ย้อนกลับไปเมื่อ 45 วันก่อน
ซูมมม
วัตถุลึกลับคล้ายปลากระเบนพุ่งลงมาจากท้องฟ้า ก่อนจะดำดิ่งสู่มหาสมุทรเบื้องล่าง หลังจากหลุดพ้นจากนรกบนดาวอีโนโนก้า แบล็คสติงก็มีสภาพยับเยินแทบทั้งลำ โดยเฉพาะในส่วนของระบบการจ่ายพลังงาน ซึ่งเกิดจากการเร่งความเร็วเกินขีดจำกัด
นอกจากนั้นทรัพยากรสำคัญๆ ก็ถูกทิ้งไปกลางทางจนหมด ทำให้ต้องเสียเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์ในการซ่อมแซมและออกหาเสบียงเพิ่มเติม ถึงจะช้าไปบ้างแต่เมื่อสะสางทุกอย่างเสร็จสิ้น เฟรีสก็เร่งกลับมายังเอิร์ทเทร่าโดยทันที และจุดหมายแรกของเขาก็คือเมืองใต้สมุทรนั่นเอง ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยของพวกตัวกลมยังมีอีกมากที่ยังไม่ได้แก้ไข เรื่องพลังงานไม่พอก็เช่นเดียวกัน แล้วไหนจะมลพิษอีก
เมื่อแบล็คสติงลงจอดที่ท่าเทียบยานเรียบร้อย เด็กชายกับแมลงตัวจ้อยก็ก้าวลงมาพร้อมกัน กูอีก้ากับหัวหน้าเผ่าตัวกลมต่างพุ่งมากอดขาเขาไว้คนละข้าง ทั้งคู่ร้องไห้ฟูมฟายจนเด็กชายอยากจะตบศรีษะเรียกสติคนละทีเหลือเกิน
พวกตัวกลมทั้งสองต่างเชื่อว่าเฟรีสได้เสียชีวิตไปแล้ว เพราะเจ้าจานยักษ์นั่นเป็นสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ประจำดาวอีโนโนก้า มีบางหมู่บ้านถึงกับนับถือมันเป็นเทพเจ้าด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือเจ้าสัตว์นี่ขึ้นชื่อเรื่องความอาฆาตพยาบาทแบบสุดๆ ถ้ามีใครกล้าทำมันบาดเจ็บแม้แต่นิดเดียว ก็จะโดนตามล่าไปจนถึงสุดขอบโลกเลยทีเดียว
"ไอ้นั่นมันคืออะไร" เฟรีสชี้ไปยังลานกว้างซึ่งถูกตกแต่งด้วยผลเรดไชน์ สาหร่ายทะเล และพืชน้ำหลากสีเรียงกันเป็นวงกลมอย่างสวยงาม ตรงกลางมีหินสีทองวางกองเอาไว้สูงประมาณเด็กคนหนึ่งได้
"งานศพนายไง เพื่อน..." กูอีก้าตอบเสียงอ้อมแอ้ม
"..."
----------
ตลอดทั้งวันเด็กน้อยแทบไม่ได้พัก พวกตัวกลมเมื่อเห็นว่าเขารอดชีวิตมาได้ก็จัดงานฉลองกันใหญ่โต ไม่ว่าเขาจะเดินไปทางใดก็จะถูกตื๊อให้ดื่มน้ำผลเรดไชน์อยู่เรื่อย
"..."
ดูเหมือนเขาคงต้องออกกฎหมายห้ามสักทีแล้ว ต่อไปในอนาคต ถ้าเจ้าพวกนี้เกิดเอาน้ำนี่ให้นักท่องเที่ยวดื่ม รับรองว่าได้เกิดโศกนาฎกรรมแน่ๆ
แม้พวกดีโนก้าอาจจะน่ารำคาญไปบ้าง แต่ก็เทียบกับยัยเจ้าหญิงแมลงไม่ได้เลย เธอเอาแต่ตามติดเฟรีสราวกับวิญญาณอาฆาตพร้อมกับพูดไม่หยุดอีกต่างหาก
พอเฟรีสเห็นว่าไอเนสอยู่ในน้ำลึกได้แบบสบายๆ เขาจึงเสนอให้เธอพักอยู่กับชาวตัวกลมไปชั่วคราวก่อน….เท่านั้นแหละเจ้าหญิงแมลงก็ร้องไห้โฮราวกับมารดาตาย สุดท้ายด้วยความใจอ่อน เขาจึงต้องกระเตงเธอไปด้วยทุกที่เหมือนเดิม
"คงต้องรีบสร้างโรงไฟฟ้าเรดไชน์" เฟรีสบ่น ต่อไปเมืองนี้คงไม่ได้มีแค่ชาวตัวกลมอย่างเดียว ลำพังแค่โรงไฟฟ้าใต้พิภพเอาไม่อยู่แน่นอน
“แบล็คเพิร์ล! เริ่มโครงการเครื่องกำเนิดพลังงานชีวมวล โฟกัสไปที่รูปแบบ 21B2-10 เรดไชน์” เฟรีสสั่งสมองจักรกล จากนั้นเขาก็แทบไม่กินไม่นอนหมกมุ่นอยู่แต่การทำงาน
หลายวันผ่านไป ขณะที่กำลังประกอบชิ้นส่วนสำคัญ จู่ๆ กูอีก้าก็ว่ายน้ำมาหาด้วยท่าทางเร่งรีบ
"แอนโทนี่บอกว่ามีเรื่องด่วนน่ะ!"
"ให้ตายสิ ถึงว่าช่วงนี้มันเงียบๆ" เขาลืมไปเสียสนิทว่าเพิ่งซ่อมเครื่องมือสื่อสารบนยานเสร็จแต่กลับยังไม่ได้จูนสัญญาณให้ตรงกับทางนิวอีร่า โชคดีที่แอนโทนี่ฉลาดพอจะส่งข้อความผ่านเครื่องของกูอีก้า
“ช่วยถ่วงเวลาไว้ 15 นาที ระหว่างนี้นอกจากพวกปู่นิคแล้ว ห้ามให้ใครเข้ามาเด็ดขาด” ตอนนี้เครื่องกำเนิดพลังงานใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว เขาขี้เกียจเทียวไปเทียวมาเลยคิดว่าจะทำให้เสร็จๆไปซะ อีกอย่างแขกที่มาก็ไม่ได้นัดไว้ล่วงหน้า จึงช่วยไม่ได้ที่ต้องรอไปก่อน
---------------------------------
15 นาทีต่อมา
"ไอเนส เธอคิดว่าหมอนั่นเป็นยังไงบ้าง?" ในขณะที่ด้านล่างเริ่มโกลาหล เฟรีสถามยัยแมลงด้วยน้ำเสียงเฉยเมย เขามาถึงสถาบันสักพักแล้ว แต่ยังไม่ได้สั่งให้ยานออกจากโหมดพรางตัว เพราะอยากประเมินสถานการณ์ตรงหน้าก่อน
"รอบตัวเจ้านั่นมีออร่าดำทะมึนเต็มไปหมด...เฟรีส นายไม่ควรเข้าใกล้เขา" ไอเนสตอบหลังจากเพ่งมองอยู่พักใหญ่ สีหน้าของเธอฉายแววรังเกียจอย่างชัดเจน
"ออร่าสีดำ...หมายความว่าไง?" เฟรีสถามต่อด้วยความสงสัย แม้เขาจะรู้เรื่องพลังจิตอยู่บ้าง แต่ก็ยังเป็นมนุษย์ไม่ได้เชี่ยวชาญเท่าเผ่าพันธ์เฟมีน่าของไอเนส
"สีดำคือจิตที่ตกต่ำเอามากๆ เต็มไปด้วยโลภ โกรธ หลง แบบไร้ขีดจำกัด แถมรอบตัวเขายังมีพลังอาฆาตจากคนที่โดนฆ่าอีกเพียบ...หมอนี่มันคือฆาตกร เฟรีส"
"แบล็คเพิร์ล (Black Pearl ไข่มุกดำ) เช็คประประวัติชไนเดอร์ วิสคอร์ฟ ขอแบบละเอียด อนุญาตให้ใช้วิธีแฮกได้"
แบล็คเพิร์ลคือสมองกลทรงกลมขนาดใหญ่สีดำสนิทที่ประจำอยู่นครใต้สมุทร มันมีหน้าที่ช่วยเฟรีสดูแลเรื่องต่างๆ ทั้งภายในเมืองและภายนอก แม้จะยังสร้างไม่เสร็จดี แต่ถ้าแค่ให้หาข้อมูลคนคนหนึ่งนั้นถือว่าเป็นเรื่องกล้วยๆ
ไม่ถึงนาที ประวัติทั้งหมดของชายที่ชื่อชไนเดอร์ก็มาปรากฎต่อหน้า หลังจากตรวจดูเฟรีสก็มีสีหน้าเหี้ยมเกรียมขึ้นมาทันที ชายผู้นี้นั้นเป็นตัวตนที่ชั่วช้าอย่างแท้จริง
"แบล็คสติง ปลดโหมดพรางตัว"
-----------------
"วางอาวุธลง!" ตำรวจนายหนึ่งตะโกนใส่หุ่นเอชที่เปล่งแสงสีแดงเข้มราวกับโลหิต
[ตรวจพบอาวุธ เตรียมดำเนินมาตราการกวาดล้างและ 1201.1]
ทุกคนที่ได้ยินต่างก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้า 1201.1 นี่มันคือ@%&อะไรกันแน่!? ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังจะปะทะกัน
"หยุดเดี๋ยวนี้!" เสียงตวาดดังลั่นลงมาจากท้องฟ้า เมื่อทั้งหมดเงยหน้าขึ้นก็ต้องผงะ ยานอวกาศลำโตค่อยๆ เผยตัวเองออกมาทีละส่วนๆ แอนโทนี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดเจ้านายก็กลับมาสักที
“ผม ฟีเรส เอเทนีก้า ยินดีที่ได้พบ และต้องขออภัยที่ให้รอนาน” เฟรีสพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ แต่พอเริ่มประโยคถัดไป เสียงของเขาก็แปลเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด
"แต่! ฉันไม่ขอต้อนรับประเทศเซเซียร์ รวมถึงรายชื่อต่อไปนี้ ต่อไปพวกแกไม่ต้องมาที่นี่อีก ทางเราจะไม่ทำธุรกรรมใดๆ กับพวกชาติชั่วที่โหดเหี้ยมกับประชาชนของตัวเองอย่างเด็ดขาด!" เสียงของเขาดังก้องไปทั่วบริเวณ ทุกคนนิ่งสนิทราวกับโลกหยุดหมุน...สถาบันเล็กๆ ถึงกับกล้าประกาศตัวเป็นศัตรูกับมหาอำนาจและอีกหลายประเทศ…บ้าไปแล้ว
จากนั้น กี่วินาทีต่อมา ประตูใหญ่ก็ได้เปิดออกพร้อมกับหุ่นเอชตัวหนึ่งเดินออกมา มันบรรจงติดจอมอนิเตอร์บางเฉียบราวกระดาษลงหน้าประตูใหญ่บานหนึ่ง บนนั้นปรากฎชื่อประเทศที่ถูกแบล็คลิสด้วยตัวหนังสือสีแดงเข้ม พอสังเกตดูก็พบว่าทั้งหมดล้วนแต่มีประวัติฉาวเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงทั้งสิ้น
ขณะเดียวกัน หลังได้ยินคำประกาศของเฟรีส ชไนเดอร์ก็กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีซีด ดวงตาแดงก่ำสะท้อนความเดือดดาลที่แทบเก็บไว้ไม่อยู่ น้อยคนนักที่จะล่วงรู้ว่าภายใต้ท่าทีสุขุมสุภาพและวาจาไพเราะของชายผู้นี้ แท้จริงแล้วกลับซ่อนจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตไว้เพียงใด
เขานี่แหละคือผู้ที่หว่านล้อมให้พี่ชายโง่ๆ ของตน ผู้ซึ่งเป็นประธานาธิบดีในขณะนั้น ให้สั่งแขวนคอผู้ประท้วงพร้อมครอบครัวอีกนับหมื่น ด้วยเหตุผลที่ว่าต้อง “เชือดไก่ให้ลิงดู” และนั่นยังไม่นับรวมผู้ที่หายสาบสูญอย่างลับ ๆ อีกหลายพันราย
แม้ความโกรธจะพลุ่งพล่านอยู่ในอก ทว่าชไนเดอร์ก็พยายามบังคับตัวเองให้เย็นลง เขายังไม่ลืมว่ามาที่นี่เพื่ออะไร
“กรุณาพิจารณาให้รอบคอบก่อนดีไหม? ไม่อย่างนั้น เรื่องนี้อาจกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศก็ได้นะครับ” แม้ถ้อยคำจะสุภาพ แต่เจตนาเบื้องหลังชัดเจนว่านี่เป็นคำขู่ หมายความว่าหากเฟรีสยังคงดึงดัน เขาก็พร้อมจะขยายเรื่องนี้ให้ลุกลามจนประเทศไซแอนซวยไปด้วย
“กล้าขู่ฉันเหรอ? หุบปากเน่าๆ ไปซะ สวะอย่างแกไม่มีสิทธิมาเจรจากับฉัน ไปพูดกับพวกผู้ประท้วงที่ถูกฆ่าทิ้งเถอะ ไอ้เดรัจฉานเอ๊ย!” ถ้อยคำของเฟรีสตรงไปตรงมาจนบุคคลสำคัญหลายประเทศลอบชื่นชม ชัดเจนไม่สนคำขู่และไม่มีการประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น
สำหรับฆาตกรอย่างชไนเดอร์ เฟรีสไม่คิดจะเจรจาอะไรด้วย สิ่งที่ควรทำกับคนประเภทนี้มีแค่สองอย่างคือ ถ้าไม่อยู่ให้ห่างก็กำจัดมันทิ้งไปซะ ส่วนประเทศไซแอนน่ะหรือ? ตราบที่เขายังมีชีวิตอยู่มันจะไม่มีทางพังเด็ดขาด
คำด่าของเฟรีสทำให้ชไนเดอร์ถึงกับโกรธจนตัวสั่น เขาสูดลมหายใจลึกบังคับตัวเองให้ยิ้มราวกับไม่รู้สึกรู้สา ต่อหน้าสื่อมวลชนนับร้อย มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่เปิดเผยอารมณ์ตัวเอง ชายหนุ่มทักทายคนรอบข้างเล็กน้อยก่อนจะรีบพาคณะผู้ติดตามออกไปทันที ที่นี่ไม่ใช่เซเซียร์...ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งเสียหน้า
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง! ขอแจ้งให้ทราบว่าที่นี่สถานที่ส่วนบุคคล ใครจะอยู่ก็อยู่ไป แต่ห้ามก่อเรื่องวุ่นวายเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น ผมจะใช้มาตรการ 1201.1”
“…”
'ไอ้มาตรการเวรนี่อีกแล้ว' เป็นอีกครั้งที่ทุกคนต่างคิดพร้อมกัน
“หึหึ พวกคุณไม่อยากรู้หรอกว่ามันคืออะไร ดังนั้นกรุณาให้ความร่วมมือด้วย” เฟรีสพูดขึ้นราวกับอ่านใจพวกเขาได้
“เอาล่ะ! ในนามของฟีเรส เอเทนีก้า ขอต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านอีกครั้ง เชิญทางนี้เลยครับ” สิ้นเสียงชายหนุ่ม ประตูใหญ่ก็เปิดขึ้นช้าๆ พวกหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยพากันเชื้อเชิญบรรดาแขกที่ไม่โดนแบล็คลิสให้เข้าไป
เมื่อเข้าไปกันครบแล้ว ประตูใหญ่ก็ได้ปิดลงอีกครั้ง ทิ้งให้บรรดาพวก"ผู้ไม่มีเกียรติ" ทั้งหลาย ยืนหน้าตึงอยู่ด้านนอกด้วยความหงุดหงิด
------------
ย้อนกลับไป 1 ชั่วโมงก่อน ณ โรงแรมหรูระดับห้าดาว
ภายในห้องจัดเลี้ยงที่ประดับประดาด้วยโคมระย้าคริสตัลเปล่งประกายระยิบระยับ อาหารราคาแพงถูกวางเตรียมไว้จนแน่นขนัดบนโต๊ะกว่าห้าสิบตัว ด้านข้างแต่ละโต๊ะมีบริกรชุดขาวเนคไทแดงยืนประจำอยู่พร้อมกับเครื่องดื่มหลากชนิด
ตรงกลางห้อง เปียโนขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้หายากถูกนำมาวางไว้ หลังเปียโนนักดนตรีสาวชื่อก้องโลกนั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ยๆไร้พนัก เตรียมพร้อมบรรเลงเพลงทันทีเมื่อบรรดาแขกก้าวเท้าเข้ามา
ทุกองค์ประกอบล้วนสมบูรณ์แบบ นี่คืองานเลี้ยงรับรองที่ยอดเยี่ยมที่สุด….หากไม่นับว่าไม่มีแขกสักคนเดียวมาร่วมงานล่ะก็นะ
“นี่มันเสียหน้าชะมัด!” พราวุส รันโดซา นายกรัฐมนตรีแห่งไซแอน บ่นฮึดฮัดกับคนสนิทด้วยสีหน้าเจ็บใจ แม้จะดำรงตำแหน่งนายกมาแล้วถึงหกปี แต่เขากลับไม่เคยได้การยอมรับจากบรรดาผู้นำชาวต่างชาติเลย ในสายตาคนพวกนั้นมองพราวุสเป็นแค่สุนัขรับใช้เท่านั้น หน้าที่อย่างเดียวก็คือคอยเลียปลายเท้าเปื้อนอุจจาระของเนโรด้วยความภักดี
ก็ในเมื่อตัวกษัตริย์เองยังถูกมองว่าเป็นทรราชตัวตลกบ้าราคะ แล้วนายกหุ่นเชิดอย่างพราวุสจะเหลือศักดิ์ศรีอะไรให้เคารพล่ะ? งานเลี้ยงครั้งนี้จึงกลายเป็นงานร้างแทน ไม่มีบุคคลสำคัญชาติไหนเสียเวลามาเหยียบแม้แต่รายเดียว
"แม่งเอ๊ย" พราวุสสบถด้วยความหัวเสีย งานต้อนรับครั้งนี้เขาใช้เงินส่วนตัวออกเองทั้งหมด
-------
ในขณะเดียวกัน ณ พระบรมหาราชวัง ภายในห้องทรงงาน
กษัตริย์เนโรที่ 13 เองก็กำลังตกอยู่ในอาการไม่ต่างกับพราวุสสักเท่าไร พระหัตถ์ที่กำรีโมททีวีอยู่สั่นระริก เหงื่อไหลซึมออกจากไรผมจนชุ่มทั่วทั้งฉลองพระองค์
ตั้งแต่ทราบว่าผู้นำจากหลายประเทศจะเดินทางมารวมตัวกันที่ไซแอน พระองค์ก็ดีพระทัยจนแทบคลั่ง…โอกาสทองของการประกาศพระบารมีให้โลกรับรู้มาถึงแล้ว! ทว่าสุดท้ายกลายเป็นว่าพวกนั้นไม่แม้แต่จะมาขอเข้าพบ ทุกคนต่างมุ่งตรงไปหาคนที่พระองค์ตราหน้าไว้ว่าเป็น “อริราชศัตรู” ความปลื้มปิติแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธโดยฉับพลัน
แต่ปัจจุบัน ความโกรธกลับกลายเป็นความกลัวโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะตอนที่เฟรีสตะโกนด่าชไนเดอร์แบบไม่ไว้หน้า และยิ่งตกใจมากเข้าไปอีก เมื่อเจ้านั่นตอกกลับมาว่าจะยกระดับเหตุการณ์ให้กลายเป็น “ข้อพิพาทระหว่างประเทศ” เพียงแค่คิดเหงื่อเม็ดโตก็ผุดขึ้นมาเต็มแผ่นหลังแล้ว
“เร็วเข้า! รีบไปบอกเจ้าสุนัขพราวุส ให้เชิญชไนเดอร์เข้าวังด่วน!”