ท้องฟ้าค่อยๆมืดครึม เสียงแดดเลือนลับหายไป สายฝนปรอยตกลงมาอย่างต่อเนื่อง เสียงของฝนและลม ปกปิดการมีอยู่ของกลุ่มโจรหุบเขาได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้น หนึ่งในความเงียบที่เกิดขึ้นหาได้มาจากความระมัดระวังหรือสภาพอากาศที่เป็นใจ แต่เป็นเพราะความรุนแรงและความดุเดือดของการต่อสู้ตรงหน้าเสียมากกว่าที่ทำให้ทุกชีวิตไม่ได้สนใจการมาถึงของกลุ่มคนที่สาม
นักรบฉกรรจ์จำนวนมากกระชับดาบและกวัดแกว่งออกไปอย่างบ้าคลั่ง ทิศทางที่พุ่งไปคือร่างของกลุ่มบุรุษในชุดคลุมหนังสัตว์
เหล่าบุรุษในชุดคลุมหนังสัตว์มีจำนวนน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ชายฉกรรจ์ รูปหน้าเหี้ยมเกรียม สีตาดำมืด การแต่งตัวและเครื่องประดับแตกต่างไปจากคนอื่นๆ บ่งบอกให้เห็นว่ามันผู้นี้เป็นหัวหน้ากลุ่ม ทวนยาวในมือกวัดแกว่งต่อสู้อย่างเต็มกำลัง แตกต่างจากหัวหน้าของกลุ่มนักรบฉกรรจ์ ชายผู้ควบขี่อยู่บนหลังของคชสารยักษ์ มีรูปร่างใหญ่โต ผิวกายสีดำ หัวศีรษะล้าน ร่างกายกำยำ และสวมใส่ชุดสีเหลืองทองคล้ายนักบวช
กลุ่มคนทั้งสองฝ่ายฟาดฟันอาวุธ บดขยี้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ต้นไม้รอบๆแต่งแต้มด้วยสีของเลือดก่อนจะถูกสายฝนชำระล้างให้กลายเป็นแอ่งน้ำสีแดง ยิ่งเวลาผ่านไป กลุ่มนักรบฉกรรจ์มีใบหน้าที่ฮึกเหิมมากขึ้น สวนทางไปกับกลุ่มบุรุษในชุดหนังสัตว์ที่แสดงออกด้วยสีหน้าหดหู่
“น่าเสียดาย หากพวกเจ้ายอมร่วมมือกับเรา คงไม่ต้องหลั่งเลือดของพวกพ้องเช่นนี้” น้ำเสียงเรียบเย็นดังจากปากของนักบวชเฒ่า จากนั้นกลุ่มนักรบฉกรรจ์คุกเข่าหนึ่งข้างลงกับพื้น พวกมันวางดาบลงและคว้าจับเกาทัณฑ์ขึ้นแทนที่ ปลายทางของลูกศรมุ่งเป้าสังหารไปที่ศัตรู
เห็นเช่นนั้นหัวหน้าของเหล่าบุรุษในชุดหนังสัตว์กล่าวพึมพำต่อฟ้า “สวรรค์ต้องการให้เผ่าเอ้อหวินพินาศ เพราะหากไม่มีสายฝนละก็ พวกมันต้องพินาศด้วยปืนดินดำของเราเป็นแน่”
ได้ยินดังนั้น อีกฝ่ายฉีกยิ้มกว้าง “เรารู้ดี พวกเจ้าครอบครองความสามารถขั้นสูง ที่ชื่อว่า ปืนดินดำ ดังนั้นข้าจึงเลือกลงมือในวันที่ฝนตก หาใช่เป็นความปรารถนาของสวรรค์อะไรทั้งสิน และไม่ต้องห่วง ข้ารับปากว่าจะใช้ปืนดินดำของพวกเจ้าให้ดีเลยทีเดียว” จากนั้นมันสั่งให้ลูกน้องรั้งดึงเกาทัณฑ์และยิงออกไป
ในเวลาเดียวกัน เหิ่นเสี่ยวกล่าวเสียงเบาออกมาอย่างระวัง “หัวหน้าพวกนั้นคือชนเผ่าเอ้อหวินเค่อ ส่วนอีกฝ่ายคือ นักบวชเฒ่า ปรมะ หนึ่งในห้าดาราของมหาโจรครองฟ้า!!!”
หูหลี่ไป๋พยักหน้า “มหาโจรครองฟ้า!!! พวกมันลงมือเร็วกว่าเรา เอ้อหวินเค่อพวกนี้คงจะถูกทำลายเป็นแน่ เกรงว่าพวกเราจะต้องเปลี่ยนแผน กำลังของเราในตอนนี้ไม่สามารถปะทะกับพวกมันตรงๆได้ เหิ่นเสี่ยว เจ้าสั่งให้ทุกคนถอยทัพด้วยความเงียบ”
ทว่ายังไม่ทันที่เหิ่นเสี่ยวจะได้ประกาศคำสั่งใดออกไป การกระทำที่ไม่คาดคิดกลับได้เกิดขึ้นต่อสายตาของผู้คนนับร้อย ความเงียบที่ทุกคนช่วยกันรักษาอย่างระมัดระวัง บัดนี้ได้ถูกทำลายด้วยน้ำมือของบุรุษผู้หนึ่ง เงาร่างของชายหนุ่มทะยานออกไปพร้อมกับคว้าจับท่อนไม้ใหญ่ทุ่มลงเข้าใส่นักบวชเฒ่าด้วยความคลั่งแค้น พลังวัตรที่บุรุษหนุ่มผู้นี้ใช้ออกมา เทียบได้กับผู้ฝึกยุทธขั้น3 ความแข็งแกร่งของการโจมตีประหนึ่งว่า จอมหมัด ฉีเต๋อเป็นผู้ลงมือเอง
เห็นการลอบโจมตีจากมุมมืด หางตาของปรมะ ละจากศัตรูและเหลือบมองกลับไป มันพบว่าท่อนไม้ใหญ่ได้พุ่งตรงมาที่ร่างด้วยความเร็ว เห็นเช่นนั้นดวงตาของนักบวชเฒ่าเบิกกว้าง ยังไม่ทันที่จะลงมือกระทำสิ่งใด ท่อนไม้ใหญ่ที่ถูกใช้โดยผู้ฝึกยุทธขั้น3 กลับแหลกเละเป็นเศษซากในพริบตา
เปรี้ยงง!!!
ภาพตรงหน้าทำให้หนิงเทียนถึงกับต้องกล่าวถามออกมา “ฮาจุน นั้นใช้มนต์ของชาวตี้หรือไม่??”
อีกฝ่ายส่ายหน้าตอบกลับ “เป็นวิชาคุณไสยของมนุษย์ มิอาจเทียบมนต์ของชาวตี้ได้เพียงน้อย”
ท่ามกลางความรู้สึกตกตะลึงของกลุ่มโจรหุบเขา ผสานเข้ากับความสนใจที่เปลี่ยนไปของเหล่านักรบฉกรรจ์ หูหลี่ไป๋หดสายตาลงแคบ การโจมตีของบุรุษหนุ่มไม่ได้อยู่ในการคาดคำนวณของมัน แต่ในเมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าได้แล้วนั้น มันจึงตัดสินใจสั่งการออกไปอย่างรวดเร็ว “แผนการ ผึ้งแตกรัง พบกันใหม่ที่ยอดเกสรหอมหวาน” สิ้นเสียงกล่าว เหล่ากองโจรหุบเขานับร้อยชีวิตกระโจนออกจากเงามืด พวกมันแตกกระจายกลุ่มก้อนประดุจผึ้งที่แตกตัวออกจากรัง
มุมปากของหนิงเทียนยกยิ้มให้กับการตัดสินใจที่รวดเร็วครั้งนี้ “ไม่เลวเลยที่ไม่เลือกปะทะอย่างขาดเขลา พวกเราเองก็รีบไปกันได้แล้ว” ขณะที่หนิงเทียนกำลังจะล่าถอย มันพบได้กล่าวเตือนสติชายชราไปว่า “เจ้ายังไม่รีบไปนำตัวนายน้อยของเจ้ากลับมาอีกงั้นรึ?”
ได้ยินเช่นนั้นชายชราที่อยู่ในสภาวะตกตะลึง รีบเคลื่อนตัวเข้าประชิดบุรุษหนุ่ม มันรีบกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน “นายน้อยเวลานี้ พวกเราต้องหนีแล้ว ความวุ่นวายที่กองโจรหุบเขาสร้างขึ้น จะทำให้ท่านหวินซาง รอดพ้นจากพวกมันไปได้แน่”
หลังจากนั้นการต่อสู้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง จากเป็นการปะทะกันระหว่างสองทัพ ได้กลายเป็น หนึ่งกลุ่มไล่ล่าและอีกสองกลุ่มหลบหนี เนื่องจากแผนผึ้งแตกรัง คือการใช้ความชลมุนสับสนเป็นตัวแปรในการหลบหนี ทุกคนจึงแตกกระจายกันไปตามสัญชาตญาณ ทำให้ตอนนี้ผู้ที่ติดตามหนิงเทียนมา มีเพียง ฮาจุน บุรุษหนุ่ม ชายชราและพี่สาม เพียงห้าคนเท่านั้น
เวลาผ่านไปราวๆหนึ่งก้านธูป หนิงเทียนและคนอื่นๆสามารถหลบพ้นการไล่ล่าของศัตรูไปได้ ทว่าพวกมันก็ต้องเจอปัญหาใหญ่ หนิงเทียนเข้าใจถึงแผนผึ้งแตกรัง แต่มันไม่เข้าใจตำแหน่งของคำว่า ‘พบกันใหม่ที่ยอดเกสรหอมหวาน’ “พวกเราจะตามหาสถานที่นัดพบของกองโจรหุบเขาได้อย่างไร??”
ฮาจุนกล่าวออก “ในเมื่อแยกกันแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกลับไปรวมกลุ่มกันอีก”
“เหยื่ออยู่ตรงหน้า หากไม่ตกขึ้นมา ข้าก็คงเบาปัญญาเต็มทีแล้ว” หนิงเทียนกล่าวตอบอีกครั้ง
บุรุษหนุ่มและชายชราที่กำลังตามหลังมาหอบลมหายใจเข้าลึกและพ่นออกมาด้วยเสียงดังจากความเหนื่อยล้า ตลอดระยะเวลาหนึ่งก้านธูป ทั้งสองคนใช้เรี่ยวแรงและกำลังทั้งหมดเพื่อที่จะหลบหนีให้พ้นจากการไล่ล่าของศัตรู
และอีกหนึ่งคนที่เหนื่อยล้าจนแทบจะสิ้นแรง หากแต่แววตาและความโกรธแค้นของพี่สาม ทำให้มันลืมเลือนความเหนื่อยไปชั่วขณะ
สองเท้าเสือกเข้าหาเอาเรื่องกับบุรุษหนุ่มทันที มือขวาของพี่สามพุ่งตรงคว้ากุมคอเสื้อของบุรุษหนุ่มผู้ก่อสร้างปัญหาใหญ่“บัดซบ!!! เจ้าทำอะไรลงไปฟ่ะ หากเจ้าไม่ออกไปพวกข้าก็ไม่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนแบบนี้ และตอนนี้พี่ใหญ่กับพี่สองของข้าอยู่ที่ใด เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไรฟ่ะ!!???”
ได้ยินเช่นนั้นสายตาของบุรุษหนุ่มสำนึกถึงความผิดพลาดที่รั้งดึงผู้ไม่เกี่ยวข้องให้พบเจอกับภัยครั้งใหญ่
ชายชรารีบเข้ามาห้ามปราม “ใจเย็นๆก่อน ฝั่งเราเองก็ถูกสถานการณ์บีบบังคับจึงต้องลงมือเช่นนี้เหมือนกัน??”
ฟังคำแก้ตัวของอีกฝ่าย พี่สามเลือดขึ้นหน้าเข้าไปใหญ่ มันตะคอกเสียงดัง“สถานการณ์บีบบังคับ??? ไอ้พวกเอ้อหวินเค่อมันเป็นญาติฝ่ายใดของเจ้ารึไง ถึงต้องไปยื่นมือช่วยเหลือและทำให้พวกเราลำบากกันทั้งหมด!!!”
บุรุษหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “เอ้อหวินซาง หัวหน้าของชนเผ่าเอ้อหวิน เป็นลุงแท้ๆของข้าเอง”
ได้ยินถึงความจริงเช่นนั้น ใบหน้าของพี่สามปั่นยากยิ่งขึ้น มันไม่อาจสบถด่าคำใดอีกฝ่ายต่อไปได้ เพราะหากผู้ที่ตกอยู่ในอันตรายเป็นพี่ใหญ่และพี่สองของมัน มันคงเลือกกระทำเช่นเดียวกันนี้ หากแต่ความโกรธแค้นที่เกิดขึ้นไม่รู้จะลงไปกับผู้ใดจึงทำได้เพียงแผดเสียงร้องตะโกนออกมา
ฮาจุนที่ไม่ได้สนใจในชีวิตของผู้อื่นได้กล่าวออกด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “เจ้าร้องให้พวกมันตามมาเจอรึไง??”
ขณะที่พี่สามกำลังจะพูดคำใดออกไปด้วยโทสะที่ยังคั่งค้าง มันฉุกคิดความจริงข้อหนึ่งได้ว่า กับบุรุษหนุ่มที่สามารถทุ่มท่อนไม้ด้วยพลังวัตรขั้น3ก็ดี กับตาแก่ที่อยู่ข้างกายที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าบุรุษหนุ่มก็ดี หรือกระทั่งตัวมัน ทุกคนมีสภาพเหนื่อยล้า เหงื่อโทรมตัวกันไม่เว้นหน้า จะมีเพียงกุนซือและหญิงสาว ที่ยังคงลมหายใจและสีหน้าเป็นปกติอยู่ กอปรกับคิดถึงเรื่องเมื่อคืน มันจึงเป็นฝ่ายเงียบเสียงไม่กล้ากล่าวคำใดออกมาอีก
หนิงเทียนยกสายตาไปทางบุรุษหนุ่มและชายชรา “ถึงเวลาที่เจ้าต้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้ข้าฟังได้แล้ว??”
ได้ยินเช่นนั้น บุรุษหนุ่มนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมา “ข้ามีนามว่าเอ้อตูเล่อหลาง บิดาของข้า เอ้อตูเล่อหลานเป็นหัวหน้าเผ่าเอ้อหวินเค่อ แต่เมื่อสามสัปดาห์ก่อน หนึ่งในห้าดารา นักบวชผี ปรมะ ได้นำกำลังนับพันบุกไปที่เผ่าเอ้อหวินเค่อ หมายจะยึดครองพลังที่เผ่าเราครอบครองอยู่ บิดาของข้านำกำลังเข้าปะทะเพื่อปกป้องทุกคนในเผ่า แต่เจ้าสารเลวปรมะ มันได้ใช้คุณไสยชั่วช้าสังหารบิดาของข้าในสนามรบ ข้าและจงซูได้ออกตามล่ามันเพื่อจะล้างแค้น แต่โชคร้ายที่พบเจอกับพวกโจรหุบเขาเสียก่อนจึงได้ตกอยู่ในสถานะการณ์เช่นนี้”
หนิงเทียนกล่าวถาม “พลังที่พวกนั้นต้องการ คือ ปืนดินดำ??”
เอ้อตู่เล่อหลางครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยก่อนจะตอบ “ถูกต้อง เผ่าเอ้อหวินเค่อ สามารถผลิตปืนดินดำที่สร้างขึ้นจากดินประสิวและกำมะถันได้ อานุภาพของมันหนึ่งนัดสามารถระเบิดบ้านเรือนให้สลายเป็นผุยผงในพริบตา”
หนิงเทียนพยักหน้าขึ้นลง มันจับต้นสายปลายเหตุได้ในเวลาไม่นาน “เพราะแบบนี้ เจ้าปรมะนั้นถึงเลือกโจมตีในวันที่ฝนตก ก็เพื่อจะลดทอนอานุภาพของปืนดินดำสินะ เป็นคนที่ฉลาดไม่เลวเลย”
พี่สามได้แทรกคำกล่าวขึ้นว่า “นักบวชผี ปรมะ เดิมทีมันเป็นขุนโจรที่ครอบครองอาณาเขตรอบนอกสามเหลี่ยมทองคำ สติปัญญาและความสามารถของมันถูกยกย่องเป็นหนึ่งในกองโจรที่ดุร้ายและแข็งแกร่งที่สุด ยังไม่ยากเชื่อเลยว่าจะกลายมาเป็นหนึ่งในห้าดาราของพวกมหาโจรครองฟ้าได้”
ฮาจุนกล่าวถามด้วยเสียงแผ่วเบา “แล้วเจ้ามีแผนการอย่างไร??”
ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนยกยิ้ม “ไหนๆพวกเราก็คิดจะเผชิญหน้ากับมหาโจรครองฟ้าอยู่แล้ว การได้เด็ดปีกของพวกมันทิ้งเร็วไวขนาดนี้ เจ้าไม่คิดว่าเป็นโชคดีหรืออย่างไร??”...