องค์ชายอัศวเมฆทรงดำเนินออกมาย่างพระบาทไปถึงข้างวอประทับ รับสั่งขึ้น
“เกล้ากระหม่อมองค์ชายอัศวเมฆราชบุตรแห่งพระเ้านครปตานีรู้สึกปลื้มปิติที่องค์หญิงวิสาณีแห่งนครศรีธรรมราชเสด็จมาเยือนเมืองปตานีของเกล้ากระหม่อมเกล้ากระหม่อมขอถวายพระพรขอพระองค์ทรงพระสำราญ พระเ้าค่ะ”
รอสักครู่จึงเห็นพระวิสูตรถูกปัดออกด้วยพระหัตถ์เรียวงามปรากฏรูปพักตร์ที่งามกระจ่างขององค์ดรุณีด้านใน องค์ชายทรงตะลึงเสียพระกิริยาจ้องไปตรงๆ
“ขอบใจท่านมากเช่นกันหวังว่าการมาเยือนของเราคงไม่เป็ภาระใดให้กับเมืองของท่าน”รับสั่งด้วยพระสุรเสียงอ่อนหวานกระไรยิ่ง
“หามิได้เลยพระเ้าค่ะเกล้ากระหม่อมหวังให้พระองค์เสด็จมาเยือนปตานีหลายคราแล้ว”
องค์ชายกราบทูลด้วยหทัยเคลิบเคลิ้มกระทั่งทรงได้ฟังพระดำรัสถามถึงคนผู้หนึ่ง
“เมื่อตอนเราอยู่บนเรือเห็นเ้าทิพเดินม้าริมฝั่งคู่มากับเรือเรา ตอนนี้คาดว่าจะอยู่หลังขบวนท่านพอจะช่วยเรียกให้เขาเข้ามาร่วมในขบวนได้หรือไม่”
นาม “เ้าทิพ”คล้ายเป็หนามที่ยอกในอุระ ทรงสดับแล้วนิ่งเสีย ข่มกลั้นอาการกริ้วโกรธไว้ภายใน
พระองค์หญิงทรงขมวดพระขนงพลางตรัสถามย้ำ “มีกระไรหรือ เ้าทิพถูกส่งไปอยู่เมืองนครฯหลายสิบปีจนสนิทสนมกับเรา ครั้งนี้เรามาเยือนเมืองของเขา ถ้าเขาไม่มาต้อนรับเราจะถูกต้องหรือ”
องค์ชายทรงกลั้นหทัยกราบทูลสนองไปว่า “เกล้ากระหม่อมจะลองดู” แล้วทรงดำเนินฉากออกมารับสั่งกับพระคลังนายท่าซึ่งรับเสด็จมาแต่ท่าพระวัง
“ท่านเ้ากรม พอจะเห็นตัวเ้าทิพบ้างหรือไม่”
“เกล้ากระหม่อมเห็นเ้าทิพเดินม้าตามอยู่หลังท้ายขบวนจะให้เกล้ากระหม่อมตามมาหรือไม่พระเ้าค่ะ”
องค์ชายเพียงทรงพยักพักตร์เป็คำตอบ
ลำดับถัดไปคือนายกองเรือสินค้าจากราชสำนักกรุงจีนเข้าเฝ้าหน้าวอที่ประทับ
“เกล้ากระหม่อม เซียงจือกงผู้บัญชาการกองเรือสินค้าแห่งพระจักรพรรดิกรุงจีนขอถวายพระพรพระเ้าค่ะ”
สิ้นคำกราบทูลเป็ภาษาจีนล่ามผู้ติดตามก็รีบดำเนินการแปลถวาย
พระองค์หญิงทรงแย้มพระสรวลด้วยพระทัยยินดี
“ขอบใจท่านมากเราได้ยินชื่อเสียงและกิตติศัพท์ของท่านจากเ้าทิพมานานแล้ว วันนี้นับว่าโชคดีได้พบตัวจริง”
“หวังว่าเื่ที่เ้าทิพกราบทูลเกี่ยวกับเกล้ากระหม่อมคงจะเป็เื่ที่ดี” กราบทูลพลางยิ้มละไมด้วยไมตรี
“ทุกครั้งก่อนที่เขาจะเดินทางมาเมืองปตานีมักจะเริ่มพูดถึงท่านครั้นกลับไปเมืองนครฯ แล้วก็เอาแต่เล่าเื่ของท่านให้เราฟังอีก... ฟังว่าท่านสอนการเดินเรือให้เขารู้ด้วยหรือ”
“เกล้ากระหม่อมแค่เพียงแนะนำวิธีเดินเรือการดูลม การบังคับใบเรือ และจัดขบวนแล่นกองเรือในสภาพต่างๆ พระเ้าค่ะ...เ้าทิพเป็คนฉลาด จึงเรียนรู้ได้มากมายขาดเพียงประสบการณ์จริงในการล่องเรือฝ่าคลื่นลมกลางทะเล”
“ตอนเด็กๆ เขาเคยบอกว่าวันหนึ่งเขาจะเป็าาสิบสองนักษัตรและแล่นเรือออกทะเลตามหา“องค์ตุมพะทะนานทอง” กลับคืนมายังนครปตานี”
เพียงได้ยินพระดำรัสถึง“องค์ตุมพะทะนานทอง” ทุกคนต่างนิ่งอึ้ง ขณะที่พระองค์หญิงรับสั่งต่อ
“แต่พอเขาเติบโตขึ้นก็ไม่ได้พูดถึงเื่เหล่านี้อีก ดูเหมือนจะเลิกคิดไปแล้ว”
สุรเสียงห้าวพลันดังแทรกเข้ามา
“ก็ไม่แปลกที่จะเลิกคิดและหยุดคุยเขื่องโอหังพระเ้าค่ะ.. ในเมื่อไม่รู้วิชาการต่อสู้เลย อย่าว่าแต่เป็าาสิบสองนักษัตรแค่ต่อสู้ป้องกันตัวยังไม่มีปัญญากระทำ พระเ้าค่ะ”
เป็คำกราบทูลขององค์ชายอัศวเมฆซึ่งทรงดำเนินกลับมาทั้งยังทรงหันไปหัวเราะเย้ยหยันต่อเ้าทิพที่เดินตามอยู่ด้านหลัง
พระราชธิดาทรงหาได้สนพระทัยในรับสั่งขององค์ชายเพียงปรายพระเนตรไปยังเ้าทิพ แย้มพระสรวลด้วยดีพระทัย
เซียงจือกงเมื่อเห็นเ้าทิพเข้ามาใกล้จึงกราบทูลต่อพระองค์หญิงว่า
“เกล้ากระหม่อมเสียดายที่เ้าทิพมิได้มีโอกาสฝึกอาวุธมิเช่นนั้นด้วยสติปัญญาของเขาอาจจะสามารถชิงชัยได้ตำแหน่งาาสิบสองนักษัตรก็เป็ได้พระเ้าค่ะ”
“เรามิได้หวังให้เขาเป็าาสิบสองนักษัตรใดหรอกเพียงหวังให้เขามีฝีมือพอจะเอาตัวรอดจากคนชั่วร้ายบางคนเท่านั้น”รับสั่งแฝงนัยถึงคู่อริของเ้าทิพ
องค์ชายอัศวเมฆมักจะหาโอกาสเสด็จไปเยือนเมืองนครศรีธรรมราชทุกครั้งเป็ต้องทำร้ายเ้าทิพและสร้างความขัดเคืองพระทัยต่อองค์หญิงวิสาณีบางครั้งก็กระทำตนรุ่มร่ามมิได้เกรงต่อพระอาญา
ครั้งนี้องค์ชายทรงรู้ว่าพระดำรัสดังกล่าวกระทบเปรียบถึงพระองค์จึงกราบทูลไปด้วยเพลิงริษยาว่า
“หึ.. หากจะทรงหมายถึงให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของเกล้ากระหม่อมเช่นนั้นเ้าทิพคงต้องฝึกให้มีฝีมือถึงขั้นาาสิบสองนักษัตรเสียแล้ว..ไม่แน่นะพระเ้าค่ะ รีบฝึกไปอีก ๑๓ ปีอาจจะทันเข้าร่วมประลองเป็าาสิบสองนักษัตรในรอบหน้าเพราะตอนนั้นอายุคงเกือบ ๓๐ ปี ยังพออยู่ในเกณฑ์พระเ้าค่ะ”
กราบทูลแล้วทรงหัวเราะพอหทัยที่ได้ิ่เ้าทิพต่อเบื้องพระพักตร์
ชายหนุ่มผู้เพิ่งถูกเรียกตัวเข้ามาได้แต่ยืนขบฟันทุกคำดำรัสล้วนเสียดแทงใจ ทั้งรับสั่งเยาะเย้ยถากถางและรับสั่งของขัตติยะนารีที่ตนรักซึ่งแม้จะทรงห่วงใยแต่สะท้อนถึงความเวทนาต่อชีวิตตน.. ในที่สุดเอ่ยวาจาเ็าขึ้น
“หากกระหม่อมจะชิงตำแหน่งาาสิบสองนักษัตรคงไม่ต้องรอนานถึง ๑๓ ปีให้องค์ชายทรงกังวลหทัยหรอก แต่จะเข้าร่วมประลองในอีก ๓เดือนข้างหน้านี้เลย”
สิ้นคำ...องค์ชายอัศวเมฆทรงหัวเราะกึกก้อง
“เ้าจะเข้าประลองในอีก ๓เดือนข้างหน้า..ฮาฮา.. ถ้าเช่นนั้นอีก ๔วันข้าต้องเผชิญหน้ากับเ้าในสนามประลองคัดเลือกขุนพลฉลูนักษัตรแล้วสิ.. ฮาฮาช่างน่ากลัวแท้”
เซียงจือกงเกรงเ้าทิพจะผลุนผลันกล่าววาจาผิดไปกระทั่งผูกมัดตัวเองสู่อันตรายจึงกราบทูลตัดบทว่า
“เกล้ากระหม่อมคิดว่าพระราชธิดาอาจทรงตรากตรำจากการเดินทางไกลควรจะเร่งเสด็จต่อสู่พระตำหนักที่ประทับเพื่อทรงสำราญพระอิริยาบถ พระเ้าค่ะ”
คำกราบทูลสั้นๆของผู้บัญชาการกองเรือสินค้านับว่าสัมฤทธิ์ผลเป็อย่างยิ่งมหาอำมาตย์ทั้งสองเมืองต่างเรียกม้าเข้ามาและเร่งสั่งการเคลื่อนขบวนเสด็จสู่เมืองปตานีต่อไป
“ขอบใจท่านผู้บัญชาการกองเรือ”องค์หญิงทรงแย้มพระสรวลพร้อมส่งสายพระเนตรให้รู้เป็นัยเื่ที่ช่วยเ้าทิพไว้
“ด้วยความยินดีพระเ้าค่ะ.. ครั้งนี้เกล้ากระหม่อมมิได้ร่วมขบวนเชิญเสด็จพระองค์หญิงเข้าเมืองแต่คงจะมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระองค์อีกครั้งในวันรับเสด็จพระราชบิดาของพระองค์พระเ้าค่ะ”
“เราจะรอพบท่าน”
เซียงจือกงถวายความเคารพแล้วเดินฉากหลบไปทุกคนในขบวนเสด็จต่างเข้าประจำตำแหน่งของตน มีองค์ชายอัศวเมฆเป็ผู้นำหลักอยู่หน้าขบวนแต่แล้ว..
“เ้าทิพ..นี่คือขบวนเกียรติยศนำเสด็จพระราชธิดาแห่งนครศรีธรรมราชสู่นครของเราจงรู้จักที่ต่ำที่สูงไว้ ตัวเ้าไร้ศักดิ์ฐานะจงหลบไปอยู่ด้านข้าง”
องค์ชายรับสั่งดังลั่นได้ยินไปทั่วทั้งขบวนเสด็จรวมถึงองค์หญิงวิสาณี
เ้าทิพหน้าชาราวถูกตบใส่ฉาดใหญ่ตนนั้นรู้ธรรมเนียมดีว่าขบวนเสด็จต้องนำโดยผู้ทรงเกียรติยศ แต่ขณะกำลังก้าวเดินเลี่ยงให้พ้นจากด้านหน้าขบวนก็ต้องหยุดเพราะองค์ชายทรงเรียกนามของตนขึ้น..แล้วกลับประกาศขับไล่ให้ผู้คนเข้าใจว่าตนไม่รู้ความใดควรและไม่บังควรคล้ายไม่เจียมในความ “ไร้ศักดิ์” คิดจะเดินม้านำหน้าขบวนเสด็จ
ทุกผู้คนต่างมองมายังเ้าทิพผู้ยืนเยื้องอยู่เบื้องหน้าขบวน
เ้าทิพได้แต่เดินก้มหน้าเลี่ยงออกไปทุกฝีก้าวหนักอึ้ง ปรารถนาเดินพ้นสายตาผู้คนให้เร็วที่สุดในใจรู้สึกละอายต่อพระองค์หญิงในความต่ำศักดิ์ของตน..
คนหนึ่งสามารถประกาศชัดว่า“ปตานีนครแห่งเรา” แต่อีกคนกลับ “ไร้ศักดิ์” มิอาจเดินนำหน้าขบวนเกียรติยศได้
เสียงทหารนำม้าทรงและม้าต่างๆมาถวายและมอบให้ผู้ซึ่ง “มากด้วยเกียรติยศ”อีกสักครู่ม้าของเ้าทิพก็ถูกจูงมามอบให้เช่นกันชายหนุ่มรีบขึ้นม้าอยู่ด้านข้างวอที่ประทับได้ยินเสียงพระวิสูตรเปิดแย้มออกแต่คอของตนนั้นกลับรู้สึกแข็งชามิกล้าหันไปสู้พระพักตร์ของพระราชธิดา
หากแม้นเ้าทิพจะกล้าเบือนไปมองคงเห็นสายพระเนตรคมวาวปวดร้าวพระทัย.. ไม่แตกต่างไปจากตน
--------------------------------------------------