12 ที่เป็นนักรบศักดิ์สิทธิ์ในชุดเกราะสีเงินอันสง่างาม ซึ่งถูกเรียกมาด้วยทักษะทาโรต์ซัมมอนนิ่งโดยใช้ไพ่ไป 4 ใบ ได้แก่ ไพ่เดอะสเตร็งท์(The Strength) ดิเอมเพอเรอร์(Emperor) เดอะจัสติส(The Justice) และเดอะซัน(The Sun) ตามลำดับพาลาดินที่ถูกซัมมอนออกมาก็ได้เติมความแกร่งให้กับปาร์ตี้ด้วยบัฟเสริมความแข็งแกร่งอย่างทักษะเบลสซิ่งที่ซัมมอนได้เอ่ยออกมาส่งผลให้พวกเราได้ค่าสเตตัสทุกอย่างเพิ่มขึ้นมาอีกคนละ 20% ซึ่งเมื่อรวมการเสริมพลังทั้งหมดจากผลของไพ่เดอะสเตร็งท์และผลของไพ่เดอะไฮพรีสเทสก่อนหน้านี้ก็ทำให้สเตตัสทั้งหมดของพวกเราเพิ่มขึ้นเป็น 60%ด้วยค่าสถานะพื้นฐานที่สูงขนาดนี้ ผมคิดว่าเราคงอุ่นใจในเรื่องการถูกบอสโจมตีครั้งเดียวจอดไปได้ แต่ยังไงก็ยังไว้ใจไม่ได้อยู่ดี เพราะหากโดนจุดสำคัญยังไงก็ไม่น่ารอด ไหนจะความจริงที่ว่ามันไม่ได้มีมอนสเตอร์ระดับบอสเพียงตัวเดียว แต่มีถึง 3 ตัวด้วยกันจากเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้บวกกับรูปแบบสกิลที่ปรากฏอยู่ในหนังสือคาถาโลหิต ผมจึงคิดว่าเราน่าจะสู้กันไหวตอนนี้ร่างของพวกเราได้เรืองแสงออกมาพอสมควรเนื่องจากเอฟเฟคของการบัฟและด้วยผลของไชนิ่งสตาร์ที่ป้าโซฟีอัพทักษะเสริมขึ้นมา ทำให้ป้าโซฟีสามารถควบคุมความสว่างของดาวจรัสแสงได้ตามใจนึก โดยความสว่างสูงสุดนั้นก็สว่างออกไปไกลหลายเมตรเลยทีเดียว เพียงเท่านี้พวกเราก็ไม่ต้องพึ่งพาสกิลอายส์อินเดอะดาร์คที่มีระยะเวลาจำกัดของพี่มาร์คัสอีกต่อไป(อย่างน้อยก็ตอนนี้)ทักษะ ‘บลัดเคิร์ส(Blood Curse)’ ที่อยู่ในหน้าแรกของหนังสือคาถาโลหิตถูกเรียกใช้งานขึ้นโดยไม่มีการร่าย เนื่องจากผลของทักษะไลบราเรี่ยนพริวิเลจที่ได้ตัดการร่ายไป แต่ก็แลกมาด้วยการยกเลิกระบบค่าสถานะแบบปกติของเกมด้วยเช่นกันพลันเกิดเป็นวงเวทสีเลือดขึ้นใต้ร่างของทุกคน เพียงครู่เดียวเส้นเลือดทุกเส้นในร่างของคนในปาร์ตี้ก็ปูดโปนและเรืองแสงสีแดงออกมา ก่อนจะหายไปแล้วเหลือเส้นเลือดไว้เพียงที่บริเวณกรามทั้งสองข้างเท่านั้นโดยสกิลคำสาปโลหิตที่ผมเพิ่งใช้นั้นเป็นสกิลที่ส่งผลให้การโจมตีธรรมดาและการใช้สกิลนั้นทำได้แรงขึ้น 20% แต่จะเสีย 20% ของพลังชีวิตปัจจุบันไปแทนในทุกครั้งแทนแล้วตามด้วยบัฟทักษะ ‘บลัดเธิร์สตี้(Blood Thirsty)’ ให้กับคนในปาร์ตี้ โดยจะลดเลือดหรือพลังชีวิตของเป้าหมายลง 1% ของพลังชีวิตสูงสุดทุกวินาที แต่จะทำให้เป้าหมายได้ความสามารถดูดเลือด(Lifesteal) 10% จากการโจมตีธรรมดาและการใช้สกิลด้วยสองทักษะดังกล่าวน่าจะทำให้พวกเราสร้างความเสียหายให้บอสได้มากขึ้น แต่ก็ต้องระวังไม่ให้พลังชีวิตหมดลงไปก่อนเช่นกันผมได้กระจายข่าวและข้อมูลเกี่ยวกับทักษะให้คนอื่นในปาร์ตี้ทราบ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันการเพราะว่าพี่มาร์คัสได้ใช้คอมโบมัจจุราชสั่งตายพุ่งเข้าใส่บอสกิ้งก่าบินไปก่อนแล้วมีดสั้นเนื่องจากผลของทักษะเดดลี่สไตรค์พุ่งปักเข้าไปที่จุดอ่อนบริเวณหัวของกิ้งก่าตัวนั้นอย่างจังโดยที่มันไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ ส่งผลให้ร่างของมันจะดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวด พร้อมพยายามสลัดสิ่งแปลกปลอมที่ยืนอยู่บนร่างกายออกไปเปิดจังหวะให้พี่มาร์คัสใช้มีดแทงและฟันส่วนที่เป็นปีกของมันให้บาดเจ็บไปได้หนึ่งข้าง ก่อนที่เขาจะถูกสะบัดปลิวออกมา แล้วถอยกลับมาตั้งหลักด้วยการทิ้งระยะด้วยผลของสกิลแบ็คสไลค์ซึ่งถ้าเป็นมอนสเตอร์ปกติคงตายไปแล้ว แต่นี่มันเป็นถึงมอนสเตอร์ระดับบอสในดันเจี้ยนแบบพิเศษที่มีเลเวลมากกว่าพี่มาร์คัสเกือบ 2 เท่า โดยการที่มันจะไม่ตายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวก็ไม่ได้แปลกอะไรเลยและสิ่งที่ผมค่อนข้างมั่นใจคือบราวน์ฟลายอิ้งลิซาร์ดนั้นน่าจะใกล้ตายแล้วเต็มที ไม่อย่างนั้นการโจมตีปกติของพี่มาร์คัสคงไม่สามารถสร้างบาดแผลรุนแรงให้กับปีกข้างหนึ่งของมันได้แน่นอนตอนนี้พี่มาร์คัสเองก็ดูเหมือนจะพร้อมสู้แล้วหลังจากดื่มยาเพิ่มพลังชีวิต เพิ่มพลังเวทและเพิ่มพลังงานไปอย่างละขวด และด้วยระยะเวลาคูลดาวน์ในการใช้งานโพชั่นนั้นค่อนข้างสูงทำให้พวกเราต้องวางแผนการใช้งานอย่างระมัดระวังมากขึ้นผมและป้าโซฟีก็ช่วยกันโถมการโจมตีระยะไกลใส่มอนสเตอร์ตัวที่ใกล้ตายเพื่อที่จะพยายามสังหารมันให้ได้ ซึ่งค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นก็ไม่สามารถทำให้มันตายลงได้ แต่กลับทำให้บราวน์ฟลายอิ้งลิซาร์ดวิ่งหันหลังกลับออกไปอย่างรวดเร็วแทนแต่ผมไม่อยากให้โอกาสครั้งนี้หลุดรอดไป ผมจึงตัดสินใจใช้ทักษะหนึ่งขึ้น ซึ่งมันเป็นทักษะที่มีความเสี่ยงในการใช้งานอยู่พอสมควร“บลีดดิ้งรันเนอร์(Bleeding Runner)”ปรากฏเป็นวงเวทโลหิตขึ้นที่ใต้ร่างของผมและบริเวณเหนือมอนสเตอร์ตัวดังกล่าว เกิดเป็นรอยบาดเล็กๆ ขึ้นรอบตัวของมอนสเตอร์เป้าหมายและร่างกายของผมพลันเกิดเป็นน้ำสีแดงฉานพุ่งออกมาจากบาดแผลของบอสกิ้งก่าบินในขณะที่มันกำลังเคลื่อนที่ ซึ่งผิดกับร่างกายของผมที่ไม่ได้รับผลอะไรเลยเนื่องจากผลของทักษะบลีดดิ้งรันเนอร์จะสร้างความเสียหายให้เป้าหมายและผู้ใช้เพียงเล็กน้อยเกิดเป็นบาดแผลนับไม่ถ้วน แน่นอนว่าความสามารถของมันไม่ได้มีเพียงแค่นั้น แต่มันยังมีผลทำให้เป้าหมายและผู้ใช้ได้รับค่าความเสียหายทางเวทมนตร์หากทำการเคลื่อนที่แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุดมันได้ มันยังคงพยายามวิ่งไปยังโครงกระดูกกองพะเนินเพื่อขึ้นสู่ที่สูงและด้วยบัฟเพิ่มสเตตัสและบัฟเสริมพลังที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ทำให้บราวน์ฟลายอิ้งลิซาร์ดไม่สามารถทนต่อค่าความเสียหายที่เกิดจากทักษะนักวิ่งโลหิตและการโจมตีด้วยลูกแก้วพยากรณ์อย่างไม่หยุดหย่อนจากป้าโซฟีได้ จึงทำให้มันล้มลงไปในที่สุดพร้อมกับเอฟเฟคการเลเวลอัพที่เด้งขึ้นมา 3 ครั้งติดกันของพี่มาร์คัสกับป้าโซฟี และ 1 ครั้งสำหรับผมส่วนทางด้านพาลาดินคอมมานเดอร์ที่ป้าโซฟีให้ไปแทงค์และหลอกล่อบอสอีกสองตัวก็ได้หายวับไปแล้วเช่นกัน คาดว่าน่าจะเป็นเพราะทนต่อการโจมตีของบอสทั้งสองตัวไม่ไหวแผนของพวกเราเป็นไปได้ด้วยดี แต่ก็ไม่คิดว่าซัมมอนพาลาดินจะหายไปไวขนาดนี้ส่วนผมในตอนนี้ก็ยังไม่สามารถเคลื่อนที่หรือโจมตีปกติได้ ไม่งั้นก็จะมีสภาพไม่ต่างไปจากบอสกิ้งก่าบินเมื่อครู่ ทำให้ผมกลายเป็นเป้านิ่งจู่ๆ ทุกอย่างที่เราทำมาก็ดิ่งลงเหวไปอย่างฉับพลัน เมื่อพี่มาร์คัสถูกหางของกรีนเวลล์คาเมเลียนที่ล่องหนมาจากด้านหลังจับไว้ พร้อมที่จะกุดหัวของพี่มาร์คัสออกมา และเป็นขณะเดียวกันกับที่เรดเบียร์ดดราก้อนก็พุ่งเข้ามาหาผมด้วยเช่นกันซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าผมจะรอดจากการโจมตีของกิ้งก่าตัวนี้ไปได้หรือเปล่า เนื่องจากจะวิ่งหลบก็โดนคาถาหลั่งเลือดแถมยังไม่การันตีว่าจะหลบพ้น หรือจะยืนอยู่อย่างนั้นก็เป็นเหมือนการรอคอยความตายดีๆ นี่เอง ‘ถ้าหากยังมีทักษะเซฟตี้แคสต์หรือทักษะอื่นที่ใช้หลบอยู่ ผมคิดว่าคงมีความเสี่ยงน้อยกว่านี้’ผมเลยตัดสินใจเลือกที่จะทำตัวให้เป็นประโยชน์ด้วยการเรียกใช้ทักษะรุนแรงที่สุดในหนังสือคาถาโลหิตออกมาโดยการเสียสละ 99% ของพลังชีวิตปัจจุบันเพื่อเรียกใช้งาน