สายลมยามสายพัดผ่านสวนดอกเหมยภายในเรือนฮวาหงอย่างแ่เบา กลีบดอกสีแดงสดปลิวว่อนราวภาพวาดงดงามในความฝัน อวี้หลันนอนหลับตาพริ้มอยู่บนตั่งคนงามหน้าชานเรือน บนใบหน้าแต่งแต้มรอยยิ้มน้อยๆ ราวกับกำลังฝันดี ข้างกายมีฉิงหว่านกำลังบีบนวดให้อย่างเอาอกเอาใจ
ทว่าภายในเรือนฮูหยินเอกของจวนรองเสนาบดีกลับร้อนระอุดั่งถูกโยนเข้ากองเพลิง
เสียงถ้วยชาราคาแพงกระแทกพื้นแตกกระจายสะท้อนก้องไปทั่วเรือน ความเงียบงันหลังจากนั้นปรากฏเสียงลมหายใจหอบถี่ปนสะอื้นของหญิงผู้หนึ่งที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่กลางห้อง
เซิ่งซื่อกัดฟันแน่น ดวงหน้าแปรเปลี่ยนจากความสง่างามอ่อนโยนเป็บิดเบี้ยวด้วยเพลิงโทสะ
วันนี้ควรจะเป็วันของนาง วันเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นเพื่อยกย่องสถานะและเกียรติยศของนางในฐานะฮูหยินเอก นางสมควรที่จะโดดเด่นและเชิดหน้าขึ้นสูงได้อย่างเต็มภาคภูมิ แต่กลับกลายเป็วันแห่งหายนะ ทุกอย่างพังลงอย่างไม่เป็ท่า ทั้งนางยังพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ถูกเหยียบย่ำต่อหน้าบ่าวไพร่ทั้งจวน
"อวี้หลัน นังเด็กสารเลว"
เสียงของเซิ่งซื่อหลุดออกมาจากลำคอด้วยความเกลียดชังสุดขีด ั้แ่ที่แต่งเข้าจวนรองเสนาบดีมา นี่นับเป็ครั้งที่สองที่นางโกรธจนแทบคลั่งและเสียอาการเช่นนี้
และทั้งสองครั้งล้วนเกิดจากสองแม่ลูกสารเลวนั่น
ครั้งแรกคือตอนที่นางรับรู้ว่าไป๋ซูเหยาตั้งครรภ์ ทั้งที่ไม่มีทีท่าว่าจะตั้งครรภ์มาก่อน ความฝันของนางพังทลายลงทันที เส้นทางอำนาจที่ควรจะราบรื่นไร้ผู้ขัดขวาง กลับพังครืนลงต่อหน้าต่อตา
และครั้งนี้ นางไม่คิดไม่ฝันว่าผู้ที่ทำให้นางแทบกระอักเืจะกลายเป็บุตรสาวของนังผู้หญิงคนนั้น
สองแม่ลูกนี่ ควรตายตกตามกันไปซะ
เซิ่งซื่อกำหมัดแน่น เส้นเืบนหลังมือปูดโปน ดวงตาเปล่งประกายเย็นเยียบและเต็มไปด้วยความโเี้
นางเคยกำจัดไป๋ซูเหยาให้พ้นทางมาได้แล้วครั้งหนึ่ง แล้วจะยากอะไรกับการกำจัดเด็กเมื่อวานซืนอย่างอวี้หลันบุตรสาวของอีกฝ่าย
คิดจะเป็ศัตรูกับนางอย่างนั้นหรือ
ช่างไร้เดียงสานัก
"อย่าคิดว่าข้าจะปล่อยเ้าไว้"
เซิ่งซื่อเอ่ยเสียงกดต่ำ เต็มไปด้วยความอัดอั้นคับแค้น
ทว่าในวินาทีนั้น น้ำตาร้อนผ่าวก็ไหลรินออกมาเงียบๆ จากดวงตาคู่งามของนาง
ผู้ที่ทำให้นางเ็ปจนต้องหลั่งน้ำตากลับไม่ใช่อวี้หลัน หากแต่เป็ อวี้จิ้ง สามีของนางเอง
วันนี้เขาเลือกที่จะยืนอยู่ข้างเด็กคนนั้น โดยไม่สนใจว่านางจะรู้สึกอย่างไร สิ่งที่เขาทำ เจ็บเสียยิ่งกว่าการถูกตบหน้าเสียอีก
เซิ่งซื่อยกมือขึ้นปาดน้ำตาแรงๆ เหมือนจะลบล้างความอ่อนแอและความเ็ปทั้งหมดทิ้งไป
นางรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับอวี้จิ้ง ั้แ่ต้นไม่เคยมีคำว่า "รัก" หากแต่คือ พันธะทางการเมืองและผลประโยชน์
อวี้จิ้ง้าแรงสนับสนุนจากตระกูลเซิ่งเพื่อเส้นทางสู่ตำแหน่งและอำนาจ ส่วนนางและตระกูล้าฐานอำนาจเพื่อขยายอิทธิพล เป็บันไดสู่อำนาจ
แรกเริ่มเดิมที อวี้จิ้งไม่รัก นางก็ไม่้าความรัก สิ่งที่นาง้าคือ อำนาจ ชื่อเสียง เงินทอง และความมั่นคง
แต่นานวันเข้าจิตใจของนางก็หวั่นไหว นางหลงรักสามีของตัวเองอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
จากที่เคย้าแค่ฐานะและอำนาจ นางกลับอยากได้ "หัวใจ" ของเขา นางทำทุกอย่างเพื่อเป็ภรรยาเพียงคนเดียวที่เขาจะรักและเลือก ทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้เขาเพียงผู้เดียว นางปรารถนาเขา ไม่ใช่เพียงในฐานะสามีตามพันธะ แต่นาง้าเป็ผู้เดียวที่ได้หัวใจของเขา
แต่วันนี้ เขากลับพิสูจน์ให้นางเห็นแล้วว่า ไม่ว่านางจะพยายามเพียงใด นางก็ไม่เคยแทนที่คนที่ตายไปแล้วได้เลย ในหัวใจของเขาไม่เคยมีนางอยู่เลย
แต่ก็ใช่ว่านางจะพ่ายแพ้ไปเสียทุกอย่าง แม้ในใจจะยังร้อนรุ่มด้วยเพลิงโทสะที่ยากจะดับลง แต่นางรู้ดีว่าเกมนี้ยังไม่จบ และนางยังไม่ใช่ผู้แพ้ นางจะทำให้อวี้จิ้งรู้ว่า นางต่างหากที่จะทำให้เขาไปถึงจุดหมายที่เขาวาดหวังไว้ได้
เซิ่งซื่อทิ้งกายลงนั่งอย่างสง่างามบนตั่งไม้หอม ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่เปื้อนแก้มเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เชิดหน้าขึ้น แววตาเริ่มกลับมามีประกายอีกครั้ง
คิดถึงข่าวที่พี่ชายของนางซึ่งรับราชการในหน่วยองครักษ์วังหลวงส่งมา มุมปากของเซิ่งซื่อก็พลันยกยิ้มอย่างเ็า ทำให้นางพอจะคลายโทสะลงได้บ้าง
บุตรสาวของนางคือคนที่ฮองเฮาทรงเลือกให้ยืนเคียงข้างองค์ชายห้า
เื่นี้จะคืนศักดิ์ศรีให้กับนาง
ใบหน้างามที่ก่อนหน้านี้บิดเบี้ยวด้วยโทสะ กลับแปรเปลี่ยนเป็อ่อนหวานสง่างามดังเดิมราวกับเป็คนละคน ก่อนจะเปล่งเสียงเรียกบ่าวไพร่ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงอำนาจ
"ใครอยู่ข้างนอก เข้ามานี่หน่อย มาช่วยข้าอาบน้ำแต่งตัว"
บ่าวคนสนิทรีบก้าวเข้ามาทันทีด้วยสีหน้าลนลาน เซิ่งซื่อไม่เอ่ยอะไรต่อ เพียงแต่หันหน้าไปทางกระจกทองเหลือง หยิบปิ่นปักผมหยกล้ำค่าขึ้นมาถืออย่างอ่อนช้อย
ดวงตาของเซิ่งซื่อสะท้อนความเยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่โหมกระหน่ำไม่หยุด
งานเลี้ยงเย็นนี้นางจะทวงคืนทุกความเจ็บช้ำที่นางได้รับ นางจะให้นังเด็กนั่นลิ้มรสของความผิดหวัง และการสูญเสีย ก่อนที่นางจะมอบความเมตตาส่งมันไปพบมารดาในปรโลก
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามของเซิ่งซื่อ ดูอ่อนหวาน นุ่มนวล สง่างามตามแบบฉบับฮูหยินผู้สูงศักดิ์ หากแต่ภายในซ่อนคมดาบที่พร้อมกำจัดศัตรูให้สิ้นซาก
เซิ่งซื่อค่อยๆ ปลดเครื่องประดับบนศีรษะออกทีละชิ้น เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังขึ้นเป็จังหวะ เมื่อปิ่นปักผมและต่างหูชิ้นสุดท้ายถูกวางลงบนถาดเงิน นางปล่อยให้เส้นผมดำขลับยาวสลวยของตนทิ้งตัวลงมา ยกมือขึ้นลูบมันแ่เบาอย่างทะนุถนอม แล้วหันไปสั่งบ่าวข้างกาย
"เตรียมชุดผ้าไหมสีเขียวปักดิ้นทองให้ข้า ข้าจะใส่ชุดนั้น"
ชุดผ้าไหมสีเขียวปักดิ้นทองชุดนั้น นางตั้งใจเก็บไว้ใช้ในโอกาสพิเศษ เพราะเป็หนึ่งในชุดที่ตัดเย็บอย่างประณีตที่สุด ลวดลายบนชุดเปรียบดังเถาวัลย์ทองที่เลื้อยพันไปรอบกาย ดูอ่อนช้อยงดงาม ทั้งยังตัดเย็บจากผ้าไหมล้ำค่าหายาก
วันนี้นางจะปรากฏตัวอย่างสมศักดิ์ศรีในฐานะฮูหยินใหญ่ของจวนรองเสนาบดี และว่าที่แม่ภรรยาขององค์ชายห้า
ไม่ว่าจะเป็ใครหน้าไหนก็อย่าหวังว่าจะมาข่มนางได้อีกต่อไป
ในขณะที่ผู้อื่นกำลังวางแผนการมากมาย แต่ตอนนี้ในเรือนฮวาหงกลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยกันของสองนายบ่าว
บรรยากาศภายในเรือนสดใสเป็พิเศษ ผู้ที่กำลังถูกหมายหัวกลับไม่แม้แต่จะมีร่องรอยของความหวาดหวั่นบนใบหน้า ทั้งที่วันนี้ตนพึ่งจะรังแกผู้อื่นมา
อวี้หลันในชุดคลุมบางสีอ่อนนั่งทอดกายอย่างผ่อนคลายอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง แสงแดดยามเย็นที่ลอดผ่านม่านบาง สาดลงกระทบผิวขาวเนียนจนดูเปล่งประกาย
นางหรี่ตามองผืนผ้าแต่ละชุดที่ฉิงหว่านนำมาให้เลือก แววตาเป็ประกายสนุกสนานเหมือนกับเด็กสาวผู้หนึ่ง เสื้อผ้าและเครื่องประดับในยุคนี้ ล้วนงดงาม ประณีต และล้ำค่า
"ชุดนี้ก็ดี"
อวี้หลันพูดขึ้น ขณะยื่นมือไปลูบชายผ้าเบาๆ
"แต่มุกที่ชายผ้านี่มันเยอะไปหน่อย ดูแล้วรกตา"
ฉิงหว่านหัวเราะคิกขณะถือชุดอีกชุดขึ้นมา
"แล้วสีฟ้านี้เล่าเ้าคะ ใส่แล้วน่าจะดูอ่อนหวานน่าทะนุถนอมดี"
อวี้หลันส่ายหน้าเบาๆ
"เรียบไปหน่อย เดี๋ยวจะมีคนกล่าวหาว่าข้าสมถะอีก"
ได้ยินเช่นนั้น ฉิงหว่านก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากังวล
"บ่าวว่างานวันนี้ฮูหยินกับคุณหนูใหญ่คงต้องจ้องเล่นงานคุณหนูแน่เ้าค่ะ"
อวี้หลันเพียงยกยิ้มบางๆ ขณะหยิบปิ่นทองลวดลายดอกเหมยขึ้นมาพิจารณาในแสงแดด นางไม่ได้มีความกังวลแม้แต่น้อยว่าจะมีใครคิดอย่างไร หรือต้องรับมืออย่างไรต่อไปหลังจากนี้
แม้จะรู้ดีว่างานเลี้ยงวันนี้คงไม่ใช่งานเลี้ยงธรรมดา แต่ในแววตาของนางกลับไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความหวาดกลัวหรือกังวล
หากพวกนางอยากจะเล่น นางก็จะยอมเล่นด้วย