ตอนที่ 10 เรื่องราวของอาซาน
“อาซาน..วันนี้มีเนื้อกระต่ายด้วยนะ” เม่ยหลิงในชุดสีฟ้าเดินถือกระต่ายป่าเข้ามาในถ้ำ เตรียมจะทำอาหารมื้อเย็น “ข้า...ข้า...ช่วยเจ้านะ” อาซานพยายามพยุงตัวลุกขึ้น เม่ยหลิงเห็นดังนั้นก็รีบห้ามทันที “เจ้ายังไม่หายดีนอนพักเถอะ เดี๋ยวข้าจะไปทำกระต่ายย่างกับน้ำแกงให้นะ” เม่ยหลิงยิ้มแล้วหิ้วกระต่ายป่าตัวใหญ่เข้าไปในถ้ำด้านใน หลายเดือนผ่านมาแม้อาซานจะฟื้นขึ้นมาแต่เขาเองก็ยังไม่สามารถเดินได้ ทำได้เพียงนอนอยู่บนแท่นหินโดยมีเม่ยหลิงและไป๋ลู่คอยดูแล ก่อนหน้านี้เม่ยหลิงรู้สึกไม่สบายใจ จึงเข้ามาพูดคุยกับไป๋ลู่ “อาจารย์พวกเราทำถูกต้องหรือ ที่ไม่บอกความจริงกับเขา” เม่ยหลิงเอ่ยด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล “ในโลกของผู้ฝึกตนนั้นเต็มไปด้วยอันตราย เขาได้เกิดใหม่ในอีกร่างแล้ว สวรรค์อาจจะอยากให้โลกของเขาอาจเป็นโลกที่สงบ และหากเขาเป็นคู่บำเพ็ญเพียรของเจ้า อาจารย์ก็อยากให้เจ้าทั้งสองคนมีชีวิตอยู่อย่างสงบเช่นกัน” ไป๋ลู่ตอบกับเม่ยหลิง ด้วยสายตาที่เหมือนบิดามองบุตรสาว เขาคาดหวังเพียงแค่ให้ทั้งคู่มีความสุขที่เรียบง่าย “อาจารย์ข้าเองไม่เคยรู้ว่าหนุ่มสาวมีความรักเป็นอย่างไร แต่หลายเดือนมานี้ข้าเองก็รู้สึกว่าเขาน่ารักดี ทุกครั้งที่ข้าอยู่ด้วยแล้วก็รู้สึกมีความสุข” เม่ยหลิงพูดกับไป๋ลู่ด้วยสองแก้มที่แดงดั่งลูกตำลึง “เด็กโง่ เดือนหน้าเจ้าก็จะครบสิบห้าปีแล้ว หากเจ้าไม่ได้บำเพ็ญเพียรคู่กับเขา เจ้าเองก็ไม่อาจมีความสุขแบบนี้ได้อีก ข้าจะทุ่มเทรักษาเขาให้หายดีทันเวลา” ไป๋ลู่พูดพลางใช้มือลูบหัวเม่ยหลิงเบาๆ “อาจารย์ ท่านช่างดีต่อข้ายิ่งกว่าบิดา มารดาผู้ให้กำเนิดเสียอีก ข้า..ข้า...” เม่ยหลิงพูดไม่จบประโยค น้ำตาแห่งความตื้นตันก็ไหลออกมา นางสัมผัสได้ถึงความรักที่ไป๋ลู่ดูแลมาตั้งแต่เล็ก และรับรู้ได้ว่าอาจารย์ของนางรักและทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้นางมีความสุข …………………… หลายวันผ่านมาวันนี้นักพรตชราไป๋ลู่ต้องออกไปเก็บสมุนไพรที่ภูเขาใกล้ๆ เม่ยหลิงจึงอยู่ดูแลอาซาน “เอ๊ะ! นั้นลูกหมูป่านี่ มันวิ่งมาจากไหนนะ?” เม่ยหลิงมองลูกหมูป่าตัวหนึ่งวิ่งหลงเข้ามาอยู่ลานหน้าถ้ำ “หมูป่าหม้อไฟน่าจะเป็นมื้อเย็นที่ดีให้เขา ข้าต้องรีบไปจับมันมาซะแล้ว” เม่ยหลิงมองเจิ้นเทียนที่กำลังหลับอยู่ แล้วพุ่งตัวออกมา “อู๊ดด! อู๊ดด!อู๊ดด!” ลูกหมูป่าร้องและดิ้นรนทันทีเมื่อถูกเม่ยหลิงจับอย่างง่ายดาย “อย่าโทษข้าเลยนะ วันนี้ถือว่าเป็นโชคร้ายของเจ้าที่เดินมาแถวนี้เอง” มองหมูป่าในมือแล้วยิ้ม นางหันตัวกลับเพื่อจะเอาลูกหมูป่าเข้ามาในถ้ำเพื่อทำอาหาร ทันใดนั้นเอง! “กี๊ซซซซซซ!” เสียงร้องของสัตว์อสูรก็ดังขึ้น หลังสิ้นเสียงร้องร่างสูงใหญ่ของงูอสูรเขาเงินที่เป็นสัตว์อสูรระดับสามขนาดสิบจั้ง ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของเม่ยหลิง สัตว์อสูรและสัตว์วิญญาณระดับสามนั้นมีพลังเทียบเท่ากับหัวหน้านักรบ เม่ยหลิงที่มีขั้นฝึกตนอยู่ในระดับพื้นฐานที่เทียบเท่ากับระดับนักรบฝึกหัด นางจึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของงูอสูรเขาเงิน “นี่มัน!.......” เม่ยหลิงเข่าอ่อนทันที เมื่อเห็นงูอสูรเขาเงินที่กำลังจ้องมาที่นางอย่างดุร้าย “เอ่อ!...เจ้ามาเพราะลูกหมูตัวน้อยนี่ใช่หรือไม่ ข้าคืนให้เจ้านะ แล้วเจ้าก็กลับไปดีไหม เราจะได้ไม่ต้องผิดใจกัน” เม่ยหลิงโยนลูกหมูป่าเขาไปที่งูอสูรเขาเงิน แล้วรีบวิ่งหนีทันที งูยักษ์มองเห็นเหยื่อที่ลอยมาอยู่ตรงหน้าก็อ้าปากงับ พลางเลื้อยตัวอย่างรวดเร็วมาขวางทางเม่ยหลิง พร้อมกับพุ่งเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็ว กี๊ซซซซซซ!” เม่ยหลิงเห็นท่าไม่ดีจึงตบลงที่ถุงมิติกระบี่คู่ใจก็ออกมาอยู่ในมือ นางกระโดดหลบไปทางด้านข้างพร้อมฟันกระบี่ลงที่หัวของงูยักษ์ทันที “เคร้ง!..” เกล็ดของงูอสูรเขาเงินนั้นแข็งมากยิ่งเป็นสัตว์อสูรระดับสามด้วยแล้ว เกล็ดนั้นยิ่งแข็งมากราวกับเป็นโลหะชนิดหนึ่ง กระบี่ของเม่ยหลิงเมื่อโดนเกล็ดที่แข็งแกร่งของงูอสูรเขาเงินก็กระดอนออก งูยักษ์ไม่ปล่อยโอกาส ใช้หางฟาดที่ลำตัวของเม่ยหลิงอย่างรวดเร็ว “ตูมมม! อั่กกกก!” เม่ยหลิงกระเด็นไปเกือบห้าจั้ง พร้อมกระอักเลือดออกมา ดวงตาจ้องมองงูยักษ์ที่กำลังเลื้อยเข้ามาอย่างช้าๆ ในใจภาวนาให้ไป๋ลู่กลับมาช่วยในตอนนี้ได้ทัน ทันใดนั้นเอง! ก้อนหินก้อนหนึ่งก็พุ่งลอยไปโดนหัวของงูยักษ์ ตุบบ! “ไอ้งูบ้าทางนี้!” เสียงตะโกนโหวกเหวกของอาซานดังขึ้นที่ด้านหลังของงูยักษ์ พร้อมด้วยก้อนหินอีกหลายก้อนที่ปาเข้าใส่ งูอสูรเขาเงินแม้ไม่ระคายเคืองผิวหนัง แต่ก็รู้สึกรำคาญ มันหันมองร่างของอาซานที่คลานอยู่บนพื้น แล้วใช้มือปาหินไม่หยุด จึงตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายแล้วพุ่งโจมตีทันที “เม่ยหลิงหนีไป! ” อาซานตะโกนบอกเม่ยหลิงด้วยความเป็นห่วง ก่อนหน้านี้อาซานได้ยินเสียงร้องของงูอสูรเขาเงิน จึงตื่นขึ้น เขามองไปรอบถ้ำก็ไม่เห็นเม่ยหลิงอยู่ก็รู้สึกได้ว่าเม่ยหลิงน่าจะตกอยู่ในอันตราย จึงพยายามคลานออกมาดูและใช้หินปาเพื่อดึงความสนใจของงูอสูรเขาเงิน เพื่อให้เม่ยหลิงมีโอกาสหนี “อาซาน!...ไม่……” เม่ยหลิงร้องไห้และตะโกนเรียกชื่ออาซาน นางไม่คิดว่าท้ายสุดแล้วอาซานจะมาช่วยซื้อเวลาให้นางมีเวลาหนี “ข้าขอบคุณเจ้าและท่านอาจารย์มากที่ดูแลข้ามาตลอด ใช้โอกาสนี้รีบหนีไป ครั้งนี้ได้ช่วยเจ้า...แม้ตาย...ข้าก็ดีใจ” อาซานร้องตะโกนบอกเม่ยหลิง เม่ยหลิงมองไปที่อาซานด้วยน้ำตา หัวใจของนางรู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก และตอนนี้งูอสูรเขาเงินก็เลื้อยพุ่งมาอยู่ที่เบื้องหน้าของอาซานแล้ว มันใช้หัวของตน พุ่งโจมตีอาซานที่กำลังคลานอยู่บนพื้นดินด้วยความรุนแรงทันที ตู้มมม เมื่อฝุ่นควันจางหาย ก็ปรากฏร่างของอาซานนอนนิ่งจมอยู่ในหลุมลึกขนาดใหญ่ งูยักษ์เห็นดังนั้นก็ค่อยๆเลื้อยเข้ามา หมายจะจับอาซานกินเป็นอาหาร แต่เมื่อใกล้ถึงตัวของอาซาน ร่างของเม่ยหลิงก็เข้ามาขวางไว้ “อย่ากินเขา! ข้ายินดีเป็นอาหารของเจ้าปล่อยเขาไป” เม่ยหลิงร้องตะโกนออกมาด้วยน้ำตา นางเคยฟังมาว่าสัตว์อสูรระดับสูงนั้นบางตัวสามารถฟังภาษามนุษย์แล้วเข้าใจ ไม่รู้ว่างูยักษ์เข้าใจภาษามนุษย์หรือไม่ มันมองเม่ยหลิงสักพัก ก็อ้าปากแล้วพุ่งหัวเข้ามาเพื่อกินเม่ยหลิงทันที เม่ยหลิงมองส่วนหัวของงูยักษ์ที่พุ่งเข้ามา นางหลับตาแล้วคิดถึงภาพไป๋ลู่ที่ดูแลนางตั้งแต่เด็ก ความอบอุ่นนั้นทำให้น้ำตาของนางไหลออกมา จากนั้นนางก็คิดถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่กับอาซานและดูแลเขา จนถึงตอนท้านที่เขายอมสละชีวิตเพื่อช่วยนาง “อาจารย์ อาซาน ข้าคงต้องไปแล้ว ดูแลตัวเองด้วยนะ” เม่ยหลิงพูดขึ้นพร้อมหลับตาลงเพื่อจดจำภาพดีๆในความทรงจำ ทันใดนั้นเอง! ร่างไร้สติของอาซานที่นอนแน่นิ่ง ก็ขยับตัว เขาลุกขึ้นยืนอยู่ด้านหลังของเม่ยหลิงแต่บรรยากาศที่แผ่ออกมานั้นแตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าของเขานิ่งราวกับหุ่น แต่ดวงตานั้นป็นสีแดงฉาน เขามองไปทางงูอสูรเขาเงินที่กำลังอ้าปากเบื้องหน้า และพูดเบาๆไม่กี่คำว่า “สังเวยโลหิต!” งูอสูรเขาเงินร่างกายหยุดนิ่งทันที ก่อนระเบิดตัวเองจนกลายเป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่ เลือดของมันกระจายเต็มไปทั่วพื้นที่ ควันสีดำกลุ่มหนึ่งลอยออกจากจากร่างของมันและพุ่งเข้าไปในร่างของอาซาน ก่อนที่เขาจะล้มลงและหมดสติ …………… “ข้าจะทำอย่างไรดี!” เม่ยหลิงกระวนกระวายใจ พลางมองร่างของอาซานที่ได้รับบาดเจ็บบนแท่นในถ้ำหิน เมื่อครู่ขณะที่หลับตา เมื่อไม่เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นนางจึงลืมตา แล้วพบว่างูอสูรเขาเงินที่ดุร้ายได้กลายเป็นซากก้อนเนื้อไปแล้ว แม้จะพยายามมองไปรอบๆ แต่นางก็ไม่เห็นว่ามีผู้ใดให้ความช่วยเหลือ นางเห็นอาซานที่โดนงูยักษ์โจมตีนอนแน่นิ่งอยู่ด้านหลัง จึงสลัดความสงสัยเรื่องงูอสูรเขาเงินออก แล้วรีบพาเขาเข้ามาในถ้ำ “ร่างกายภายนอกไม่มีบาดแผล แต่สีหน้าเขาซีดขาว ชีพจรปั่นป่วน ภายในน่าจะบอบช้ำมาก หากไม่รีบรักษาเกรงว่า เขา......” เม่ยหลิงพอมีวิชาแพทย์ติดตัวอยู่บ้าง นางตรวจอาการของอาซานแล้วก็วิตกทันที “เขายอมเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อให้ข้าหลบหนี ข้าต้องช่วยเขาให้ได้” เม่ยหลิงมองอาซานที่หายใจแผ่วลงทุกที นางหลับตาก่อนที่จะลืมตาด้วยดวงตาที่แฝงความหวัง “อาซาน...ข้าจะใช้ร่างปราณพิสุทธิ์ของข้าช่วยเจ้า” ………………………………