ห้าปีต่อมา
ท้องฟ้าสีแดงฉานผสานกับลมสาทรฤดูพัดผ่านหอบกลิ่นผืนป่านานาพรรณให้ความรู้สึกสดชื่นยามสูดดมไปทั่วสรรพางค์กายสตรีแรกรุ่นนางหนึ่งสวมชุดเดินทางดูคล่องตัวสีครามเข้มเหมาะสำหรับเดินทางไกลมือซ้ายกุมกระบี่เล่มหนึ่ง มือขวากำถุงผ้าที่สะพายเอาไว้หลวม ๆ ตรงไหล่ขวา
นางสังเกตเห็นต้นกุ้ยฮวา [1] โดดเด่นที่นำไปสู่โรงเตี๊ยมหลังเล็กแห่งหนึ่งขนาดสองชั้นหยุดคิดเล็กน้อยพลางหยิบแผ่นหนังจากสาบเสื้อมาคลี่ดูเมื่อแน่ใจแล้วว่าเดินทางมาถูกที่ก็เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมทันทีนางกระหายน้ำและอยากทำความสะอาดร่างกายมากเหลือเกินแต่ก่อนอื่นนางต้องไปพบกับคนผู้หนึ่งซึ่งนางคาดว่ามาถึงก่อนหน้านานแล้ว
ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปโรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็กิจการขนาดเล็กสำหรับนักเดินทางไม่มีพื้นที่มากนักมีโต๊ะให้นั่งเพียงสี่ห้าชุดเท่านั้นเมื่อปรายตามองที่ชั้นสองพบว่ามีห้องพักอยู่มากหน่อย ประมาณเจ็ดถึงแปดห้องการเข้ามาของหญิงสาวผู้นี้ดึงดูดความสนใจของชายฉกรรจ์ที่นั่งพักอยู่หลายโต๊ะพวกเขาบอกได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็สตรีจากรูปร่างของนางแม้จะสวมหมวกไม้ไผ่สานมีผ้ากันแดดกันลมปกปิดใบหน้าเอาไว้ก็ตาม
นางปรายตามองเหล่าคนที่นั่งประจำโต๊ะเ่าั้ปราดหนึ่งนักเดินทางหลายโต๊ะรีบเก็บสายตากลับไปส่วนใหญ่หากเป็นักเดินทางที่ช่ำชองมีประสบการณ์มาอย่างยาวนานแล้วย่อมจะไตร่ตรองได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดแผกแปลกไป
อย่างแรกคือไม่มีสตรีปกติที่ไหนเดินทางคนเดียวไม่ว่าจะเป็พื้นที่ของแคว้นใดนิกายใดก็ตามยิ่งเป็สถานการณ์ที่แว่นแคว้นต่าง ๆ มีความไม่สงบกระทบกระทั่งกันเช่นนี้สังเกตได้จากที่พวกเขาล้วนเป็นักเดินทางแต่ไม่มีใครเลยในที่นี้ที่เป็สตรีดังนั้นแล้วแม่นางผู้นี้ต้องมีฝีมือพอสมควร
อย่างที่สองคือกระบี่ที่นางถือมีพู่ห้อยประดับหยกผูกติดเอาไว้อยู่คนธรรมดาอาวุธของพวกเขามักจะไม่มีอะไรประดับมากมาย ชนชั้นสูงกว่าอาจจะมีพู่ห้อยไว้แต่แม่นางท่านนี้นอกจากมีพู่ห้อยแล้วยังมีหยกล้ำค่าประดับอยู่ด้วยอีกดังนั้นแล้วระดับศักดิ์ฐานะของนางย่อมต้องไม่ธรรมดาอาจเป็ไปได้ว่านางมาจากสำนักหรือนิกายระดับสูงแห่งใดในใต้หล้าก็เป็ได้
กระนั้นแล้วก็ยังมีกลุ่มนักเดินทางหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่คึกคะนองจับจ้องนางอย่างไร้มารยาทหากแต่สตรีนางนั้นกลับไม่ได้สนใจนางกวาดตามองปราดหนึ่งจนพบกับโต๊ะที่อยู่ในมุมอับของโรงเตี๊ยมมีบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่เป็ชายวัยกลางคนที่ไม่ได้สะดุดตาใครต่อใครนัก ผิวของเขาดูหยาบกร้านจากการเดินทางตากลมฝนมานานปีแต่กระนั้นกลับยังคงไว้ซึ่งใบหน้าที่ดูใจดีตามไรผมของเขามีสีเงินแซมอยู่บ้างประปราย
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเหลือบมองเสี่ยวเอ้อก่อนจะโยนผ้าเช็ดโต๊ะคล้ำดำลอยข้ามโต๊ะต้อนรับใส่ใบหน้าลูกน้องตนเองไปทีหนึ่งโทษฐานที่เหม่อลอยไม่ต้อนรับลูกค้าอย่างทันท่วงทีเสี่ยวเอ้อเป็เด็กชายอายุสิบสี่สิบห้ายิ้มเผล่อย่างรู้สึกผิดรีบเดินเข้าไปหาสตรีนางนั้นพร้อมเอ่ยถาม
"เชิญแม่นางไม่ทราบแม่นาง้าทานอาหาร ที่พัก หรือทั้งสองอย่าง"
"ที่นี่มีผ้าสะอาดเช็ดมือให้หรือไม่?นำน้ำสะอาดมาด้วย แล้วค่อยนำอาหารรสจืดมาสองสามอย่าง" นางตอบไม่รอให้เสี่ยวเอ้อเสนออะไรต่อนางเดินหลบสิ่งกีดขวางอย่างคล่องแคล่วไปยังโต๊ะที่ชายวัยกลางคนนั่งอยู่เพียงผู้เดียวกำลังยิ้มรอรับนางอยู่
"เ้ามาแล้ว"บุรุษผู้นั้นทักทายพลางผายมือเชิญให้นางนั่ง
"หงลี่คารวะอาจารย์อา" หญิงสาวถอดหมวกไม้ไผ่ออกก่อนจะกุมหมัดคารวะนั่นทำให้คนในโรงเตี๊ยมทั้งที่มองอย่างตั้งใจและลอบแอบดูได้มีโอกาสยลโฉมหน้าสตรีผู้นั้นเสียทีเทียบกับชุดที่ดูมอมแมมผ่านการเดินทางมานานแล้วใบหน้าของนางใสกระจ่างปราศจากมลทินรูปหน้าคมชัด เพียงแต่กลับมีคิ้วที่ขมวดมุ่นดูจริงจังอยู่เสมอ
"ข้าขออภัยที่มาสายรบกวนอาจารย์อาโปรดยืนยันตัวตนด้วย" หงลี่ทำสีหน้ากระอักกระอ่วนพลางถามบุรุษฝั่งตรงข้ามยิ้มเล็กน้อยบนโต๊ะปรากฏป้ายตำแหน่งวางไว้
หงลี่หยิบมาพิจารณาในสายตาคนในโรงเตี๊ยมนั้นป้ายของบุรุษดูเหมือนจะเปล่งแสงออกมาเล็กน้อยอย่างบอกไม่ถูกนางพยักหน้าก่อนส่งคืนป้ายตำแหน่งให้อย่างนอบน้อมแล้วนั่งลงพร้อมกับถาม"รบกวนอาจารย์อาแล้ว ท่านมาถึงที่นี่นานหรือยัง"
"เพียงไม่ถึงสองวันดีการเดินทางของเ้าไม่ราบรื่นดีหรือ"บุรุษหน้าตาใจดีเอ่ยถามพลางหยิบแก้วที่คว่ำไว้ล้างถ้วยแล้วรินน้ำชาให้นางดื่มแม่นางผู้นั้นล้างมือกับชามใส่น้ำที่เสี่ยวเอ้อนำมาให้จากนั้นรับชาไปจิบอย่างเรียบร้อย หากแต่มีน้อยคนนักที่จะทราบได้ว่า จิบเดียวของนางนั้นกวาดเอาน้ำชาทั้งแก้วจนหมดเกลี้ยง
"มีเื่ราวเล็กน้อยเท่านั้น่ที่ข้าแยกจากขบวนพ่อค้าเพื่อเดินทางคนเดียว ดูเหมือนเื่ยุ่งต่าง ๆจะมุ่งหน้ามาหาข้าโดยไม่มีเหตุผล" หงลี่ขมวดคิ้วตอบ
นางแสร้งทำเป็ถือถ้วยชาไว้แต่อาจารย์อาของนางรู้ทันจึงยกกาน้ำรินให้นางใหม่"ย่อมเป็เช่นนั้นถึงแม้เ้าจะมั่นใจในฝีมือแต่ข้าก็ไม่แนะนำให้เ้าเดินทางคนเดียวอยู่ดี"
คิ้วเข้มของหงลี่ยิ่งขมวดเข้าหากันมากกว่าเดิม"ข้าไม่กล้ารบกวนให้อาจารย์อารอนานอีกอย่างหากเสร็จสิ้นภารกิจนี้ข้าควรจะต้องกลับได้แล้ว"
ราวกับััความกังวลของนางในน้ำเสียงได้ครานี้เป็ฝ่ายอาจารย์อาของนางขมวดคิ้วบ้าง"สถานการณ์ในวังไม่สู้ดีหรือ"
หงลี่พยักหน้า"ข้าคิดว่าอาจารย์อาคงทราบความลำบากใจของเ้าวังหากอาจารย์อาสามารถกลับไปสนับสนุนท่านเ้าวังได้ละก็.."
บุรุษวัยกลางคนที่หญิงสาวเรียกว่าอาจารย์อาผินหน้าเล็กน้อยก่อนกล่าว"อันความจริงข้าออกเดินทางท่องเที่ยวหาประสบการณ์ไม่้ายุ่งเกี่ยวกับเื่ภายในของวังมากนักเพียงแต่....เ้าวังขึ้นปกครองวังหมื่นมรรคามาได้สักพักแล้ว ยังรวมอำนาจไม่ได้ข้าคิดว่าข้ากลับไปหรือไม่คงไม่เกิดผลต่างอันใดมากนักกระมัง"
ไม่เอ่ยนามก็แล้วไปแต่เมื่อเอ่ยนามเรียกขาน'วังหมื่นมรรคา' ออกมาแล้วบรรยากาศในโรงเตี๊ยมก็เปลี่ยนไปทันทีไม่ว่าจะเป็กลุ่มเด็กหนุ่มหรือกลุ่มนักเดินทางที่กำลังเงี่ยหูฟังถึงกับหน้าเจื่อนไปในทันใด
ใต้หล้าแห่งนี้ผ่านาการบพุ่งชิงดินแดนมากมายหลายครั้งจนกลายเป็แว่นแคว้นน้อยใหญ่แต่ทุกแคว้นเ่าั้มักจะมีลัทธิต่าง ๆ กระจายตัวฝังอยู่ บ้างแทรกซึมเข้ามาบ้างบุกเบิกสถาปนาแต่งตั้งเป็สำนัก ลัทธิความเชื่อต่าง ๆสามารถแบ่งออกเป็สี่กลุ่มใหญ่ได้แก่
ลัทธิเต๋าพวกเขามุ่งเน้นการบำเพ็ญเพียรหลุดพ้นจากโลกมนุษย์สำเร็จเป็เซียนลัทธิเต๋ามีหลากหลายเช่นเดียวกับวิธีการบำเพ็ญเพียรบ้างอยู่ตามขุนเขาไม่ยุ่งเกี่ยวทางโลกปล่อยทุกอย่างเป็ไปตามธรรมชาติแต่ก็มีบางส่วนลงมาคลุกคลีกับปุถุชนจนเกิดความวุ่นวายมากมายก็มีเช่นกัน
ลัทธิพุทธมุ่งเน้นการละวางกิเลส ไม่แสวงหาสิ่งใดมุ่งสู่การหลุดพ้นมีความใกล้ชิดกับชาวบ้านมากกว่าใครแต่ในปัจจุบันกลับมีความบิดเบือนในคำสอนค่อนข้างมาก จนเกิดเื่ราวอื้อฉาวมากมาย
ลัทธิหยูหรือปรัชญามุ่งเน้นคุณธรรมและการปกครองผลิตบัณฑิตเพื่อก้าวขึ้นเป็ขุนนางรับใช้บ้านเมืองเป็เสาหลักหนึ่งของแผ่นดินแต่สภาพค่อนข้างน่าอนาถถึงขั้นยากจนนอกจากส่วนน้อยจะก้าวขึ้นเป็ปราชญ์ที่มีชื่อเสียงแล้วส่วนใหญ่แทบไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป
กลุ่มสุดท้ายคือพวกลัทธินอกรีตมักจะใช้เรียกแบบเหมารวมกลุ่มที่ไม่นับเข้ากับกลุ่มไหนในสามลัทธิหลักข้างต้นมักจะถูกเรียกโดยพุทธและเต๋าว่า 'ลัทธิมาร' ถึงแม้จะถูกเรียกว่ามารแต่ไม่จำเป็ต้องเป็ผู้ทำเื่ชั่วร้ายเสมอไปขอแค่หลักการขัดแย้งกับหลักการของสามลัทธิหลักก่อนหน้าก็อาจถูกกล่าวหาว่าเป็ลัทธิมารได้แล้ว
ส่วนสาเหตุที่พวกเขาทำหน้ากระอักกระอ่วนใจเพราะแม้บุรุษผู้นั้นจะเรียกลัทธิของตัวเองว่า'วังหมื่นมรรคา' แต่ชาวบ้านอย่างพวกเขาไม่ค่อยได้ยินคนเรียกชื่อเช่นนั้นกลับเป็ลัทธิเต๋าและพุทธซึ่งมีอิทธิพลสูงมากตั้งชื่อพวกเขาใหม่ว่า 'วังหมื่นมาร' ที่คุ้นหูชาวบ้านเสียมากกว่า
'หมื่นมรรคา'กับ 'หมื่นมาร' ต่างกันคำเดียวความหมายต่างกันราวฟ้ากับเหวสำหรับนิกายหลักแล้ว หนึ่งวาจาหนักแน่นดุจติ่งทองเก้าชั้น [2] ลงมือเพียงเล็กน้อยก็ฝากาแร้ายแรงให้ลัทธินิกายอื่นอย่างถาวรนี่คืออำนาจในวาจาศักดิ์สิทธิ์ของสามเสาหลักค้ำแผ่นดินนับแต่นั้นมาความสัมพันธ์ระหว่างวังฯ กับชาวบ้านต่างก็ย่ำแย่ลง
หงลี่ได้ยินอาจารย์อากล่าวคิ้วของนางก็แทบชนกันแล้วดูเหมือนอีกฝ่ายไม่้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่ภายในผู้เป็อาจารย์อาเห็นท่าทีของหงลี่ดังนั้นก็คิดไปว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดไปเขาจึงยิ้มก่อนจะกล่าว"ที่ข้ากล่าวเช่นนั้นไม่ได้เกี่ยวอันใดกับการที่นางเป็สตรีการขึ้นเป็เ้าวังของนางไม่มั่นคงยิ่งนานวันปัญหายิ่งซับซ้อนนางก็ไม่จัดการให้เรียบร้อยต่อให้ข้าลงมือช่วยมันก็ไม่สามารถจบปัญหาให้หมดไปได้หรอก"
หัวคิ้วของหงลี่ค่อยคลายลงนางฉิบชารอให้ตัวเองใจเย็นอีกครั้งแล้วจึงกล่าว"หากเป็ดั่งท่านว่าจริงข้าก็ไม่ขัดข้องวังหมื่นมรรคาย่อม้าผู้ที่แบกรับหน้าที่ความรับผิดชอบได้ไหวเื่นี้ข้าก็ตระหนักได้เพียงแต่ไม่นานมานี้มีคนของสำนักเต๋าเข้ามาปล่อยข่าวลือในหมู่ชาวบ้านพูดถึงเราในทางไม่ดีมากมายจากเื่หนึ่งนำพาไปสู่เื่หนึ่งลากยาวไม่จบไม่สิ้นข้าสงสัยว่าเหตุใดในอาณาเขตของพวกเราถึงมีพวกนักพรตเฒ่าเข้ามาตั้งโต๊ะทำนายทายทักพูดเื่เ้าวังฝืนกฎฟ้าบ้างล่ะ ขัดต่อมรรคา์บ้างล่ะเหตุใดพวกมันถึงเข้ามาได้โดยไม่ถูกเหล่าผู้าุโพวกนั้นจัดการเล่า"
คราวนี้เป็ฝ่ายอาจารย์อาที่ทำหน้าเคร่งขรึมบ้างแล้วเขาเงียบไปสักพักก่อนถอนหายใจพลางกล่าว"หากเป็อย่างเ้าว่าจริงหรือว่าจะมีคนคิดยืมมือคนนอกเข้ามายุ่มย่ามกับเื่ภายในของสำนักเราเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองไหนเลยมีเื่ดีเช่นนี้ ในระยะยาวข้าเกรงว่ามันจะไม่ต่างอะไรกับการชักศึกเข้าบ้านแต่อย่างไรก็ดีข้าควรต้องไปดูด้วยตัวเองเสียก่อนค่อยดูว่าควรจะจัดการอย่างไร"
"หงลี่ขอบพระคุณอาจารย์อาที่ช่วยเหลือ"หงลี่เตรียมทำการคารวะขอบคุณแต่อาจารย์อาของนางยกมือห้ามไว้
"อย่าเพิ่งขอบคุณข้านี่เป็เื่ที่สมควรทำอยู่แล้ว อีกอย่างข้ายังไม่ได้ตัดสินใจอะไรที่นี่ไม่ใช่วังหมื่นมรรคาไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากนั่งเถอะข้าจะเล่าเื่ที่ข้ารวบรวมข้อมูลมาได้ใน่สองวันนี้ให้ฟัง"
หลังจากเขากล่าวจบก็จิบน้ำชาเล็กน้อยรอให้ศิษย์หลานนั่งลงเรียบร้อยเสียก่อนการกระทำและการพูดจาของทั้งสองเป็ไปอย่างธรรมชาติดูเหมือนจะไม่สนใจเลยว่าคนทั้งร้านที่ดูจะทำเป็ไม่ได้ยินอะไรแต่หูของพวกเขาแทบจะงอกเงยออกมาบนใบหน้าอีกใบเพื่อให้จับใจความได้มากขึ้นตาเฒ่านักเดินทางที่อยู่ในมุมห่างออกไปแทบอยากจะคว้ากิ่งไม้นอกหน้าต่างมาแคะขี้หูที่หมักหมมมานานให้รู้แล้วรู้รอด
อาจารย์อาลูบเคราที่โกนได้อย่างหยาบโลนโผล่ขึ้นหร็อมแหร็มรอบปลายคางก่อนจะกล่าว
"นี่เป็เื่ราวของภูตพยัคฆ์"
เชิงอรรถ
1. ^ในไทยเรียกว่าหอมหมื่นลี้ เป็ไม้มงคลจีน
2. ^สำนวนจีนใช้เปรียบเปรยว่าวาจาหรือคำสัญญาที่ให้ไว้มีความหนักแน่นเชื่อถือได้