สายลมพัดพริ้วแผ่ว หอบพาความเย็นยะเยือกสัมผัสกาย ชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งนิ่งพิงหลังกับกาหลงใหญ่กลางทุ่ง นานนับชั่วโมง กระชับชายเสื้อให้แนบเข้า สายตายังคงเหม่อมองท้องฟ้าด้านทิศตะวันตก ซึ่งบัดนี้ดวงอาทิตย์สีแดงกำลังจะลับลงแล้วขวบปีกว่าแล้วสินะที่เขากลับมาอยู่ที่นี่ บ้านนาของเขากลับมาเพื่อพักฟื้น หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นสมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ความทรงจำบางส่วนขาดหายไป กระทั่งตอนนี้มันก็ยังเบลองุนงงและสับสนช่วงเวลาหนึ่งขวบปีมานี้ เขาใช้เวลาอยู่กับการนั่งคิด และคิด เพื่อฟื้นความทรงจำต่าง ๆ ที่ขาดหายไปนับว่าสวรรค์ไม่เลวร้ายเกินไปนัก ความทรงจำในอดีตบางตอนกลับคืนอย่างไม่ปะติดปะต่อ แต่ก็พอที่จะเป็นใยให้สานหาอดีตอื่น ๆ นั่นก็ยังไม่เพียงพอ มันจึงทำให้เขาถูกมองว่า “บ้า” ในสายตาของชาวบ้านท่ามกลางความทรงจำอันเลือนลางไม่ประติดประต่อนั้น ยังมีหนึ่งเดียวที่ยังตราตรึงอยู่อย่างเด่นชัดกว่าอื่นใด แม้จะไม่แจ่มแจ้งว่าหล่อนผู้นั้นคือใครในความทรงจำที่มี แต่เขาก็รู้ว่าเธอคงจะเป็นหนึ่งในความทรงจำที่จะช่วยค้นหาอดีตที่ขาดหายไปของเขาได้อรัญไม่อาจรู้ได้ว่าช่วงที่เบลอไปบ้างนั้น เขาทำอะไรลงไปบ้าง บางครั้งฟื้นคืนสติก็พบว่าตัวเองเดินอยู่ตามป่าเขาก็มี หรือไม่ก็แต่งตัวแบบประหลาดๆ เดินอ้อมบ้าน ยังดีที่มันนาน ๆ จะเกิดสักครั้งชายหนุ่มหายใจเฮือกก่อนจะลุกเดินตรงมาที่เรือนนา ซึ่งมีมารดาเขามองตามตลอดเวลา“แม่ยังไม่กลับหรือ?”เขาเอ่ยถามเบา ๆ“กำลังจะกลับพอดี วันนี้แกไม่เข้าไปในบ้านหรือ?”“ไม่ล่ะแม่…ขี้เกียจเดิน ไม่รู้จะเข้าไปทำไมเหมือนกัน”“แม่จะกลับล่ะนะ..แกอย่าลืมให้อาหารเป็ดล่ะ?”มารดาเขาสั่งก่อนจะถือตะกร้าเดินจากไป ชายหนุ่มมองตามนิดหนึ่ง ก่อนจะเดินเลาะตามคันนาตรงไปยังอีกฟากหนึ่งของทุ่งนา ท้องทุ่งเวลานี้เขียวขจีไปด้วยต้นข้าวที่กำลังมาน เตรียมออกรวงฟากด้านนี้มันเป็นที่ดอนสูง เขียวครื้มไปด้วยป่าไผ่ สวนกล้วยและอื่น ๆ อีกหลายอย่าง เป็ดไก่ก็มีไม่น้อยเขาคว้าฝรั่งลูกโตจากต้น เดินแทะตรงไปยังเรือนนา ซึ่งมีควันไฟลอยกรุ่น แสดงให้ทราบว่าเจ้าของอยู่“รัน…วันนี้ไม่เข้าบ้านรึ?”เสียงร้องถามมา โดยที่ยังไม่ทันเห็นตัวเจ้าของ“ไม่หรอกลุง…ไม่อยากไป เห็นเขาว่าวันนี้มีงานแต่งงานนี่ ลุงไม่ไปฉลองกับเขาหรือ?”คนที่เขาเรียกว่า” ลุง” เดินพ้นออกมาจากชายคา เผยให้เห็นใบหน้าที่เกรียมแดด ผมสีดอกเลา บ่งบอกวัยได้ชัดเจน หน้าตาของลุงคนนี้ไม่ค่อยจะเหมือนกันชาวไร่ชาวน่าแถวนี้สักเท่าใดนัก ในมือถือถังใบเล็ก ๆ ซึ่งบรรจุไว้ด้วยปรายข้าว“เขาเชิญมาเหมือนกัน กะว่าจะไปตอนค่ำ ๆ หน่อย”ลุงอิน เป็นเพื่อนต่างวัยที่เขาไปมาหาสู่เพียงคนเดียวในระยะปีกว่ามานี้ เนื่องเพราะอาศัยอยู่ที่นี่เหมือนกับเขาลุงอินไม่ใช่คนที่นี่แต่กำเนิด แต่แกบอกว่าย้ายมาจากที่อื่น ไม่มีลูกเมีย หรือแม้แต่ญาติพี่น้องมีเพียงชายสูงวัยผู้นี้ที่เป็นเพื่อนพูดคุยกลางทุ่งเวิ้งว้าง นาน ๆ จะมีคนแวะเวียนมาคุยด้วยสักครั้ง ส่วนมากก็เป็นไกรเพื่อนของเขานั่นเอง และส่วนใหญ่ก็พากันมาขลุกอยู่ที่สวนลุงอินมากกว่า“แกไม่คิดจะเข้ากรุงเทพฯ หรือ?”ลุงอินเอ่ยถามนี้ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หลังจากที่นั่งคุยกันนาน“ทำไมลุงถามอย่างนี้ล่ะ?”“บางทีมันอาจช่วยให้แกจำอะไรได้มากขึ้นก็ได้นะ อดีตของแกมากมายมันอยู่ที่นั่น”“ผมไม่รู้จักใครที่นั่น ถึงรู้จักก็อาจจะจำไม่ได้ ถ้าไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น อีกอย่างแม่คงไม่ยอมให้ไปหรอก”“ฮือ…ถ้าลุงช่วยแกจะไปหรือเปล่าล่ะ? ลุงช่วยแกได้นะ”“อย่าเลยลุง อยู่บ้านเราน่ะดีแล้ว เขาว่ากรุงเทพฯ มันวุ่นวายจะตายไป ผมว่ามันน่ากลัวสำหรับผมนะ ผมไม่กล้าไปหรอก”“ฮึ่ย…จะกลัวไปทำไม ที่นี่ก็คน ที่โน่นก็คน ถ้าแกไปลุงจะช่วย ถ้าไม่อย่างนั้นแกก็อยู่เป็นคนบ้า ให้ชาวบ้านเขาเรียกไอ้รันบ้าอยู่อย่างนี้ตลอดไป”“ถึงบ้าผมก็ไม่ได้ไปอาละวาดกับใครนี่นา”เขาพูดถึงตรงนี้ ลุงอินหัวเราะหึหึ“หัวเราะทำไมลุง?”“ลุงไม่อยากบอกเอ็งหรอกนะ แต่วันนี้จะบอกล่ะ แกไม่รู้หรือว่าทำไมแม่แกถึงให้แกมาอยู่ที่นี่?”“เห็นแม่บอกว่า ให้มาพักฟื้นจะได้หายเร็วๆ”“ไม่ใช่หรอก..ความจริง แกอาละวาดในบ้านต่างหาก แต่แกคงจะจำไม่ได้”“อาละวาดยังไงลุง..?”“เห็นเขาว่าหลายอย่างนะ แกชอบทำอะไรแปลก ๆ เดินไหว้ชาวบ้านเขาไปทั่ว หรือไม่ก็ไปเดินตะเบ๊เป็นจราจรอยู่กลางถนนโน่น เขากลัวว่ารถจะชนแกตายนะสิเลยให้มาอยู่ที่นี่”“ฮึ่ย..ทำไมเหมือนความฝันผมเลยล่ะ ผมเคยฝันว่าไปทำอย่างนั้นบ่อย ๆ”“ไม่ใช่ฝันหรอก..แกทำจริง ๆ”ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปนาน เมื่อฟังลุงอินเล่าเช่นนั้น นี่เขาทำอย่างนั้นจริงหรือ มันไม่ใช่เพียงความฝันหรอกหรือไร…?อรัญเก็บคำพูดที่ลุงอินบอกมานอนคิดทั้งคืน มันทำให้เขาอึดอัดจนนอนไม่หลับต้องลุกมานั่งระบายความกลัดกลุ้มใต้ต้นกาหลงและเคลิ้มหลับไปเสียงไก่ขันเจื้อยแจ้วปลุกแต่เช้าตรู่ อรัญบิดตัวอ้าปากหาวหวอด ๆ ก่อนจะลุกจากที่นอนอย่างงัวเงียพอจะลุกก้าวเดินก็ต้องผวาล้มตึง เพราะความเจ็บแปลบที่ต้นขา“เฮ้ย…เลือด..เลือด..นี่มันเลือดทั้งนั้นนี่ แผล…..ทำไม…..มีแผลที่ขาได้ แล้วใคร…โอย..นี่มันอะไรกัน….”เขาถามตัวเองอย่างตื่นตระหนก มองสำรวจไปทั่วเรือนนา มีหยดเลือดไหลเป็นทาง มันเป็นเลือดของเขานั่นเอง หันกลับมามองที่ต้นขาอีกครั้ง มันเต็มไปด้วยเลือดอาบแผลเกรอะกรังลุกกระย่องกระแย่งออกลงมาสำรวจที่เรือนนามันทำให้เขาตระหนกยิ่งกว่าเดิมเลือดหลายหย่อมเรี่ยราดบนพื้นหญ้า เล้าไก่ใต้ถุน หักพังกระจุยกระจาย ฝากระแตะเรือนนาถูกฟันเป็นรอยเว่อ พร้าที่ใช้ฟันฟืนบัดนี้มีอาบเกรอะไปด้วยเลือดเขาตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก ทิ้งตัวลงนั่นกับแคร่อย่างหมดแรง ไม่รู้จริง ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่นี่ แล้วเขาทำอะไรลงไป เขาทำร้ายตัวเองหรือ“รัน..โว้ย..รัน…!”เสียงเรียกของลุงอิน ทำให้เขาสะดุ้งโหยง ทำหน้าเลิ่กลั่กอย่างละล้าละลังกลัวว่าชายชราจะมาเห็นสิ่งที่เป็นอยู่ แต่เขาจะปกปิดมันได้อย่างไรกันลุงอินเรียกชื่อเขาถี่ ๆ เดินลัดทุ่งตรงมาที่เรือนนา และก็ต้องหน้าตื่นไม่แพ้กับเขาเมื่อเห็นสิ่งต่าง ๆ ตรงหน้า“รัน…แก..แก..ไม่เป็นไรนะ”ลุงอินท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะเข้ามาดูเขา“ไม่เป็นหรอกลุง…เข้ามาเถอะ”“มันเกิดอะไรขึ้นที่นี่..แกทำหรือ?”“ผมก็กำลังถามตัวเองอยู่ลุง…ผมไม่รู้จริง ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น นี่ผมบ้าขนาดนี้เลยหรือ?”ลุงอินนิ่งอึ้ง ถอนหายใจเฮือกก่อนจะออกความเห็น“เมื่อคืน ลุงได้ยินเสียงเอะอะที่นี่ สงสัยอยู่เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น นึกเอาเองว่าแกคงจะทำอะไรตามเรื่องของแกนั่นแหละ แต่ไม่นึกว่ามันจะเป็นแบบนี้”ระหว่างนั้นเสียงตะโกนเรียกชื่อเขาแว่วมาแต่ไกล อรัญถลันตัวลุกขึ้นมองก็พบว่าเป็นไกร เพื่อนของเขา“รัน..โว้ย..รัน..เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”ไกรวิ่งกระหืดกระหอบ ตะโกนร้องบอกมาก่อน แต่เมื่อมาถึงได้เห็นสภาพของเขาก็ต้องตะลึงไม่แพ้กัน“มีอะไร..เกิดเรื่องอะไร?”เขาถามหน้าตื่น หวาดกลัวว่าสิ่งที่เขาคิดมันจะเป็นจริง“พวกไอ้สอนกับไอ้ปิ่นมันถูกทำร้ายเมื่อคืน มันบอกว่า แกเป็นคนทำพวกมัน..!”“เฮ้ย…!”ทั้งเขาทั้งลุงอินร้องเสียงหลง อรัญถึงกับล้มก้นกระแทกกับแคร่“จริง..พวกมันว่าแกอาละวาดไล่ฟันพวกมันเมื่อคืนนี้..เห็นว่าจะเอาเรื่องกันอยู่เนี่ย..แม่แกน่ะวิ่งวุ่นแต่เช้าเลย กันต้องวิ่งมาบอกแกนี่แหละ ให้หนีไปก่อน”เขามองหน้าลุงอินเลิ่กลั่ก ใบหน้าซีดจนขาวเผือด“ทำไงดีล่ะ..ลุง”“ไม่ต้องหนีหรอก..”“ไม่หนีก็ต้องคุกนะสิ ลุง”เขากล่าวเสียงสั่นเครือ หวาดกลัวในอนาคตอันใกล้นี้“- ผมไม่เห็นรู้เรื่องเลย ผมจำไม่ได้จริง ๆ ว่าผมทำอะไรลงไปน่ะ..แล้วไอ้อะไรที่ว่านั้นมันเจ็บมากแค่ไหน?”ประโยคหลังเขาหันไปถามไกร“แผลเหวอะเต็มหลังทั้งคู่เลย ตอนนี้ไปโรงพยาบาล เห็นบอกว่ากลับมาจะเอาเรื่องแกแน่”“ผมต้องหนีจริง ๆ หรือลุงอิน?”“ไม่ต้องหรอก…”ลุงอินถอนหายใจ เมื่อคิดหาทางออกได้ แกตบไหล่เขาเบา ๆ“- แกไม่ต้องหนีพวกมันหรอก..ถ้าหนีแกยิ่งจะต้องหนีตลอดไปแน่ ตอนนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่าแกน่ะ “บ้า” คนบ้าทำอะไรไม่ผิดหรอก อีกอย่างไอ้สองตัวนั่นก็ไม่ค่อยดีนักหรอก มันเที่ยวลักเล็กขโมยน้อยของชาวบ้านจนเดือนร้อนไปทั่ว มันมาที่นี่คงไม่ได้มาดีแน่ อยู่ดี ๆ มันจะมาหาเรื่องแกทำไม มันคงมาแอบย่องเป็ดหรือไม่ก็ไก่ บังเอิญแกเห็นก็เลยเป็นอย่างที่เห็น”“แต่ทำไมผมไม่รู้เรื่องเลยล่ะลุง?”“ก็บอกแล้วไงว่าแกน่ะ” บ้า” ถ้าจำอะไรได้ก็คงไม่เรียกว่าบ้าหรอก”“ไม่หนี..แล้วจะให้ทำไง? ลุง”ไกรเป็นฝ่ายถามต่อ“ไม่ต้องหนี แต่รัน..แกต้องยืนยันว่าพวกมันสองคนมาขโมยไก่แกนะ ยืนยันเรื่องนี้อย่างเดียว แล้วแผลที่ขาแกนี่ก็จะช่วยแกได้ ยืนยันไปเลยว่าพวกมันทำร้ายแกก่อน”สัปดาห์ต่อมาที่สถานีรถไฟประจำจังหวัด“แกอย่าลืมนะ ไปตามที่อยู่ที่ลุงให้ไว้ คนที่นั่นเขาจะช่วยแกได้ แล้วอย่าลืมเอาจดหมายที่ให้ไปน่ะ ให้เขา”ลุงอินสั่ง พร้อมกับตบไหล่เขาเบา ๆ“ผมอยากบอกลุงว่าผมกลัว แต่ก็คงไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น ในเมื่ออยู่ไม่ได้ผมก็จะไป ที่โน่นมันอาจทำให้ผมดีขึ้นก็ได้ ขอบคุณที่ลุงช่วยผมทุกอย่าง”“เออ..ไม่เป็นไรหรอก แกไปแล้วอย่าลืมส่งข่าวมาก็แล้วกัน แต่เตือนไว้อย่างนะ อย่าใจร้อน ทำอะไรใจเย็น ๆ ทำอะไรต้องตั้งสติให้ดี ถ้าขาดสติแกก็รู้ดีว่าผลมันออกมาไม่ค่อยดีนัก”“ผมจะพยายามลุง”“ดีแล้ว…รอให้อะไรมันซา ๆ ลงก่อน แกค่อยกลับมาก็ได้”ลุงอินแยกกลับไปแล้ว อรัญสูดลมหายใจไล่ความหวาดหวั่นต่าง ๆ ก่อนจะเดินขึ้นรถซึ่งเข้ามาจอดเทียบชานชาลาแล้วความจริงเขาไม่อยากเข้ากรุงเทพฯ เลยแม้แต่น้อย แต่ความจำเป็นเข้ามาบีบบังคับ มีอันให้ต้องจำใจเจ้าสอนกับเจ้าปิ่นขู่อาฆาตจะต้องแก้แค้นเขาให้ได้ หลังจากที่มันทั้งคู่แพ้คดีความ ไม่สามารถเอาผิดกับเขาได้ มารดาของเขากลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้น จึงบังคับให้เขาต้องเข้ากรุงเทพฯ หลบหนีหน้าพวกมันสักพัก รอไว้ให้เรื่องมันซาลงจึงค่อยกลับรถมาถึงกรุงเทพฯ ในตอนเช้าวันต่อมา อรัญละล้าละลังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะไปตามที่อยู่ที่ลุงอินให้ไว้ได้อย่างไร“เอาวะ…เป็นไงเป็นกัน มาขนาดนี้แล้วยังจะกลัวอะไรอีก”สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด มุ่งมั่นปลอบใจตัวเอง ตัดสินใจมุ่งหน้าไปหาน้องสาวตามที่อยู่ที่มารดาเขาให้มาก่อน แต่ต้องผิดหวังอย่างแรง เพราะไม่มีแม้แต่เงาของน้องสาวให้เห็น เพื่อนบ้านบอกว่า พวกเขาย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ความรู้สึกเคว้งคว้างมันค่อย ๆ รุกล้ำความมั่นใจให้ถดถอยความหวังเดียวคือจดหมายของลุงอิน มันจะช่วยเขาได้แค่ไหนกันนะแต่ความหวังเดียวอันนั้นมันก็ถูกดับลงไปอีก เมื่อเขาไปถึงสถานที่แห่งนั้น พนักงานประจำสำนักงานบอกว่า คนที่เขาต้องการมาหานั้นไม่อยู่ ลาพักไปต่างประเทศ อีกหลายวันกว่าจะกลับอรัญขึ้นรถกลับมาตั้งหลักที่สนามหลวง ตามคำแนะนำของเจ้าไกรเพื่อนยาก มันบอกไว้หากไปไหนแล้วหลงทาง หรือคิดว่าไปไม่ถูก ให้กลับมาตั้งหลักที่สนามหลวงดังนั้น ในช่วงเย็น หลังเดินท่อม ๆ ตามบาทวิถีจนปวดเท้า แข้งขาเมื่อยหนึบหนุ่มพลัดถิ่นจึงมานั่งนวดขาตัวเองอยู่บนม้านั่งใต้ต้นมะขามขอบสนามหลวง สายตามองผู้คนที่สัญจรไปมาอย่างสนใจ ความหวังอันน้อยนิดของเขา คืออยากพบกับคนที่เขารู้จัก หรืออย่างน้อยก็เคยรู้จักเดินผ่านมาสักคน“เห็นจะต้องนอนเป็นเหยื่อยุงกรุงเทพฯ ซะละมั้ง…รันเอ้ย”เอ่ยกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะลุกเดินต่อมายังถนนท่าพระจันทร์ ความรู้สึกของเขาคุ้นกับสถานที่แห่งนี้เหลือเกิน“อา…ใช่แล้ว…เราเคยเรียนหนังสือที่นี่นี่หว่า…”ความทรงจำเลือนลางบางส่วนผุดเข้ามาในห้วงสำนึก อรัญยิ้มอย่างยินดี รีบเดินเข้าไปในประตูรั้วสีขาวนั้นผ่านเข้าไปในร้านขายน้ำดื่ม ซึ่งมีบริเวณอันจำกัดนั้น พระเณรหลายสิบองค์นั่งสนทนาอยู่แทบทุกโต๊ะใช่แล้ว..มันเป็นมหาวิทยาลัยที่เขาเคยเข้ามาศึกษาอยู่ถึง 4 ปีเต็ม“เพี๊ยงขอให้เจอเพื่อนสักคนเถอะ”คำภาวนาขอ ไม่เป็นผลเท่าใดนัก อรัญเดินกลับออกมา มุ่งหน้าเลียบมาตามท่าช้าง และวกเข้าหาสนามหลวงอีกครั้งหนึ่งนาฬิกาข้อมือบอกเวลาเกือบ 3 ทุ่มแล้ว อรัญยังคงเดินเรื่อยเปื่อยมาตามถนนเจริญกรุง ผ่านมาถึงย่านเยาวราชซึ่งบัดนี้จอแจด้วยผู้คนยามค่ำคืนมันเป็นการเดินทางที่ไม่มีจุดหมายเอาซะเลย เป็นการเดินตามความรู้สึกส่วนลึกว่าควรจะไปทางนั้นทางนี้ ทั้ง ๆ ที่เขายังไม่เข้าใจตัวเองเลยว่า ทำไมต้องเดินมาทางเส้นทางนี้ด้วยกลิ่นข้าวต้มปลา จากร้านค้าข้างทางโชยหอม มันบอกให้อรัญรู้ว่ายังไม่มีอะไรตกลงท้องตั้งแต่เที่ยงแล้วในร้านค้ามีลูกค้านั่งอยู่สองสามโต๊ะ มุมห้องโต๊ะสุดท้าย สะดุดตาเขาเป็นพิเศษ เพราะผู้ที่นั่งอยู่นั้น เป็นหญิงสาวท่าทางจัดจ้านผู้หนึ่ง ชุดสีแดงเพลิง นั่งไขว่ห้างมองมาทางเขาตลอดเวลาตั้งแต่เข้าร้านมาแล้วนาน ๆ หล่อนจะอัดควันบุหรี่ในมือเข้าปอดสักครั้งหนึ่ง ใบหน้าที่แต่งแต้มสีสรรจนเขานึกจินตนาการถึงใบหน้าที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายในเครื่องสำอางค์นั้นจะเป็นเช่นไรกัน จะดูดีเช่นใบหน้าที่เห็นอยู่นี่หรือเปล่า“สวยดี…แต่ทำไมต้องจ้องเอาจ้องเอา ตั้งแต่กูเดินเข้ามาด้วยวะ…ผิดปกติอะไรหรือเปล่าหว่า”อรัญคิด และ ขณะก้มหน้าก้มตาซดข้าวต้มตรงหน้า ทั้งสำรวจตามเสื้อผ้าร่างกาย“พี่ครับ…คิดเงินด้วย”ชายหนุ่มเรียกแม่ค้า เมื่ออิ่มแล้ว คลำมือไปทางกระเป๋ากางเกงด้านหลัง“อุ๊….”อุทานอย่างตกใจ เมื่อมือสัมผัสพบว่ากระเป๋ากางเกงเขามันขาดแล่งไป“ตายห่า…กระเป๋าถูกกรีด”หน้าซีดลงแทบเหลือสองนิ้ว เมื่อแม่ค้าเดินเข้ามาใกล้“30 บาทค่ะ”อรัญอึกอัก ลุกขึ้นยืนตบตามตัว หวังว่ากระเป๋ามันจะอยู่ในตัวเขาที่ไหนสักแห่งหนึ่ง แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อมันถูกกรีดไปตั้งนานแล้ว“มีอะไรหรือคะ?”แม่ค้าจ้องหน้าเป๋ง“กระเป๋าหายครับ กระเป๋าผมถูกกรีด” ตอบคำถามนั้นเบา ๆ ด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว และหวาดวิตก“อ๊ะ..อ๊ะ..ลูกไม้นี้อีกแล้ว ใช้ไม่ได้ผลหรอก จ่ายมาค่ะ 30”ทางทางหล่อนไม่เชื่อเขาเลย อรัญจึงหันหลังให้ดูรอยที่ถูกกรีดไปทุกคนในร้านหันมามองเขาเป็นจุดเดียวกัน“ไม่มีเงินก็อย่าเข้ามากินซิโว้ย ของค้าขายนะ ไม่ใช่ให้ทานจะได้ให้กินฟรี”ชายวัยกลางคน ซึ่งคงจะเป็นสามีแม่ค้านั่นเองตะโกนมาพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ท่าทางเอาเรื่อง“พี่ผมไม่มีจริง ๆ กระเป๋าผมถูกกรีดไปจริง ๆ ผมเองก็เพิ่งรู้ ไม่ได้ตั้งใจจะชักดาบเลยนะ”“ไม่รู้ล่ะ…ฉันรู้แต่ว่าของกินของขาย ไม่ใช่ให้ทาน คุณกินคุณก็ต้องจ่าย”แม่ค้าหน้าบึ้ง พูดห้วน ๆ อรัญอึกอักทำอะไรไม่ถูก มองนาฬิกาที่ข้อมือก่อนตัดสินใจ“ตอนนี้มีแค่นาฬิกาเรือนนี้เท่านั้นแหละพี่ ผมไม่มีเงินจ่ายหรอก 30 บาทน่ะ เอาเป็นว่าผมให้นาฬิกาพี่ก็แล้วกัน มีเงินเมื่อไหร่จะกลับมาเอา”ค่อย ๆ ถอดออกจากแขนแล้วยื่นส่งให้ แม่ค้ารับมาพิจารณาแล้วส่งคืน“ของราคาไม่กี่บาท ฉันจะเอาไปทำไม?”“โธ่…พี่..ของไม่กี่บาท แต่ค่ามันก็แพงกว่า 30 บาทอยู่นะ ผมไม่มีเงินจริง ๆ เห็นใจหน่อยเถอะ”เขาอ้อนวอนอีกครั้ง“งั้นก็ได้…”หล่อนรับไปด้วยท่าทางเหมือนจำใจ แต่เขารู้ว่าหล่อนยินดีกว่าได้เงิน 30 บาทเสียอีกเพราะนาฬิกาเรือนนั้น มูลค่ามันเป็นพัน“เดี๋ยวก่อน…!”เสียงเรียกมาจากโต๊ะมุมห้อง ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียว หญิงสาวชุดแดงนั่นเอง หล่อนเดินเข้ามาหยิบนาฬิกาจากมือแม่ค้าส่งคืนให้อรัญ พร้อมกับส่งเงินให้แม่ค้า“เอาไปเลยร้อยหนึ่ง แต่นาฬิกานี่คืนเขาไป”อรัญมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างตะลึงงัน แม่ค้ามองหน้าหญิงสาวอย่างไม่พอใจ ทำปากพึมพำแล้วคว้าเงินจากไปชั่วอึดใจ อรัญส่งนาฬิกาให้หญิงสาวตรงหน้าบอกเบา ๆ“มันเป็นของคุณ”“ไม่…ของฉันก็มี..นายเก็บไว้เถอะ คราวหลังตรวจกระเป๋าให้ดีก่อนจะไปกินอะไรของใคร”หล่อนปฏิเสธ หันหลังกลับเดินไปนั่งที่เดิม ไม่ใส่ใจเขาอีก“ขอบคุณ…”เขากล่าวคำนั้นในลำคอ ก่อนจะเดินออกจากร้านหญิงสาวที่เขาเคยนึกเหยียดนิด ๆ ว่าน่าจะเป็นผู้หญิงขายตัว กลับมาช่วยเขาไว้ในยามคับขัน แม่ค้าที่เขามองว่าทำงานสุจริตมีเกียรติกลับคาดคั้นกับเงินเพียง 30 บาท และยินดีเมื่อได้ของตอบแทนที่มูลค่าสูงกว่าเป็นร้อยเท่าหันมองกลับไปในร้าน หล่อนผู้นั้นยังคงจ้องมองมาที่เขาเช่นเคย อรัญยกนิ้วแตะหน้าผากเป็นความหมายขอบคุณอย่างจริงใจ หล่อนพยักหน้ารับนิดหนึ่งชายหนุ่มโชคร้ายเดินตามบาทวิถีย้อนกลับมาที่สี่แยกศาลาเฉลิมกรุง สายตามองโบกี้รถไฟเก่าๆ โบราณ คันหนึ่งซึ่งจอดอยู่ลานด้านหน้า“มันคงเป็นที่อาศัยหลับนอนคืนนี้ได้”เขารำพึง พร้อมกับเดินเข้าไปสำรวจ ก่อนจะกระโดดขึ้นไปนั่ง และทิ้งตัวลงนอนในเวลาต่อมา กลิ่นยากันยุงที่ทาตามตัวมันเหม็นเขียวพิลึก แต่ก็จำต้องทนล่ะเคลิ้ม ๆ จะหลับ ก็ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อมีคนมาเขย่าตบเบาะโบกี้รถ“นี่ทำไมมานอนตรงนี้ล่ะ?”“อ้าว….คุณ”อรัญยิ้ม เมื่อเห็นหน้าคนที่มาปลุก หญิงสาวคนนั้นนั่นเอง“ทำไมมานอนที่นี่ล่ะ?”หล่อนถามย้ำ“ไม่มีที่ไปครับ…”“ไม่มีญาติพี่น้อง หรือเพื่อนเลยหรือ”“มีแต่อยู่ไกล..ตามหาไม่เจอ”“เงินก็หายด้วย?”“ใช่…”“แล้วจะทำไง? ในเมื่อไม่มีเงินเหลือ”“ไม่ทราบเหมือนกัน เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยคิด ตอนนี้ไม่อยากคิด”“ฉันมีข้อเสนอ..”“ข้อเสนออะไรครับ?”“ฉันจะช่วย ถ้านายไปกับฉัน”“ไปไหน…?”“ไปไหนก็ได้..แล้วแต่ฉันจะไป”“ขอถามนิด คุณทำงานอะไร?”หญิงสาวก้าวขึ้นมานั่งบนเบาะด้านตรงข้าม ย้อนถามคืน“แล้วนายคิดว่าฉันทำงานอะไร?”อรัญหัวเราะเบา ๆ ไม่กล้าบอกตามตรง เกรงใจที่หล่อนเคยช่วยเหลือนั่นเอง“ว่ามาเลย..ไม่ต้องกลัวฉันว่าหรอก”“หง่า….อีตัว”“ใช่..!”สะดุ้งโหยงเมื่อหล่อนตอบรับดังๆ หน้าตาเฉย พร้อมกับหัวเราะ“คุณจะให้ผมเป็นแมงดาหรือ?”เขาถามตรง ๆ หล่อนค้อนตาคม“หนอย..ยังกะหล่อลากดินนักนี่ หน้าตาอย่างนี้ฉันไม่คิดจะเอาทำผัวหรอก แค่อยากให้ช่วยเท่านั้นเอง”“ให้ช่วยอะไร ถ้าไม่เกินไปผมก็จะช่วย แต่บอกตรง ๆ อย่าหลอกผมนะ”“ฉันจะหลอกนายทำไม ไม่มีเงินติดตัวซักบาท หลอกไปก็เสียเวลา”“งั้นให้ช่วยอะไร?”“แค่ไปไหนมาไหนด้วยกัน ช่วยเป็นบอดี้การ์ดให้หน่อย”“คุณไปทำอะไรผิดถึงต้องมีบอดี้การ์ดคอยคุ้มครองอย่างนั้น?”“นั่นมันเรื่องของฉัน ว่าแต่นายจะเอาหรือเปล่าล่ะ?”“ผมไม่ว่าง ต้องหางานทำ”“งั้นฉันจ้าง?”อรัญรีบส่ายหน้าเดี๊ยะบอกว่าไม่เอา“ไม่อยากเป็นแมงดา”“หนอย…ดูถูก…”“ไม่ได้ดูถูกแต่บอกจริง ๆ”“แมงดาน่ะ มันมีหน้าที่คอยขูดรีดบังคับอีตัว นายไม่มีหน้าที่ทำอย่างนั้น”“ก็คล้ายกัน”“ถ้างั้นนายก็นอนเป็นเหยื่อยุงไปเรื่อย ๆ ก็แล้วกันจนกว่าจะหางานได้ ถ้าไปกับฉันไม่ต้องมานอนอย่างนี้หรอก”หญิงสาวกล่าว ก่อนจะกระโดดลงรถเดินจากไป อรัญรีบกระโดดตามลงไปทันทีเพราะสนใจในคำพูดทิ้งท้ายของหล่อน“เดี๋ยว ๆ คุณ..คุณมีที่นอนที่ดีกว่านี้เหรอ?”“ใช่…นายสนหรือ?”หล่อนหยุดหันมามอง“ยอมรับว่าสน ไม่อยากนอนอยู่อย่างนี้ มันทุเรศตัวเอง อีกอย่างเอาเป็นว่าผมรับในฐานะที่คุณเคยช่วยผมก่อนก็แล้วกัน”“แน่ใจนะ?”“แน่ใจ”“ไม่มีค่าจ้างนะ”“ก็ยังได้ แค่แลกกับที่นอนก็พอ ถึงให้ค่าจ้างก็ไม่เอา ไม่อยากเป็นแมงดา”“งั้นตามมา”ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น อรัญพบว่าตัวเองนั่งบนแท๊กซี่คู่กับหญิงสาวที่รู้จักกันเพียงไม่กี่นาที รถวิ่งวนอยู่ไม่นานนักก็มาจอดสนิทนอยู่ตรงหน้าอาคารพานิชย์แห่งหนึ่ง“บ้านคุณหรือ?”“ไม่ใช่บ้านฉันแล้วจะมาทำไม?”“ไม่น่าเชื่อ”“ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แต่วันนี้นายได้มันเป็นที่นอนหลบยุง ไม่ต้องไปนอนอย่างทุเรศอย่างนั้นแน่”“คุณอยู่คนเดียวหรือ?”“ใช่..นายนี่ถามมากจัง”หล่อนกล่าวพร้อมกับไขกุญแจประตูเหล็กหน้าบ้านเข้าไป“อ้าว..นี่ฉันลืมปิดประตูบ้านหรือนี่?”หญิงสาวกล่าวกับตัวเองเบา ๆ เมื่อแค่ผลักประตูก็เปิดเข้าไปได้“นายนอนที่นี่ ห้องนี้ ห้ามขึ้นไปข้างบนเด็ดขาด เข้าใจนะ”หญิงสาวแนะนำและสั่งห้ามไว้แค่นั้น ก่อนจะเดินขึ้นชั้นบนไปอรัญมองตามหล่อนนิดหนึ่ง จากนั้นหันมาสำรวจรอบห้อง มันเป็นห้องเก่า ๆ แต่ว่างเปล่า ไม่มีเครื่องประดับใด ๆ มีเพียงโซฟากับเตียงเก่า ๆ ตัวหนึ่งเท่านั้นเองแต่ยังไงมันก็หรูกว่าโบกี้รถไฟที่หน้าศาลาเฉลิมกรุงเป็นไหน ๆ ล่ะหญิงสาวคนนี้ หล่อนเป็นใครกันนะ จนป่านนี้ เขายังไม่รู้จักชื่อหล่อนเลย และดูเหมือนว่าหล่อนก็ไม่สนใจที่จะถามว่าเขาเป็นใครมาจากไหนเช่นกัน“เพล้ง..! ..เปรี๊ยะ..!”อรัญสะดุ้ง หันรีหันขวาง เมื่อได้ยินเสียงเหมือนสิ่งของแตกกระจายจากห้องข้างบน บวกกับเสียงประตูดังโครมคราม ก่อนจะเงียบหายไป“เกิดอะไรขึ้นหว่า… อยู่ดี ๆ เกิดคลั่งอะไรขึ้นมา ถึงได้ขว้างข้าวของทิ้งอย่างนั้น”“กรี๊ด..ช่วยด้วย…!”“เฮ้ย..! ..เกิดอะไรขึ้น..!”อรัญวิ่งทะยานขึ้นบันได้ไปอย่างรวดเร็ว แต่แล้วก็ต้องชะงักกึก เมื่อชนเข้ากับสิ่งหนึ่งจนมีอันต้องกลิ้งโครมครามลงมาที่ชั้นพักครึ่งบันได“แม่งเกิดอะไรขึ้นวะ..?”เขาถามตัวเองอย่างมึนงง ขณะที่ยังจุกแอ้ก..แทบลุกไม่ขึ้น เงยหน้าขึ้นไปมองบนได้ แล้วก็ต้องเย็นวาบถึงไขสันหลังร่างสูงใหญ่ของชายผู้หนึ่งยืนจังก้ามองลงมาด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก นั่นไม่น่าตกใจเท่ากับในมือของมัน .22 แม๊กนั่ม!มันเดินลงมาช้า ๆ อย่างใจเย็น จนกระทั่งมาหยุดตรงหน้าสัญชาติญาณป้องกันตัว อรัญรีบยกมือขึ้นกันราวกับว่าหากว่ามันยิงมาจริง ๆ แล้วมือจะช่วยกันลูกปืนได้เมื่อเห็นว่ามันยังเฉย จึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองมันอีกครั้งในเสี้ยววินาทีนั้น เขาตัดสินใจยกเท้าขึ้นถีบโครมเข้าเป้ากางเกงมันเต็มเนี่ยว“ปัง..! ..อ๊าก..!”ลูกปืนเฉียดใบหูเขาไปแค่เส้นยาแดง แต่มันก็ถูกผนังแตกเป็นกระบิและกระเด็นใส่จนแสบรู้สึกได้ เจ้าของปืนทิ้งปืนลงไปคุดคู้หน้าเขียว อรัญไม่รอช้า ทะยานตัวลุกขึ้น กระทืบโครมลงบนท้ายทอยมันสุดแรงเกิดคอไม่หักก็บุญล่ะมึง!ก้มลงหยิบปืน ค่อย ๆ แอบขึ้นไป สิ่งที่เห็นภายในห้องจากช่องประตูที่เปิดอ้าคือหญิงสาวคนนั้นนอนนิ่งบนเตียงนอน อรัญถลันพรวดเข้าไปในห้อง แต่ก็ต้องทิ้งตัวลงนั่งดีดตัวผึงไปด้านหน้า ด้วยสัญชาติญาณบางอย่าง แต่ยังไม่ทันได้หันกลับมามอง ก็ถูกถีบโครมเข้าเต็มสีข้าง เซถลาไปชนกับโต๊ะเครื่องแป้งของหล่อนกระจัดกระจาย ปืนในมือกระเด็นหลุดไปแทบไม่มีเวลาหายใจ อรัญดีดเท้าคืนด้านหลัง ยันโครมเข้ายอดอกเจ้าของตีนที่ถีบเขามาหยกๆ จนมันกระเด้งถอยกรูด ไม่ปล่อยได้โอกาสหลุดลอย ทะยานเข้าถีบซ้ำเข้าหน้าท้องสุดแรงเกิดเจ้านั่นกระเด็น กลิ้งขลุกขลุกลงตามบันไป ไปนอนแอ้งแม้งทับบนร่างเกลอของมันซึ่งหลับไปก่อนหน้านี้แล้วอรัญวิ่งตามลงไปสำรวจค้นตามตัวมันทั้งคู่ แต่ไม่พบหลักฐานอะไร จึงลากไปมัดไว้ด้านล้าง ก่อนจะเดินกลับขึ้นมาดูหญิงสาว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันเหมือนกับฝันไป เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วนาทีเท่านั้นเอง“คุณ..ๆ เป็นไงบ้าง?”เขาตบตามใบหน้าปลุกหญิงสาวซึ่งยังนอนไม่ได้สติคงจะถูกดับเทียนที่ปลายคาง เพราะมีรอยเขียวช้ำอย่างเห็นได้ชัด“ขอบคุณที่มาช่วยไว้ทัน..”หล่อนบอกเบา ๆ เมื่อฟื้นได้สติ พร้อมกับมองไปรอบห้อง“พวกมันไปแล้วหรือ?”“อยู่ข้างล่าง…มัดไว้แล้ว”เขาตอบ สายตายังมองหน้าหล่อนตลอดเวลา“เก่งนี่…รอดจากลูกปืนมันมาได้”หล่อนกล่าวเรียบ ๆ ไม่ได้มีท่าทางตื่นเต้น หรือตกใจให้เห็นเลย เหมือนกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องปกติธรรมดา“ดูคุณไม่ตกใจเลยนะ?”“ทำไมต้องตกใจ…ในเมื่อสิ่งนี้ฉันคาดไว้แล้วว่ามันจะต้องเกิดขึ้นแน่”“อ๋อ…แสดงว่าคุณรู้มาก่อน..?”“ก็ไม่เชิง…รู้ว่าพวกมันต้องมาแน่ แต่ไม่รู้ว่าเวลาไหนเท่านั้นเอง”“ก็เลยจ้างผมมาว่างั้นเถอะ …?”“ฮื่อ…แต่ก็ใช้ได้นี่”“หึ…หึ..ไม่ใช่ใช้ได้ แต่รอดตายมาเพราะดวงยังไม่ถึงที่ต่างหาก”เขากล่าวอย่างไม่พอใจ“- ผมถามตรง ๆ นะ คุณจ้างคนมาตายแทนแล้วกี่คน?”“มีนายเป็นคนแรก..”น้ำเสียงของหล่อนเย็นเฉียบ ลุกเดินลงไปสำรวจเจ้าสองคนที่ถูกมัดทิ้งไว้ด้านล่าง หล่อนถอนหายใจเบา ๆ เมื่อเห็นว่ามันทั้งคู่ยังไม่ตาย“แล้วจะให้ทำยังไงกับพวกมันล่ะ?”“เอาไปฆ่าทิ้งที่ไหนก็ตามใจ แล้วไม่ต้องถามว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่มีหน้าที่ถาม”“โห…เลือดเย็นชิบหายเลยอีนี่…”อรัญนึกด่าในใจ มองตามร่างที่เดินกลับขึ้นชั้นบนไปอย่างเฉยเมยเพียงเพื่อแลกกับห้องนอนเพียงคืนเดียว ถึงกับเกือบต้องเอาชีวิตมาทิ้งเพื่อใครก็ไม่รู้ ดวงจะซวยเพราะผู้หญิงซะกระมังมองปืนในมือแล้วนึกหวาดเสียว เกือบตายเพราะมันไปแล้ว เฉียดใบหูไปเท่านั้นเอง แต่กระนั้นก็ยังมีเลือดซิบ เพราะเศษปูนที่ปลิวกระเด็นใส่จากแรงกระสุนก้มลงลากร่างผู้บุกรุกทั้งคู่ออกมาขังไว้ในห้องน้ำ“เดี๋ยวก่อน..!”ชายหนุ่มสะดุ้งนิดหนึ่ง หันขวับไปมอง หล่อนในชุดรัดกุมกว่าเดิม ใบหน้าไม่แป้งหรือเครื่องสำอางค์ทำให้เขาแทบจำไม่ได้ หล่อนแตกต่างไปจากใบหน้านั้นอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว“มีอะไร..?”เขากล่าวห้วน ๆ“ลากมันทั้งคู่ออกมาเอาไปใส่ท้ายรถที่หน้าบ้าน ไม่ต้องถาม..”ประโยคหลังหล่อนรีบห้ามก่อนที่เขาจะอ้าปากถาม“- เอ้า..ลากออกมาสิ มัวยืนเซ่ออยู่ทำไม?”สำทับมาอีกเมื่อเห็นเขายืนเฉย อรัญบ่นพึมพำนึกด่าในใจ ขณะก้มลงลากมันทั้งคู่ออกมาหน้าบ้าน ทำไมบุคคลิกหล่อนจึงเปลี่ยนไปรวดเร็วเช่นนี้หญิงสาวเดินหายไปพักหนึ่ง เมื่อกลับมา หล่อนมาพร้อมกับรถสปอร์ตสีแดงเพลิง และสั่งให้เขายกมันทั้งคู่ขึ้นใส่ท้ายรถ“ถ้าจะเอามันไปฆ่าผมไม่ไปนะ เชิญตามสบาย ผมจะไปแล้ว”“ไปไหน?”“ไปไหนก็ได้ แต่ไม่ไปกับคุณแน่ ผมไม่อยากเป็นฆาตกร”“หึ..หึ..ไม่ขนาดนั้นหรอก แค่เอาพวกมันไปทิ้งให้ไกลบ้านหน่อยเท่านั้นเอง ฉันก็ไม่อยากเป็นฆาตกรเหมือนนายนั่นแหละ ขึ้นรถเถอะ”“รถคุณเหรอ?”“แก่ถามจริ๊ง…ใช่”หญิงสาวขับรถตะบึงในความมืดสลัวมุ่งหน้าออกมาตามซอยห่างจากตัวเมืองออกมาตามทุ่งนา“ลากมันลงจากรถแล้วทิ้งไว้ตรงนั้นแหละ มันไม่ตายหรอก ถ้ากลัวมันตายก็แก้เชือกที่มัดออกแล้วเอาเชือกมาด้วย”เป็นอีกครั้งที่เขาต้องทำตามที่หล่อนสั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ มันตกกระไดพลอยโจนแล้วนี่“คุณจะไม่บอกผมเลยหรือ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น?”เขาถามเมื่อกลับมาถึงบ้าน“พวกมันก็พวกนักงัดแงะขโมยของธรรมดานั่นแหละ บังเอิญฉันขึ้นมาเห็นก่อน”“แน่ใจนะว่าไม่ได้โกหก นักงัดแงะย่องเบามันกล้าพกปืนด้วยหรือ?”“ทำไมจะมีปืนไม่ได้ ทุกวันนี้ปืนเถื่อนหาง่ายจะตายไป ก็แล้วแต่นายจะเชื่อหรือไม่? ลงไปได้แล้ว ฉันจะนอน นายเองก็ไปอาบน้ำอาบท่าซะ ห้องน้ำข้างล่างก็มี”“โห…พอหมดประโยชน์ก็ไล่เลยนะ”อรัญจ้องหน้าหล่อนเป๋ง เดินทื่อเข้าหา แต่แล้วก็ต้องแข็งทื่อถอยออกเมื่อเห็นวัตถุในมือของหล่อน“แหะ…แหะ”หญิงสาวค้อน ถ้าสังเกตุให้ดีจะเห็นว่ามีรอยยิ้มน้อย ๆ ปนอยู่ด้วย และพยักหน้าเป็นเชิงไล่ให้ออกไปเร็ว ๆ ขืนช้าอาจจะไส้แตกได้รอยยิ้มค่อยๆ เลือนหายไปจากใบหน้านั้น เมื่อเขาเดินกลับลงมา มันเป็นแววตาแห่งความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด และรำพึงกับตัวเอง“เธอจำฉันไม่ได้เลยหรือ…”
โปรดติดตามตอนต่อไป อ่านแล้วโปรดให้ความเห็น หรือให้กำลังใจ เพื่อการพัฒนาการเขียนในอนาคตด้วยนะครับ