# บทที่ 27 — ชายผู้รอใต้แกนบูชายัญ
ชายคนนั้นเดินขึ้นมาจากแสงแดงทีละก้าว
เขาสูงใหญ่ สวมชุดเกราะเก่าของวังบุปผามารที่ถูกเถ้าดำกัดจนแทบไม่เหลือสีเดิม ดาบในมือไม่มีฝัก ใบหน้ามีรอยแผลยาวพาดจากคิ้วถึงแก้มขวา และมีโซ่สีดำเส้นหนึ่งพันรอบลำคอเหมือนปลอกคอ
ทันทีที่เขาเห็นโม่เฉิน ดวงตาที่หม่นมัวก็มีประกายสีแดงวาบขึ้น
ซูหวั่นเอ๋อร์ยกกระบี่สั้นสีทองขึ้น “หยุดอยู่ตรงนั้น”
ชายคนนั้นหยุดจริง แต่ปลายดาบยังชี้ลงพื้น แสงแดงจากบันไดด้านหลังไหลตามโซ่ที่คอของเขา ราวกับมีใครควบคุมการหายใจอยู่จากที่ไกลมาก
“ชื่อ” เจียงอวี้หลานถามผ่านแผ่นหยกสื่อสาร
เขาหัวเราะแหบ “หากข้ายังจำชื่อได้ ก็แปลว่าพวกเ้ามาช้าไปไม่มากนัก”
“ตอบมา” ซูหวั่นเอ๋อร์กล่าว น้ำเสียงนางไม่ดัง แต่ทำให้ผนังหินทั้งทางเดินสั่นเบา ๆ
“กู้เซวียน” ชายคนนั้นตอบในที่สุด “อดีตผู้คุมผนึกบ่อน้ำกำเนิด”
ป้าผู้าุโขมวดคิ้ว “กู้เซวียนตายไปเมื่อสิบสองปีก่อน”
“ข้าก็หวังเช่นนั้น” เขาตอบ “แต่คนสวมหน้ากากทองไม่ชอบปล่อยของที่ยังใช้ได้ทิ้ง”
หน้าต่างระบบชะตาวายร้ายลอยขึ้นข้างสายตาโม่เฉิน ดวงตาอีโมจิหรี่ลงอย่างจริงจังผิดปกติ
“ตรวจพบผู้ถือชะตารองที่ถูกบิดเบือนอย่างหนัก” ระบบกล่าว “ค่าชะตาปัจจุบัน: 17 เขายังไม่ใช่ศัตรูโดยสมบูรณ์ แต่มีตราควบคุมระดับสูงอยู่ที่ลำคอ”
โม่เฉินมองโซ่ดำทันที มันไม่ใช่เครื่องพันธนาการธรรมดา รอยครึ่งดอกบัวบนข้อโซ่แต่ละข้อกลับด้านจากรอยบนข้อมือสตรีชุดขาว และมีเส้นหนึ่งลากลงไปยังแสงแดงใต้บ่อ
“ผู้เฝ้าบ่อน้ำ” เขาถาม “ตรานี้ทำอะไร”
ร่างน้ำปรากฏขึ้นบนผนังอีกด้าน “มันผูกคำสั่งกับลมหายใจ หากเขาขัดคำสั่ง หัวใจจะหยุด หากเขาพยายามบอกความจริงเกินขอบเขต ตราจะเผาความทรงจำทีละส่วน”
กู้เซวียนยิ้มขม “เห็นหรือยัง เหตุใดข้าจึงไม่ตายง่าย ๆ”
“คำสั่งของเ้าในวันนี้คืออะไร” โม่เฉินถาม
ชายคนนั้นไม่ตอบทันที เส้นโซ่ที่คอกระชับขึ้นจนเืซึมตามรอยเก่า เขากำด้ามดาบแน่น ก่อนตอบผ่านฟันที่ขบกัน
“รอผู้เปิดทาง...พาเขาลงไป...และถ้าเขาไม่ยอมแตะน้ำ จงบังคับให้เืเขาหยดลงแกน”
ลั่วชิงเสวี่ยยกกระบี่ทันที เสิ่นเยว่โหรวขยับมาอยู่ข้างโม่เฉินมากกว่าเดิม แต่โม่เฉินยกมือห้ามทุกคน
“เ้าบอกคำสั่งได้ แปลว่าเ้ายังควบคุมตัวเองอยู่บางส่วน”
“พูดได้เฉพาะสิ่งที่คำสั่งอนุญาต” กู้เซวียนตอบ “และอีกไม่นานข้าจะควบคุมไม่ได้”
“งั้นเราตัดตราก่อน” เสิ่นเยว่โหรวกล่าว
ผู้เฝ้าบ่อน้ำส่ายหน้า “ตราเชื่อมกับแกน หากตัดด้วยกำลัง โซ่จะดึงพลังชีวิตของเขาเข้าไปแทนเชลยหนึ่งคน แล้วสายที่เจ็ดจะสมบูรณ์”
ทุกคนเงียบลง นี่คือเหตุผลที่ชายหน้ากากทองส่งกู้เซวียนขึ้นมา เขาไม่จำเป็ต้องชนะการต่อสู้ แค่ทำให้ฝ่ายโม่เฉินตัดสินใจผิด ก็ได้เชื้อไฟเพิ่มหนึ่งสาย
โม่เฉินมองดาบในมือกู้เซวียน “ถ้าเ้าไม่อยากทำตามคำสั่ง เหตุใดยังถือดาบ”
“เพราะโซ่จะขยับร่างข้าเองหากข้าวางมัน”
“แล้วเ้าควบคุมอะไรได้บ้าง”
ชายคนนั้นมองเขา ดวงตาแดงหม่นสั่นไหว “่สั้น ๆ ก่อนคำสั่งทำงานเต็ม ข้าควบคุมว่าดาบจะฟันใคร”
คำตอบนั้นเป็ข้อมูลที่พอใช้วางแผน ไม่ใช่การขอความสงสาร โม่เฉินหันไปหาซูหวั่นเอ๋อร์ “หากเราต้องรับมือเขา ห้ามโจมตีลำคอ ห้ามตัดโซ่ และห้ามทำให้เขาสิ้นสติใกล้แกน”
“เ้าคิดจะจับเขาเป็หรือ” เ้าสำนักถาม
“เขาเป็พยานที่รู้ทางลง และการฆ่าเขาทำให้ฝ่ายศัตรูได้สายที่เจ็ดฟรี”
“เหตุผลใช้ได้” นางตอบ “แต่ข้าหวังว่าเ้าจะมีแผนที่ดีกว่า ‘อย่าให้เขาฟันเรา’”
ระบบชะตาวายร้ายทำหน้าหงุดหงิด “ระบบขอเสนอตัวเลือก ใช้แต้มสามแต้มที่เหลือซื้อผ้าเช็ดเหงื่อผู้กล้า โฮสต์อาจรู้สึกพร้อมต่อสู้ขึ้น”
โม่เฉินเมินมัน เขาขยับไปใกล้ขอบบันไดเพียงก้าวเดียว พอให้กู้เซวียนเห็นชัด แต่ไม่พอให้ดาบฟันถึง
“คนสวมหน้ากากทองบอกเ้าหรือไม่ว่า เมื่อเืข้าหยดลงแกนแล้วจะเกิดอะไร”
เส้นโซ่กระตุก กู้เซวียนกัดฟันจนเืไหลจากมุมปาก “มันจะเปิดบ่อน้ำ...และปลุกผู้พิทักษ์ในสภาพที่ถูกควบคุม”
“ผู้พิทักษ์กระบี่?” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“ไม่ใช่” เขาตอบเร็วเกินไป แล้วโซ่ก็รัดคอเขาจนร่างงอ “เป็สิ่งที่ผู้พิทักษ์ทั้งสามใช้ผนึกไว้ด้วยกัน”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนเข้าใจว่าพิธีไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสังเวยเชลยหรือขโมยน้ำกำเนิด มีบางสิ่งใต้แกนที่อันตรายกว่าผนึกทั้งหมด และชายหน้ากากทอง้าเปิดมันโดยใช้ผู้พิทักษ์เป็เครื่องมือ
“มันชื่ออะไร” โม่เฉินถาม
กู้เซวียนส่ายหน้า น้ำตาสีเืไหลจากหางตา “ข้าพูดไม่ได้”
โซ่ดำสว่างวาบ ร่างของเขากระตุกขึ้น ดาบในมือยกสูงเองโดยไม่ต้องอาศัยเจตจำนงของเ้าของ
“ถอย!” ซูหวั่นเอ๋อร์ะโ
กู้เซวียนพุ่งออกมารวดเร็วเกินสภาพคนถูกล่าม ดาบฟันเป็เส้นตรงหาโม่เฉิน ลั่วชิงเสวี่ยขยับสกัดด้วยกระบี่ แสงเงินกระแทกคมดาบจนเกิดประกาย แต่กู้เซวียนเปลี่ยนทิศทันทีและใช้ไหล่ชนผนังเพื่อบังคับให้ดาบเฉียดหลบตัวโม่เฉินไปเพียงเส้นผม
“เขากำลังต้านคำสั่ง!” โม่เฉินกล่าว
“ต้านได้ไม่นาน” ผู้เฝ้าบ่อน้ำตอบ
กู้เซวียนไม่ตอบโต้ด้วยคำพูด แต่การต่อสู้ของเขาบอกชัดกว่าอะไรทั้งหมด ทุกครั้งที่โซ่บังคับให้คมดาบหันเข้าใส่โม่เฉิน เขาจะบิดข้อมือให้คมดาบเฉือนไปทางเสา หรือปล่อยให้ไหล่ตนเองกระแทกผนังเพื่อทำลายจังหวะโจมตี รอยแผลเก่าบนตัวเขาแตกเพิ่มทีละรอย แต่เขายังเลือกให้ดาบไม่โดนเป้าหมาย
“เขาเคยเป็ผู้คุมผนึกจริง” ซูหวั่นเอ๋อร์กล่าวขณะตั้งม่านแสง “ท่าดาบนี้คือวิชาคุ้มกันตำหนัก ไม่ใช่วิชาของเครือข่ายพระจันทร์ม่วง”
“แปลว่าเขาจำตัวเองได้บางส่วน” ลั่วชิงเสวี่ยตอบ
“และแปลว่าโซ่ต้องใช้ความเ็ปของเขาบังคับมากขึ้น” เสิ่นเยว่โหรวเสริม น้ำเสียงนางตึงขึ้น “ถ้าเรายืดเวลา ร่างเขาจะพังก่อนตรา”
โม่เฉินเห็นสิ่งหนึ่งบนพื้นที่คนอื่นอาจไม่ทันสังเกต รอยแสงแดงที่โซ่ลากไม่ได้พุ่งหาเขาตรง ๆ ทุกเส้นมุ่งไปยังเงาของเขาบนกระจกน้ำ มันกำลังพยายามตรึงเงา ไม่ใช่จับตัวเขา
“อย่ามองดาบ” เขาบอก “มัน้าเงาข้า”
ซูหวั่นเอ๋อร์หันมาทันที “เ้ามั่นใจ?”
“วงเืเมื่อครู่เกิดตรงเงาข้า และโซ่ทุกเส้นลากลงพื้นก่อน ถ้ามันเอาเืข้าไม่ได้ มันคงใช้เงาเป็ทางเปิดชั่วคราว”
ผู้เฝ้าบ่อน้ำพยักหน้าช้า ๆ “เงาเป็รอยจำที่อ่อนที่สุดของผู้ถือพิษ หากตรึงได้ ค่ายกลจะจำรูปแบบเขาและสร้างเืเทียม”
นั่นอธิบายว่าทำไมชายหน้ากากทองไม่จำเป็ต้องพาโม่เฉินไปแตะน้ำโดยทันที เขามีทางลัดที่ใช้รอยจำในร่างโม่เฉินปลอมเป็กุญแจได้ หากเขาปล่อยให้เงาถูกตรึง
“ทำลายแสงบนพื้น ไม่ใช่กู้เซวียน” โม่เฉินสั่ง
ลั่วชิงเสวี่ยสลับกระบี่จากรับเป็รุก นางไม่ฟันใส่ชายตรงหน้า แต่แทงปลายกระบี่ลงตามรอยแดงสามจุด แสงเงินจากปิ่นกระบี่ไหลผ่านพื้น กระจกน้ำแตกเป็เส้นละเอียดเฉพาะตรงรอยโซ่ เงาของโม่เฉินขาดออกจากวงเืก่อนที่ตราจะปิดครบ
กู้เซวียนร้องออกมา โซ่รัดคอเขาอย่างรุนแรงกว่าเดิม เพราะคำสั่งสูญเสียทางลัด มันจึงย้อนกลับไปบังคับร่างเ้าของเต็มกำลัง
“ตอนนี้!” เสิ่นเยว่โหรวะโ
กู้เซวียนหันดาบกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ซูหวั่นเอ๋อร์กางม่านแสงทองขวางไว้ แต่แทนที่จะฟันม่าน เขากลับแทงดาบลงพื้น เส้นแสงแดงจากโซ่กระจายออกตามรอยหิน มันไม่ได้โจมตีคน หากกำลังพยายามลากโม่เฉินเข้าสู่วงกลมเืที่ปรากฏตรงพื้น
เสิ่นเยว่โหรวโยนเม็ดโอสถสีขาวลงขอบวง เม็ดโอสถแตกเป็หมอกหนาทึบ กลิ่นเย็นของมันตัดเส้นเืแดงได้ชั่วครู่ ลั่วชิงเสวี่ยใช้จังหวะนั้นพุ่งเข้าไปด้านข้าง ฟันคมกระบี่ใส่พื้นหินตรงข้อต่อของวง ไม่ใช่ใส่กู้เซวียน
วงเืแตกออกครึ่งหนึ่ง
แต่แรงสะท้อนทำให้กู้เซวียนล้มคุกเข่า โซ่ที่คอสั่นอย่างบ้าคลั่ง มันพยายามดูดพลังชีวิตจากเขาแทนการสร้างวงใหม่
“อย่าปล่อยให้ตราแตะพื้น!” ผู้เฝ้าบ่อน้ำเตือน
โม่เฉินเห็นแนวโซ่ทอดจากคอกู้เซวียนลงบันไดไปยังแกน หากมันแตะพื้นครบวง มันจะเชื่อมเข้าค่ายกลอีกครั้ง เขาไม่เหลือไอเทมอะไรนอกจากสิ่งที่มีอยู่รอบตัว
เขาหยิบเชือกผนึกที่ป้าผู้าุโใช้คุมทางขึ้นมาก่อนหน้า โยนปลายให้ลั่วชิงเสวี่ย “ตรึงดาบเขาไว้!”
ลั่วชิงเสวี่ยเข้าใจทันที นางใช้ด้ามกระบี่กดมือกู้เซวียน ไม่ตัด ไม่ฟัน แล้วดึงเชือกผนึกรัดดาบกับเสาหินด้านข้าง ซูหวั่นเอ๋อร์เสริมม่านแสงทองคลุมพื้นตรงแนวโซ่ ป้องกันไม่ให้ตราแตะหิน
“เสิ่นเยว่โหรว!” โม่เฉินเรียก
นางอยู่ข้างเขาแล้ว “ข้ารู้”
เสิ่นเยว่โหรวใช้เข็มเงินสี่เล่มปักลงจุดชีพจรที่ไหล่และข้อมือของกู้เซวียน มือของนางมั่นคงแม้คนเจ็บจะดิ้นจนเืไหลจากคอ นางไม่ได้พยายามถอนตรา แต่ตัดเส้นพลังของร่างเขาออกจากการตอบสนองของโซ่ทีละ่
“ข้าทำให้เขาหายใจช้าลงได้สิบลมหายใจ!” นางกล่าว “หลังจากนั้นตราจะหาทางใหม่”
สิบลมหายใจไม่พอให้แก้ผนึก แต่พอให้กู้เซวียนพูดโดยไม่ถูกโซ่เผา โม่เฉินย่อตัวลงในระยะปลอดภัย
“ผู้พิทักษ์กระบี่บอกว่าต้องใช้กุญแจสองครึ่งเปิดทางผู้รักษา มีสิ่งใดในแกนที่ช่วยตัดตรานี้ได้ไหม”
กู้เซวียนหอบหายใจ “มี...น้ำกำเนิดแท้...ไม่ใช่น้ำบนผิวบ่อ มันอยู่หลังแกน แต่ต้องให้ผู้เฝ้าบ่อน้ำอนุญาต”
ผู้เฝ้าบ่อน้ำมองเขานิ่ง “น้ำแท้ล้างรอยจำได้ แต่ถ้าใช้ผิด มันจะล้างเจตจำนงของเขาด้วย”
“เขายอมไหม” โม่เฉินถามกู้เซวียน
ชายคนนั้นหลับตาเพียงชั่วครู่ ก่อนตอบด้วยเสียงแ่ “ข้ายอมลืมสิบสองปีนี้ ดีกว่าเป็ดาบให้มันต่อไป”
คำตอบนั้นไม่ใช่ชัยชนะ มันคือราคาที่เขาเลือกจ่ายเอง และเป็ครั้งแรกที่กู้เซวียนมีสิทธิ์ตัดสินใจเหนือร่างของตน
หน้าต่างระบบสว่างขึ้น
“ตรวจพบการเปลี่ยนชะตาระดับสูง: ตัดวงจรผู้ถูกบังคับให้เป็เครื่องสังเวย”
“เงื่อนไขรางวัล: พาผู้ถือชะตารองไปถึงน้ำกำเนิดแท้โดยไม่ให้สายที่เจ็ดสมบูรณ์”
โม่เฉินมองบันไดแดงด้านล่าง เขาได้ข้อมูลใหม่ ทางลงไม่ได้มีไว้เพียงให้พวกเขาหาแกน แต่มันอาจเป็ทางช่วยกู้เซวียน และเป็วิธีตัดตราที่ชายหน้ากากทองใช้ควบคุมคนมานานหลายปี
แต่ขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมพาเขาลงไป เสียงหัวเราะของชายหน้ากากทองก็ดังขึ้นจากแกนใต้บ่อ
“พาเขาลงมาสิ โม่เฉิน” เสียงนั้นกล่าว “ข้าเองก็อยากรู้ว่า น้ำกำเนิดจะล้างโซ่ของเขา...หรือจะล้างตัวตนของเ้าก่อนกัน”
โม่เฉินไม่ตอบเสียงนั้นทันที เขามองกู้เซวียนที่ถูกตรึงอยู่กับเสาหิน มองเสิ่นเยว่โหรวที่ยังคุมเข็มทั้งสี่เล่ม และมองทางลงซึ่งสว่างแดงขึ้นทุกครั้งที่ชายหน้ากากทองพูด
ศัตรูคิดว่าทางเลือกนี้ทำให้พวกเขากลัวจนไม่กล้าลงไป
แต่การไม่ลงไปก็เท่ากับปล่อยให้โซ่คุมกู้เซวียนต่อ และปล่อยให้คนหกคนบนป้ายรอความตายอยู่้า
ครั้งนี้ ทางที่อันตรายอาจเป็ทางเดียวที่ช่วยคนได้จริง