บทที่ 1 โลกนี้มีผีจริงหรือ
ตอนมัธยมปลายผมติดเกมออนไลน์ ผลการเรียนจึงตกต่ำ ครอบครัวก็ไม่ค่อยมีฐานะ ตัวผมเองไม่อยากให้ที่บ้านกู้เงินเพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัยเอกชนที่ไร้ประโยชน์ สุดท้ายเลยปรึกษากับเพื่อนสนิทสมัยเด็กอย่างติงต้าเหว่ย เพื่อไปเรียนขับรถ จนได้กู้เงินไปซื้อรถบรรทุกมือสองรุ่นตงเฟิงตัวลี่ข่า แล้วได้เริ่มทำงานขับรถทางไกลขนส่งสินค้า พอพึ่งพาตัวเองได้ ถึงแม้จะเหนื่อยหน่อย แต่พวกเราก็ยังหนุ่ม ทั้งยังชอบอิสรเสรี ยิ่งรายได้ก็ดีมากจึงเป็ที่น่าพึงพอใจของพวกเรา ส่วนชีวิตปกติก็ขนส่งสินค้า เล่นเกม ใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ ไปวัน ๆ
วันที่ 9 ธันวาคม วันนั้นมีงานด่วน เ้าของสินค้าให้พวกเราขับรถทั้งคืนไปซานซี ตอนแรกพวกเราก็ไม่อยากไป แต่อีกฝ่ายดันให้ราคาดีที่สูงกว่าราคาปกติถึงสองเท่า พวกเราสองคนจึงใจอ่อน หลังจากขึ้นรถ ก็พบว่าคืนนั้นเป็คืนเดือนมืด ราวหมึกดำข้นที่ละลายไม่ออก อากาศต้นฤดูหนาวตอนกลางคืนมีอุณหภูมิต่ำ แอร์รถบรรทุกมือสองคันนี้ก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ผมก็หนาวจนทนไม่ไหว
"ต้าเหว่ยเปิดเพลงฟังหน่อยสิ อึดอัดชะมัด" ผมพูดพลางขยี้จมูกที่แดงเพราะความหนาว ต้าเหว่ยจึงเปิดเพลงคลอในรถ ยามค่ำคืนอันเงียบสงบ ดนตรีอันไพเราะดูแจ่มชัดเป็พิเศษ ความรู้สึกเย็นเยียบละลายไปไม่น้อย แอร์ดูเหมือนจะมีลมอุ่นออกมาอีกนิด ผมนั่งพิงพนักเบาะจึงรู้สึกสบายตัวขึ้นหน่อย พลางเหม่อมองไฟถนนที่ผ่านไปทีละดวงอย่างเบื่อหน่าย เมื่อรถมาถึงทางแยก ต้าเหว่ยเลี้ยวพวงมาลัยเข้าทางแยกหนึ่ง
"หือ?" ผมอึ้งไปชั่วครู่แล้วกล่าว "นายเลี้ยวผิดหรือเปล่า"
"ไม่ผิดหรอก สบายใจได้ เส้นทางนี้พ่อฉันเคยขับรถพาฉันมาแล้ว ผ่านได้ สมัยก่อนตอนยังไม่มีทางด่วนก็ขับมาทางนี้ทั้งนั้น ขึ้นทางด่วนก็ต้องเสียเงินอีก เงินตากเหงื่อแรงงานนิด ๆ หน่อย ๆ ก็โดนไอ้พวกหมาเลี้ยงหลอกเอาไปหมด พวกเราก็ทำงานให้พวกเขาอยู่แล้ว" พ่อของต้าเหว่ยก่อนหน้านี้ก็ขับรถบรรทุกทางไกลเหมือนกัน ความสามารถในการจำทางของเขาเก่งกว่าผมมาก เงินที่พวกเรากู้มาซื้อรถก็ยังไม่ได้ใช้หมด แน่นอนว่าประหยัดได้ก็ประหยัดหน่อย ผมรับคำแล้วไม่พูดอะไรอีก สภาพถนนเส้นนี้ยิ่งแย่ ไฟถนนมักจะดับหลายดวงเป็ระยะ ต้าเหว่ยจำเป็ต้องชะลอความเร็วลง แอร์ดูเหมือนจะไม่ทำงานอีกแล้ว ผมรู้สึกว่าอากาศในห้องโดยสารยิ่งหนาวขึ้นเรื่อย ๆ จึงรีบกระชับเสื้อผ้าให้แน่นขึ้น
"นายไม่นอนเหรอ พอฟ้าสว่างก็ต้องเปลี่ยนฉันขับบ้างนะ" ต้าเหว่ยพูด
"เดี๋ยวก่อน ตอนนี้ยังนอนไม่หลับ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน รู้สึกใจไม่ค่อยดีนิดหน่อย" ผมตอบ
"ฮ่า ๆ~ คิดถึงผู้หญิงอีกแล้วสินะ นายก็ควรหาแฟนสักคนได้แล้ว อย่างน้อยก็แก้ปัญหาความ้าทางกายเป็ครั้งคราวไง" ต้าเหว่ยกล่าว
ผมมองเขาด้วยสายตาเ็าแล้วพูดว่า "ใครจะเหมือนนายกัน พอเห็นผู้หญิงปุ๊บก็เป็เหมือนหมาตัวผู้ที่กำลังติดสัด"
"ฮ่า ๆ อิจฉาที่ฉันมีแฟนสินะ เื่นี้อิจฉาไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก แต่นายก็จงอิจฉาฉันต่อไปเถอะ" ถึงแม้ต้าเหว่ยจะพูดไม่ได้ว่าหล่อมากนัก แต่เขาก็รูปร่างสูงใหญ่ กล้ามเนื้อเป็มัด เื่ผู้หญิงนั้นเหนือกว่าผมมากโข แต่ที่เขาเรียกว่าแฟน พอผมนึกถึงปากสีแดงฉาน อายไลเนอร์หนาเตอะ ท่าเดินที่ยักสะโพกทุกสามก้าว แค่มองก็พอแล้ว ถึงแม้พวกเขาจะนับได้แค่ความสัมพันธ์แบบ ‘คู่ขา’ แต่เงินน้อย ๆ ของต้าเหว่ยก็ตกไปอยู่กับเธอหมด
"พอเถอะน่า ผู้หญิงของนายน่ะนะ ยังจะเรียกว่าแฟนอีก ถึงจะให้ฟรีฉันก็ไม่เอา" ผมกล่าวย้ำอย่างไม่ปรานี
"นายไม่เข้าใจหรอก การมีแฟนก็ไม่จำเป็ต้องแต่งงานสักหน่อย ฉันหล่อเท่แบบนี้ ผ่านด่านดงดอกไม้มาไม่รู้กี่ด่าน ใบไม้ไม่ติดตัวสักใบ" ต้าเหว่ยโอ้อวด
"ตื่นเถอะ อย่าให้สาวน้อยนั่นดูดเืนายจนแห้ง แล้วล้วงกระเป๋าจนว่างเปล่า"
"เฮอะ! นายเป็ใครกัน ฉันจะไม่สามารถควบคุมยัยปีศาจน้อยนั่นได้ยังไง"
"..." การขับรถบรรทุกทางไกลเป็เื่ที่เหนื่อย จำเจ น่าเบื่อ ผมกับต้าเหว่ยคุยโม้กันสักพักจนรู้สึกง่วงงุนเล็กน้อย เมื่อกำลังจะไปนอนบนเตียงนอนด้านหลัง แต่กลับเหลือบมองเห็นแสงใต้เสาไฟสีเหลืองอมส้มด้านหน้า ที่ดูเหมือนจะมีผู้หญิงสวมชุดสีขาวคนหนึ่งกำลังโบกมือมาทางเราไม่หยุด
การขับรถทางไกลนั้นมีข้อห้ามในการรับคนระหว่างทาง โดยเฉพาะในยามดึกสงัด ถ้าคุณหยุดรถด้วยความหวังดี อาจทำให้ถูกล้อมรอบโดยพวกอันธพาลได้ง่าย ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียทรัพย์สิน หรือแม้แต่ชีวิตในกรณีที่ร้ายแรง แต่ก็ยังมีคนขับบางคนพลาดท่าเพราะผู้หญิง พอเห็นสาวสวยโบกมือก็เสียสติ คิดว่าจะได้พบรักต่างแดน ทว่าทันทีที่จอดรถกลับไม่ได้พบรักอะไรเลย แถมยังเอาตัวเองไปเสี่ยงอีก ดังนั้นรถทางไกลจึงไม่ค่อยรับคนแปลกหน้า ถ้าหากเจอคนที่มีเื่ด่วนจริง ๆ ก็ช่วยไม่ได้ มันไม่ใช่ไม่มีน้ำใจ แต่ในยุคสมัยนี้ต้องปกป้องตัวเองก่อนใช่ไหมล่ะ
ถึงแม้จะอยู่ไกล จนมองไม่เห็นสีหน้าของหญิงชุดขาวคนนั้น แต่ดูจากท่าทางร้อนรนของเธอแล้ว ดูเหมือนจะร้อนใจมาก หรือบางทีอาจจะมีเื่เร่งด่วนจริง ๆ ก็ได้นี่ ผมเกิดความสงสารโดยไม่รู้ตัว พวกเราเป็ผู้ชายตัวใหญ่ คงไม่ถึงกับต้องกลัวผู้หญิงอ่อนแอคนเดียวหรอกใช่ไหม
"เฮ้ย! ข้างหน้ามีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังโบกมือ" ผมเปล่งเสียงขึ้น
"ไหน ? ไหน ? " ต้าเหว่ยยืดคอมองออกไปนอกหน้าต่าง "ล้อเล่นใช่ไหม" รถไม่ได้ชะลอความเร็ว แล้วขับผ่านหญิงชุดขาวคนนั้นไปอย่างรวดเร็ว หากมองจากระยะใกล้ หญิงคนนั้นดูเหมือนจะร้อนใจมากขึ้นจนแทบจะะโขึ้นมาแล้ว
"มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังโบกมือเรียกรถอยู่ข้างทางจริง ๆ นะ แต่เราขับผ่านมาแล้ว" ผมมองผ่านหน้าต่างรถไปทางด้านหลัง เมื่อหญิงชุดขาวคนนั้นพบว่าการเรียกรถไม่เป็ผล จึงหยุดโบกมือ ยืนมองพวกเราขับรถจากไปไกล
"นายไม่เห็นเหรอ มีผู้หญิงชุดขาวคนหนึ่งยืนโบกมือเรียกรถอยู่ข้างทาง" ผมถามด้วยความแปลกใจ
"ผู้หญิงใส่ชุดขาวคนไหน ฉันไม่เห็นเลย นายเห็นผีเหรอไง" ต้าเหว่ยกล่าว ผมใจเต้นรัว ถึงแม้แสงไฟถนนจะไม่สว่างมากนัก แต่สายตาของต้าเหว่ยไม่มีทางมองไม่เห็นคนที่ชัดเจนขนาดนั้นแน่ ๆ หรือว่าจะเป็ผีจริง ผมไม่ได้สังเกตว่าหญิงชุดขาวคนนั้นมีเงาหรือไม่ แต่ตอนนี้พอนึกย้อนกลับไปดูอีกที ก็พบว่ามีจุดที่แปลกประหลาดจริง ๆ ตอนที่รถขับผ่านหญิงชุดขาวใกล้ขนาดนั้น ผมกลับมองไม่เห็นใบหน้าของเธอชัดเจน แม้แต่ภาพใบหน้าราง ๆ ก็ไม่มี ไม่ว่าจะพยายามนึกย้อนกลับไปยังไง ก็นึกไม่ออกว่าใบหน้าของเธอกลมหรือเหลี่ยม มันเหมือนกับว่ามีหมอกขาวบังตา ผมขนลุกซู่ รีบหยิบจี้หยกที่สวมคอออกมาจากอก จี้หยกชิ้นนี้แกะสลักเป็รูปคนคล้ายอักขระยันต์ เมื่อััจะรู้สึกเย็นเฉียบ มีเส้นเืสีแดงระเรื่ออยู่ภายใน ผมวางจี้หยกไว้บนฝ่ามือ ประสานมือแล้วพึมพำเบา ๆ ว่า
"ถ้ามีอะไรก็อย่าโกรธเลย ถ้ามีอะไรก็อย่าโกรธเลย"
"ฮ่า ๆ" ต้าเหว่ยหัวเราะ แล้วพูดว่า "ดูนายขี้ขลาดเป็หนูสิ โจรปล้นรถฉันยังไม่กลัวเลย ถ้าเป็ผีฉันก็ไม่กลัวหรอก มีผีผู้หญิงใช่ไหม เชื่อฉันสิ ฉันจะกลับรถไปต่อสู้กับเธอสามร้อยยกเลย"
ผมมองต้าเหว่ยด้วยสายตาเหยียดหยาม แต่ก็ี้เีจะเถียงกับเขา เลยเอาจี้หยกใส่กลับไปในคอเสื้ออย่างระมัดระวัง โลกนี้มีผีจริงหรือ คำถามนี้ตอบยาก เพราะถ้าคุณไม่เคยเห็นผีด้วยตัวเอง ไม่ว่าคนอื่นจะพูดยังไง คุณก็ไม่เชื่ออยู่ดี ในทำนองเดียวกัน ถ้าหากคุณเคยเห็นผี ไม่ว่าคุณจะพูดยังไง คนอื่นก็ไม่เชื่อเช่นกัน ประโยคนี้ฟังดูวกวนหน่อย แต่สรุปง่าย ๆ เลยก็คือ โลกนี้มีผีหรือไม่ มีแต่คนที่เคยเห็นผีเท่านั้นที่รู้ ผมเป็หนึ่งในคนที่เคยเห็น ดังนั้นผมเชื่อว่าโลกนี้มีผี