“นี่คือนมทั้งหมดของวันนี้ น้ำนมวัวดิบนี้มีคุณภาพดีมาก ข้าสั่งให้คนเอาไปต้มมาให้เ้าลองชิมแล้ว” จางเหว่ยมีท่าทางกังวลเล็กน้อย “แต่น้ำนมวัวนี้มีกลิ่นคาวมาก เ้ามั่นใจใช่ไหมว่ามันจะขายได้ ข้ากลัวว่าการลงทุนของเราจะเสียเปล่าจริงๆ”
“พี่เหว่ยไม่ต้องกังวล ข้ามีวิธีแปรรูปนมวัวออกมาเป็อาหารได้หลายอย่าง แล้วก็...อีกไม่กี่วันโรงน้ำชาของข้าก็จะเปิดทำการแล้ว ท่านส่งนมไปที่โรงน้ำชาวันละสิบถัง ที่เหลือท่านก็ส่งไปที่โรงงานแปรรูปอาหารของพี่ชางกับพี่ชุนได้เลยเ้าค่ะ ส่วนเื่บัญชีให้ท่านติดต่อกับพี่เจ๋อได้โดยตรง เพราะตอนนี้พี่เจ๋อมาทำงานเป็ผู้ช่วยของข้าแล้ว เขารับผิดชอบงานในส่วนนี้” จูจื้อโหยวบอกกับจางเหว่ย
“ได้สิ พี่ฟู่เจ๋อทำงานละเอียดรอบคอบมาก คราวก่อนที่เขามาชำระบัญชี เ้ารู้ไหมว่าบัญชีที่เขาทำละเอียดกว่านักบัญชีของข้าเสียอีก นักบัญชีของข้าคำนวณราคาหายไปตั้งหลายร้อยตำลึง ถ้าเป็คนอื่นคงไม่ทักท้วงแล้วถือเงินส่วนนี้เป็กำไรไปแล้ว แต่พี่เจ๋อกลับไม่ทำเช่นนั้น เขาเอาบัญชีที่อยู่ในมือมาอธิบายให้พวกเราฟังอยู่ตั้งนานจนเราพบปัญหา ข้านับถือในความรอบคอบของเขาจริงๆ”
“ข้าโชคดีที่ได้เขามาเป็ผู้ช่วยเ้าค่ะ”
จางเหว่ยเหมือนจะนึกอะไรออก “เ้ารู้ไหมว่าตอนนี้อาซิ่งกำลังมีปัญหา ความจริงเขาจะหาทางไปพบเ้ากับซีซวนอยู่เหมือนกัน แต่เขาถูกครอบครัวสั่งห้ามไม่ให้ติดต่อกับพวกเ้า”
“ท่านพอจะทราบหรือไม่เ้าคะว่าเป็ปัญหาเื่ใด” เมื่อจูจื้อโหยวเห็นว่าจางเหว่ยลำบากใจนางจึงไม่ถามต่อ
หลังจากนั้นจูจื้อโหยวกับฟู่ซีซวนจึงไปขอให้ซ่งอี้เซวียนช่วยสืบเื่ของเจียวซิ่งให้ จึงรู้มาว่าฉินซีหลางไปติดต่อขอซื้อผลิตผลทางการเกษตรทั้งหมดของสกุลเจียวโดยให้เงื่อนไขว่าต่อไปผลผลิตทั้งหมดต้องส่งขายให้ตระกูลฉินเท่านั้น ตระกูลเจียวกลัวอิทธิพลของตระกูลฉินจึงตอบตกลง และอีกเหตุผลหนึ่งคือพวกเรารู้ว่าเจียวซิ่งเป็สหายกับฟู่ซีซวนที่เป็คุณชายรองของจวนอ๋องฉี หากจะยกเลิกความร่วมมือกับจวนอ๋องฉีน่าจะตกลงกันได้ง่ายกว่าทางตระกูลฉิน
แต่เจียวซิ่งที่ได้ตกลงร่วมมือทำการค้ากับจูจื้อโหยวไปแล้วกลับไม่เห็นด้วย ถึงแม้เขากับจูจื้อโหยวจะไม่ได้ทำสัญญาความร่วมมือกันไว้อย่างชัดเจน แต่จูจื้อโหยวก็ได้มอบเมล็ดพันธุ์พืชแปลกใหม่บางส่วนมาให้ด้วยตัวเอง เท่านี้ก็ถือว่าทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันเป็ที่เรียบร้อยแล้ว แต่ทำไมครอบครัวถึงอยากให้เขาผิดคำพูด เจียวซิ่งคัดค้านเื่นี้อย่างเต็มที่ จนถึงขนาดตั้งคำถามกับทุกคนว่าคนตระกูลเจียวเกรงกลัวอิทธิพลของตระกูลฉิน แล้วไม่กลัวว่าจะผิดใจกับจวนอ๋องฉีหรือ ทั้งยังบอกกับทุกคนอย่างชัดเจนว่าเขาเป็ลูกผู้ชายและไม่คิดที่จะผิดคำพูด อีกทั้งในอนาคตเขาจะต้องขึ้นเป็ผู้นำตระกูลคนต่อไป หากครั้งนี้เขายังตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ เขาก็พร้อมที่จะออกจากตระกูลไปเริ่มต้นกิจการใหม่ของตัวเอง
เมื่อเจอเจียวซิ่งยื่นคำขาด ผู้นำตระกูลเจียวจึงได้แต่ใจเย็นและยกเหตุผลต่างๆ มากมายเพื่อหวังจะโน้มน้าวให้เจียวซิ่งเห็นชอบและตกลงไปเจรจากับจูจื้อโหยวให้เข้าใจถึงความจำเป็ของพวกเขา สุดท้ายเมื่อเจียวซิ่งยังยืนยันว่าจะทำการค้าร่วมกับจูจื้อโหยวต่อโดยไม่สนใจคำแนะนำของผู้นำตระกูล บิดาของเจียวซิ่งที่มองเจตนาของผู้นำตระกูลออก จึงขังเจียวซิ่งไว้ในห้องไม่ให้ออกไปไหน แต่ยังดีที่บ่าวรับใช้คนสนิทของเจียวซิ่งได้แอบส่งข่าวให้จางเหว่ยรู้ จนจางเหว่ยได้นำเื่ดังกล่าวมาเล่าให้จูจื้อโหยวฟังนั่นเอง
“ตอนนี้คนตระกูลฉิน้าควบคุมตระกูลที่ทำกิจการค้าธัญพืชของแคว้นไว้ทั้งหมด ซึ่งมันน่าแปลกมาก” ซ่งอี้เซวียนเริ่มวิเคราะห์
“แต่อัครเสนาบดีฉินดูแลเื่กองทัพ แล้วเขาอยากมาซื้อผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมากไปทำไมกัน” จูจื้อโหยวสงสัย
“ก็เพราะเขามีกองทัพในความดูแลอย่างไรเล่าเขาถึงอยากได้ธัญพืชเหล่านี้ไว้ใน อีกอย่างหนึ่งก็ไม่ใช่ว่ามีเขาคนเดียวเสียเมื่อไหร่ที่มีหน้าที่ดูแลกองทัพ” ฟู่ซีซวนหันไปมองซ่งอี้เซวียน “พี่ใหญ่มองเื่นี้ว่าอย่างไร”
“ถ้าเขาไม่คิดที่จะใช้เื่นี้มากดดันท่านพ่อ เช่นนั้นเขาก็...” ซ่งอี้เซวียนไม่พูดต่อ ถึงอย่างไรเื่ที่เขากำลังคิดก็ใหญ่เกินไป
“เขาก็คงจะหวังในตำแหน่งที่เขาไม่ควรหวัง ช่างอาจเอื้อมเสียจริง” จูจื้อโหยวเป็คนพูดประโยคถัดไป
สองหนุ่มถึงกับหันไปมองหน้ากันอย่างคาดไม่ถึง พวกเขาไม่คิดว่าจูจื้อโหยวจะกล้าพูดประโยคร้ายแรงนี้ออกมา
“คิดอะไรก็ไม่เคยเก็บไว้ในใจได้เลยจริงๆ อยู่กับเราเ้าสามารถพูดคำเหล่านี้ได้ แต่อยู่กับคนอื่นเ้าจะทำอย่างนี้ไม่ได้นะรู้ไหม” ฟู่ซีซวนเตือนภรรยาอย่างไม่จริงจังนัก
“ข้ารู้เ้าค่ะ เพราะฉะนั้นตอนนี้เรามาหาทางแก้ปัญหากันก่อนดีกว่า ดูไปแล้วสกุลเจียวคงเอนเอียงไปทางตระกูลฉินแล้ว สงสารก็แต่พี่ซิ่ง ตอนนี้เขาคงกลุ้มใจน่าดู ด้านหนึ่งก็ครอบครัว อีกด้านหนึ่งก็สหาย”
“เื่นี้จะโทษสกุลเจียวทั้งหมดก็ไม่ได้ ที่ผู้าุโทั้งหลายมีความคิดเช่นนี้ก็เพราะพวกเขาล้วนคิดถึงความอยู่รอดของวงศ์ตระกูลและลูกหลาน และที่พวกเขาเลือกตระกูลฉินก็ไม่แปลก เพราะตระกูลฉินมีวิธีการลงมือกับคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขารุนแรงนัก ส่วนท่านพ่อบุญธรรมไม่เคยมีใครพูดถึงท่านในทางที่ไม่ดีเลย ดังนั้นตระกูลเจียวไม่ใช่ว่าไม่เกรงใจพวกเรา แต่พวกเขาคิดว่าพ่อบุญธรรมและพวกเราจะเข้าใจเขาเท่านั้นเอง” ฟู่ซีซวนสรุป
“แต่ยังไงเื่นี้ก็เป็เื่ใหญ่ เราคงตัดสินใจอะไรเองไม่ได้ คงได้แต่บอกให้ท่านพ่อรู้” ซ่งอี้เซวียนพูดขึ้น
“พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สะใภ้ วันนี้เรามีแขกพิเศษมาเยี่ยม” ซ่งจินเยว่เดินยิ้มมาแต่ไกล โดยด้านหลังมีชายหนุ่มรูปงามเดินตามมาด้วย
ซ่งอี้เซวียนรีบลุกจากเก้าอี้เพื่อเข้าไปคารวะ แต่ก็ถูกชายหนุ่มคนนั้นห้ามไว้เสียก่อน
“ไม่ต้องมากพิธีหรอกอี้เซวียน วันนี้เรามาเยี่ยมพวกเ้าเป็การส่วนตัว” ซ่งอี้เฉินยิ้ม “จะไม่แนะนำสองท่านนี้ให้พี่ชายรู้จักหน่อยหรือ”
“นี่คือพี่รองกับพี่สะใภ้รองของข้าเองเ้าค่ะ” ซ่งจินเยว่เป็คนแนะนำแทน “พี่รอง พี่สะใภ้รอง นี่คือพี่อี้เฉินเ้าค่ะ”
ฟู่ซีซวนรีบฉุดจูจื้อโหยวให้คุกเข่าลงทันที ซึ่งจูจื้อโหยวก็ทำตามอย่างว่าง่าย “คารวะรัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”
“พวกเ้าลุกขึ้นเถอะ”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
“เราบอกแล้วอย่างไรว่าครั้งนี้เรามาเยี่ยมพวกเ้าเป็การส่วนตัว หากพวกเ้าไม่เรียกเราว่าพี่ใหญ่ก็เรียกเราว่าพี่อี้เฉินเหมือนกับอี้เซวียนและเยว่เอ๋อก็ได้” ซ่งอี้เฉินพูดอย่างใจดี
“ทำตามพระประสงค์เถอะ พี่อี้เฉินก็เป็อย่างนี้ ชอบหนีออกมานอกวังเป็ประจำ” ซ่งอี้เซวียนบอกกับฟู่ซีซวนและจูจื้อโหยว
“เราได้ยินเสด็จอาบอกว่าน้องสะใภ้ทำอาหารได้อร่อยนัก ไม่รู้ว่ามื้อนี้เราจะมีโอกาสได้ชิมฝีมือน้องสะใภ้หรือเปล่า”
“มีแน่นอนเ้าค่ะ เช่นนั้นข้ากับเยว่เอ๋อขอเข้าไปทำอาหารในครัวก่อนนะเ้าคะ” จูจื้อโหยวยิ้ม “เอ่อ...พี่อี้เฉินมีอาหารจานไหนชอบเป็พิเศษไหมเ้าคะ”
“เราไม่ใช่คนเื่มาก เ้าอยากทำอะไรมาให้เราชิมก็ได้ทั้งนั้น” ซ่งอี้เฉินยิ้มตอบ
รอจนสองสาวเดินพ้นไปจากห้อง รัชทายาทหนุ่มก็ปรับสีหน้ามาเป็เคร่งขรึมทันที
“อี้เซวียน วันนี้เราได้ยินเสด็จอาทูลเสด็จพ่อเื่จะขอเพิ่มงบประมาณจัดการกองทัพทั้งสามหน่วยที่อยู่ภายใต้การดูแลของเสด็จอา แต่อัครเสนาบดีฉินคัดค้าน” ซ่งอี้เฉินพูดเสียงเครียด “เราคิดว่าเขาคงอยากยึดกองทหารม้าของเสด็จอาไปดูแลเอง”
“กองทัพทหารม้าเป็กองกำลังที่เสด็จปู่ก่อตั้งขึ้นมาด้วยพระองค์เองเพื่อใช้ปกป้องบัลลังก์ที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลซ่งของเรา แต่อัครเสนาบดีฉินคิดอยากจะยึดกองกำลังนี้ไปดูแลเอง เขาไปเอาความกล้านี้มาจากไหนกัน แล้วเสด็จลุงว่าอย่างไรขอรับ”
“เสด็จพ่อยังไม่ให้คำตอบ แต่เราคิดว่างบประมาณส่วนนี้คงเพิ่มให้ไม่ได้แล้ว เพราะเงินในท้องพระคลังมีเหลืออยู่ไม่มาก เ้าก็รู้ว่าสองปีที่ผ่านมาแคว้นของเราได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติมากขนาดไหน บางพื้นที่ประสบภัยแล้ง พอปีถัดมาก็เกิดน้ำท่วม หลังจากนั้นก็เกิดโรคระบาดตามมา” ซ่งอี้เฉินพูดพร้อมกับถอนหายใจ “ยังมีทหารพิการที่ปลดประจำการกลุ่มนั้นอีก จนป่านนี้ราชสำนักยังให้ความช่วยเหลือพวกเขาได้ไม่ครบเลย”
สามหนุ่มยังนั่งปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด ส่วนในห้องครัวกลับสนุกสนานเป็อย่างยิ่ง โดยเฉพาะซ่งจินเยว่ที่เพิ่งมีโอกาสได้ลองเข้าครัวเป็ครั้งแรก เพียงแต่แม่นางน้อยที่ไม่เคยทำงานมาก่อนจะมาเป็ลูกมือได้อย่างไร หน้าที่หลักของนางจึงเป็เพียงผู้ชิมอาหารจานต่างๆ ที่จูจื้อโหยวทำมาเท่านั้น
ในขณะที่จูจื้อโหยวกำลังทำอาหารอยู่ นางไม่ได้พูดคุยกับใครเลย ซึ่งทุกคนก็คิดไปว่านางคง้าทำงานเงียบๆ จึงไม่มีใครส่งเสียงรบกวนนางเลยสักคน แต่ความเป็จริงนางกำลังปรึกษาเื่บางอย่างกับหงหลินอยู่ต่างหาก เพราะนางใช้คะแนนในระบบที่มีอยู่ให้หงหลินอ่านความในใจของรัชทายาท จึงรู้ว่าที่รัชทายาทเสด็จมาจวนอ๋องในครั้งนี้เพราะเป็ห่วงเื่กองทัพทั้งสามหน่วยในความดูแลของจวนอ๋อง
เมื่อรู้เหตุผลที่แท้จริงจูจื้อโหยวก็เบาใจไปมาก เหตุผลก็เพราะนางไม่เคยรู้จักและไม่เคยพบรัชทายาทมาก่อน อีกทั้งจากประสบการณ์ในการอ่านนิยายมาอย่างโชกโชนในชีวิตที่แล้ว ล้วนเป็เื่ที่ผู้มีอำนาจในวังหลวงต่างก็ระแวงพี่น้องเพราะกลัวจะมีการแย่งชิงบัลลังก์กันเกิดขึ้น
ยิ่งนางรู้ว่าพ่อบุญธรรมมีทหารฝีมือดีที่สุดของแคว้นอยู่ในความดูแลถึงสามหน่วย นางก็กลัวว่าคนในวังหลวงจะเกิดความระแวงต่อบิดาบุญธรรมของนาง แต่พอหงหลินบอกถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการมาเยือนของรัชทายาท ทั้งยังบอกถึงอุปนิสัยใจคอของรัชทายาทออกมาอย่างเสร็จสรรพว่ารัชทายาทเป็คนซื่อตรงมากคนหนึ่ง จูจื้อโหยวก็วางใจไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว