ไตเติ้ลพิจารณา
นับโดยอุปนิสัยของตนเองแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนรักเด็กแต่ไตเติ้ลก็ไม่ใช่คนใจร้ายที่ชอบทารุณกรรมเด็ก
ไอ้จะให้ทำอะไรที่ไม่ใช่นิสัยตัวเองนี่คงไม่รอด แถมเ้าหนูนี่โดยพื้นฐานนิสัยแล้วก็น่าจะเป็เด็กดีอยู่ถ้าเลี้ยงดูให้เติบโตไปเป็คนดีของสังคมได้มันก็น่าจะดีกว่าให้โตไปเป็พญามาริญญาร้ายฆ่าคนตายนับพันอะไรนั่นอยู่แล้ว
ส่วนนิยายต้นเื่พล็อตจะมายังไงเื่ของใครจะพังหรือไม่ อันนั้นปล่อยให้เป็ปัญหาของนักเขียนไปเถอะแต่เติ้ลสะดวกแบบนี้ เติ้ลก็จะเอาแบบนี้ตามใจของเติ้ลแหละนะ
ชายหนุ่มทานข้าวจนเสร็จก็ตัดสินใจจูงมือลูกชายไปวัดเขาควรไปขอบคุณหลวงตาที่คอยดูแลให้ข้าวน้ำลูกชายตัวเล็กกับเ้าของร่างสันดานเลวนี่มาโดยตลอด
ที่สำคัญก็คือเ้าของร่างนี้มันไม่มีเครดิตอะไรให้น่าเชื่อถือที่จะทำให้ไตเติ้ลดำเนินชีวิตต่อไปได้เลยแม้แต่น้อยไตเติ้ลไม่รู้ว่าตนควรจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ของตนเองในร่างของเศษสวะนี่อย่างไรดีดังนั้นคนเราพอคิดอะไรไม่ออกแล้วก็ขอหันหน้าเข้าวัดไปก่อนก็แล้วกันแล้วค่อยใช้่เวลาเอื่อยเฉื่อยในวัดตั้งสติ ค่อย ๆ คิดหาทางออกให้กับชีวิตต่อไป
เขาตั้งใจว่าจะขออนุญาตหลวงตาบวชล้างซวย…
หมายถึงล้างบาปกรรมที่เ้าของร่างเดิมสร้างเอาไว้สักไม่กี่วันหลังจากนั้นพอสึกออกมาก็ค่อยเริ่มตั้งต้นชีวิตใหม่อย่างน้อยถ้าตอนที่บวชเขาถือศีลดี ปฏิบัติดี พอสึกออกมาแล้วก็น่าจะกู้ภาพลักษณ์เลวๆ ของเ้าของร่างเดิมจากชาวบ้านแถวนี้ได้อยู่บ้าง
ไม่ต้องถึงขั้นให้ดีเลิศประเสริฐศรีแต่อย่างน้อยหากมีคำว่า ‘ทิด[1]’ นำหน้าก็อาจจะทำให้ได้รับความเมตตาเป็มิตรจากชาวบ้านได้บ้างเท่านั้นก็พอ
“โยมเดชลมอะไรหอบมา โผล่หน้ามาวัดได้โดยไม่เมาแบบนี้?”
หลวงตาที่เป็เ้าอาวาสทักถามทันทีที่เห็นหน้าเ้าลูกพลับ
เพราะร่างเดิมของเดชาตามปกตินั้นสกปรกซกมกมาก ๆในภาคหลังจากตัดหนวดเคราตัดผมหลวงตาจึงจำชายหนุ่มไม่ได้ในคราแรกที่เห็นแต่เพราะเดชามีเสื้อผ้าใส่อยู่แค่ตัวสองตัวที่เก็บมาจากถังขยะชุดที่ใส่จึงซ้ำกันทุกวันจนคนแถวนี้จำได้อีกทั้งยังเห็นลูกพลับที่ปกติแล้วจะกลัวคนแปลกหน้าเดินจูงมือชายหนุ่มมาด้วยท่านเ้าอาวาสจึงเดาได้ว่าชายหน้าแปลกคนนี้น่าจะเป็เดชาในภาคตัดผมตัดหนวดอย่างแน่นอน
“ผมมีเื่อยากจะปรึกษาท่านสมภารขอรับ”
ไตเติ้ลพูดอย่างสุภาพทำเอาหลวงตาแช่มที่ไม่เคยชินเบิกตากว้างขึ้นทั้งยังเผลอกลั้นหายใจไปชั่วแวบหนึ่ง
“ป่วยรึ? หรือถูกใครตีหัวมา?”
เ้าอาวาสถามด้วยความสงสัยคนที่ปกติพูดจาหยาบคายแถมเมาทั้งวันอย่างเดชาอยู่ ๆ กลับมาสุภาพแบบนี้ทำเอาพระเ้าถึงกับตั้งรับไม่ถูก
“ผมอยากบวชขอรับ”
ไตเติ้ลพูดต่อโดยไม่สนใจปฏิกิริยาอาการประหลาดใจของอีกฝ่ายแต่พอเขาว่าอย่างนั้นก็กลับทำให้สมภารเ้าวัดถึงกลับเผลอกลั้นหายใจไปอีกชั่วครู่ดวงตาเล็ก ๆ แทบจะถลนออกมานอกเบ้า
“ให้อาตมาเรียกรถพยาบาลให้เอาไหม?”
หลวงตาแช่มถามด้วยสีหน้าจริงจัง
ซึ่งไตเติ้ลก็เชื่อได้เลยว่าหากเป็ในโลกที่เขาอยู่ในยุคปัจจุบันที่ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือติดตัวท่านสมภารคงจะคว้ามันมาโทรทันทีโดยไม่ถามหาความเห็นจากเขาอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของหลวงตาแช่มอย่างนั้นชายหนุ่มก็ถอนหายใจยาวเขาหันไปไล่ให้ลูกพลับลงไปวิ่งเล่นที่นอกกุฏิแล้วกลับมาปรึกษาความกับท่านเ้าอาวาสที่อยู่ตรงหน้าด้วยท่าทางจริงจังอีกครั้ง
“อันที่จริงเมื่อคืนผมถึงแก่ความตายไปแล้วครับ”ไตเติ้ลเริ่มเื่
“อาตมาคงต้องพาโยมไปส่งโรงพยาบาลจริง ๆ แล้วสิบอกแล้วว่าให้ลดเหล้าลดยาลงบ้าง ดื่มกินทุกวันแบบนี้ถึงแม้จะไม่เมาก็ทำให้สมองเสียกลายเป็คนบ้าเสียสติเอาได้ง่าย ๆ อย่างนี้แหละ”
หลวงตาถอนหายใจ เตรียมตัวจะลุกยืนขึ้น
“ฟังให้จบก่อนสิครับท่านสมภาร!”
ไตเติ้ลกระแทกลมหายใจเข้าให้บ้าง
อันที่จริงไอ้พวกเื่เหลือเชื่ออย่างตายแล้วฟื้นเนี่ยคนไทยออกจะชอบและงมงายเชื่อกันได้อย่างไม่ต้องถามหาเหตุผลเลยด้วยซ้ำทีแรกเขาคิดว่าจะเล่าความจริงแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆเล็กน้อยว่าเขาตายแล้วก็ฟื้นจึงทำให้มีดวงตาเปิดโลกเห็นธรรม ถึงขั้นคิดอยากจะบวช
นึกว่าจะใช้เป็ข้ออ้างได้ง่าย ๆ เสียอีกแต่ความว่าเครดิตเลว ๆ ของไอ้เ้าของร่างเดิมดันมีเยอะเกินนี่สิ เลยทำให้ขาดความน่าเชื่อถือแม้กระทั่งว่าจะทนฟังเขาพูดให้จบหลวงตาก็ยังไม่ยอมฟังเลย
หลวงตาแช่มมองหน้านายเดชเวอร์ชั่นแฮร์คัทจะว่าไปแล้วนอกจากการพูดจาจะเปลี่ยนไป สภาพภายนอกก็ดูเหมือนว่าเ้าตัวพยายามเปลี่ยนแปลงตนเองอยู่ด้วยนะนี่ ถ้าไม่ใช่อาการเมาแบบใหม่ไอ้เ้าคนนี้ก็คงจะมีอะไรสักอย่างที่พยายามเปลี่ยนแปลงตนเอง การนั่งทนฟังให้จบถึงแม้ว่าอาจจะเป็เื่เพ้อเจ้อก็คงจะไม่ทำให้เสียเวลาจำวัด[2]นานเกินไปหรอกมั้ง
“เอ้า! มีอะไรก็ว่ามา อย่ามาโกหกพกลมกับพระกับเ้านะโยม”เ้าอาวาสดักคอ
‘โอเคครับ ไม่โกหกแต่เล่าเื่จริงแค่ครึ่งเดียวพอนะครับ’
ไตเติ้ลคิดรับปากอยู่ในใจ
เขาพิจารณาดูแล้วคิดว่าการบอกว่าเดชาตายแล้วฟื้นนั้นมันดูจะน่าเชื่อถือมากกว่าบอกว่าโลกนี้เป็โลกในนิยายและตนเองเป็คนอื่นในโลกจริงที่ตายแล้วมาเกิดใหม่ในโลกนิยาย…
เนี่ย…! แค่คิดเรียบเรียงเองอยู่ในใจก็วุ่นวายพอดูแล้วจะบอกคนอื่นไปแบบนี้ให้อีกฝ่ายเข้าใจคงเป็ไปไม่ได้แน่ ๆ
“เมื่อคืนตอนที่เมาหนักผมหัวไปกระแทกผนังจังหวะนั้นมันเหมือนิญญาหลุดออกจากร่าง ผมได้รู้อนาคตบางอย่างที่จะเกิดขึ้นแล้วมันก็ไม่ใช่เื่ดีเลยครับพอได้โอกาสฟื้นมาเกิดใหม่ผมจึงตั้งใจว่าจะกลับเนื้อกลับตัว เลิกเหล้าให้เด็ดขาดสร้างบุญ ทำแต่ความดีให้หนัก ๆ ครับ”
“ก็เลยคิดจะบวช?”
หลวงตาซักทั้งที่ยังไม่ค่อยเชื่อถือสักเท่าไรคิดว่าไอ้เ้าเดชนี่น่าจะสลบจนฝันร้ายไปเป็ตุเป็ตะมากกว่าแต่ถึงอย่างนั้นถ้าทำให้ไอ้ขี้เมานี่กลับตัวกลับใจได้ก็นับเป็เื่ที่ดี
“ว่าจะบวชสักพักครับ เจตนาจะตั้งสติตั้งจิตให้ดีได้ก็จะสึกออกไปหาช่องทางทำมาหากินอย่างสุจริตครับ”
“อืม…นับว่าคิดดีว่าแต่อนาคตที่ว่าไม่ดีนั้นโยมเห็นอะไรล่ะ?”
“เห็นอนาคตของลูกพลับว่าจะโตไปเป็คนไม่ดี เป็หัวขโมยติดยา แล้วก็ฆ่าคนครับ” ไตเติ้ลเล่า…
ก็ไม่ได้โกหกนะ อ่านเจอเนื้อเื่มาก่อนก็เหมือนๆ กับได้เห็นอนาคตมานั่นแหละ
“ไอ้มะพลับมันเป็เด็กดี แต่พ่อมันเลวไม่ดูแลสั่งสอนลูก วัน ๆ เอาแต่ตบตีขี้เมาแล้วเอ็งคิดจะให้มันโตมาเป็คนดีได้ยังไงวะ ในเมื่อเอ็งไม่เคยสอนเื่ดี ๆ ให้มัน” หลวงตาฉวยโอกาสสั่งสอน
บางทีอาจจะเป็บุญเดิมของเ้าลูกมะพลับกระมังที่ดลบันดาลให้พ่อมันฝันเป็ตุเป็ตะจนถึงขั้นคิดจะกลับตัวกลับใจแบบนี้
“ยอมรับขอรับ” ไตเติ้ลทำหน้าสลด
เขาทำใจมาแต่แรกแล้วว่าตนไม่แคล้วจะต้องโดนครหาจากพฤติกรรมเลวๆ ของเ้าของร่างคนเดิม แต่ช่างมัน ตอนนี้ก็ทนมันไปก่อนต่อไปพฤติกรรมและการกระทำของเขาก็จะทำให้คนรอบข้างตัดสินได้เองว่าเขาไม่ใช่เดชาเลวๆ คนเดิมแล้วอย่างแน่นอน
แต่เดี๋ยวนะ…?
เขาย้อนอดีตมาปี พ.ศ.2538 วัดนี้อยู่ใกล้กับแม่น้ำเ้าพระยาถึงแม้จะเป็โลกในนิยายแต่ก็เป็นิยายที่เขียนมาจากโลกจริงดังนั้นแล้วเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้นในนิยายก็น่าจะเกิดขึ้นเหมือนกับในโลกจริงด้วยแน่ ๆ สิ?
ถ้าอย่างนั้นขอฉวยโอกาสสร้างเครดิตสักหน่อย พระเ้าคงจะไม่หาว่าเขาขี้โกงจนเกินไปหรอกนะ
“เดือนนี้เดือนอะไรนะขอรับ?” ไตเติ้ลถาม
“อุวะ เอาแต่เมามายจนไม่รู้วันรู้คืนเลยรึไอ้นี่”
หลวงตาขมวดคิ้ว เมื่อครู่ยังพูดเื่บวชอยู่ดี ๆตอนนี้มาถามหาเดือน หรือจริง ๆ แล้วไอ้เ้าเดชนี่จะแค่เมาจนสติฟั่นเฟือนธรรมดา ๆ
“หัวกระแทกครับ เลยลืมไปหลายเื่ แต่จำได้ว่าเป็ปีพ.ศ. 2538 ครับ” ไตเติ้ลหาข้อแก้ตัว
“เดือนนี้สิงหาคม พ.ศ.2538 มันทำไมรึ?จะนับฤกษ์ถือบวชด้วยรึ?”
“ต้นเดือนใช่ไหมครับ?”
“วันที่ห้ามีอะไรรึ จะบวชก็บวชเลย ที่วัดมีไตรจีวรมีอัฐบริขาร[3]ไว้ให้แล้วอย่ามาถือฤกษ์ยามไร้สาระ”
หลวงตากระแทกลมหายใจ
อย่างเ้าเดชที่ไม่มีเงินทองติดตัวจะจัดงานเป็หน้าเป็ตาถือฤกษ์ยามไปเพื่ออะไรหากคิดจะกลับตัวบวชเรียนก็ทำเสียตามฤกษ์สะดวก บวชเอาบุญ มิได้บวชเอาหน้าก็ไม่ควรจะมากเื่ให้เสียเวลา
“ไม่ใช่เื่นั้นครับ คือกลางเดือนหน้าน้ำจะท่วมครับ”
“ห๊ะ?” หลวงตาขมวดคิ้วฉับพลัน
“คือตอนนี้อยู่ใน่เปลี่ยนผ่านรัฐบาลใช่ไหมครับเดี๋ยวกลางเดือนประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีชื่อนาย บรรหาร ศิลปอาชาหลังจากคนนี้ขึ้นเป็นายกได้ไม่กี่วันใน่ฤดูมรสุมจะมีพายุเข้ามาไม่หยุดแล้วน้ำเหนือก็จะไหลสมทบลงมาทำให้น้ำท่วมวัดและบ้านเรือนริมสองฝั่งเ้าพระยายาวนานจนถึงเดือนพฤศจิกา มีคนเดือดร้อนและล้มตายไม่น้อยอยู่ครับ”
ไตเติ้ลอธิบายเขาคิดว่าท่านสมภารน่าจะไม่ยอมเชื่อเื่ที่เดชาตายแล้วฟื้นง่ายดายนักหรอกดังนั้นจึงขอฉวยโอกาสในการรู้อนาคตล่วงหน้าเล็กน้อยมาเพิ่มเครดิตให้ตนเองสักนิดก็แล้วกัน
ถ้าทำนายเื่น้ำท่วมใหญ่นี่ได้ตรงจากนี้ทำการทำงานอะไรก็อาจจะได้รับความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
ก็ได้แต่หวังว่าเหตุการณ์ในนิยายกับโลกจริงน่าจะไม่มีอะไรคลาดเคลื่อนต่างกันมากจนเกินไปหรอกนะ
ฝ่ายหลวงตาได้ฟังอย่างนั้นถึงกับนิ่งงันเผลอลืมหายใจนานไปชั่วครู่ใหญ่ ไม่ได้ใในคำทำนายเื่น้ำท่วมหรืออะไรใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ว่า...
ไอ้เ้าขี้เมาเดชคนนี้…
ตามปกติที่เคยเห็นเ้านี่ก็แค่กอดขวดเหล้าเมาอาละวาดด้วยวาจาหยาบคายไปวัน ๆ เื่การเมือง รัฐบาลใครเป็นายกอะไรพวกนี้ไม่เคยจะรู้เื่กับเขานักหรอก หนังสือหนังหาก็เรียนไม่จบแล้วอยู่ ๆ มาพูดจาใช้ศัพท์เหมือนพวกมีการศึกษา…
เปลี่ยนผ่านรัฐบาล? ฤดูมรสุม? น้ำเหนือไหลลงมาสมทบ?ไอ้คนที่ไม่ได้เรียนจนจบรู้จักศัพท์การใช้คำพูดคำจาแบบนี้ได้ยังไงกัน
“ไอ้ที่พูดมาเมื่อกี้คือสิ่งที่เอ็งฝันเห็นตอนที่ตายไปเมื่อคืนนี้รึ?” เ้าอาวาสซัก
“ขอรับ” ไตเติ้ลพนมมือพยักหน้ารับ
หลวงตาแช่มยังไม่พูดตอบอะไรได้แต่นิ่งเงียบแล้วครุ่นคิดอยู่นานด้วยสีหน้าที่ไตเติ้ลมิอาจคาดเดาได้จนกระทั่งเวลาผ่านไปชั่วระยะ พระรูปนั้นก็ถอนหายใจออกมายาวเสียเฮือกใหญ่ ๆก่อนจะกล่าวออกมาอย่างตัดสินใจ
“เอาไอ้เ้ามะพลับมาบวชด้วย”
“ขอรับ?” ไตเติ้ลเลิกคิ้ว
“ก็อยู่กันแค่สองคนพ่อลูก ถ้าเอ็งบวชแล้วใครจะดูแลมันไหน ๆ ก็ไหน ๆ กินข้าววัดกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วก็หิ้วกันมาบวชเรียนด้วยกันซะทั้งคู่นี่แหละ”
หลวงตาแช่มสั่งเสร็จก็ลุกขึ้นเดินเข้าห้องไปจำวัดอย่างไม่คิดแยแสอะไรอีก
เื่อนาคตคำทำนายของไอ้เ้าขี้เมาคนนี้จะเป็จริงหรือหลอกลวงก็ปล่อยมันไปให้เวลาเป็เครื่องตัดสินก็แล้วกันอีกไม่กี่วันก็จะเลือกตั้ง ใกล้รู้ผลแล้วว่าใครจะได้เป็นายกรัฐมนตรีคนต่อไปรอให้ถึงตอนนั้นก่อนค่อยเก็บเอาคำที่ไอ้เ้าขี้เมานี่บอกมาพิจารณาก็ยังไม่สาย
แต่เวลานี้ไหน ๆอีกฝ่ายที่ไม่เคยเอาดีมาก่อนในชีวิตก็มีความคิดจะกลับใจมาบวชเรียนกลับเนื้อกลับตัวให้เป็ผู้เป็คนขึ้นมาบ้างแล้วหลวงตาก็ไม่คิดจะละทิ้งโอกาสดี ๆอย่างนี้ไป หากกลับตัวได้ก็จะเป็บุญกุศลทั้งกับพ่อและเ้าลูกมะพลับที่เป็ลูกชาย
ทำทานด้วยการให้โอกาสเพียงครั้งเดียวแต่ช่วยได้ถึงสองชีวิตแบบนี้เรียกได้ว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม อย่างไรเสียก็ลาก
ให้มาบวชก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที.
[1]ทิดคำเรียกคนที่ผ่านการบวชเรียนมาแล้ว (หากเป็ทางเหนือจะเรียกว่า หนาน)
[2]จำวัดศัพท์หมวดพระแปลว่า นอนหลับ
[3]บริขารหมายถึงเครื่องใช้ไม้สอยที่จำเป็ของภิกษุ อัฐบริขาร แปลว่าบริขาร 8อย่างของพระสงฆ์เป็สิ่งจำเป็สำหรับใช้ในการบวช คือสบง (ผ้านุ่ง) จีวร สังฆาฏิ(ผ้าคลุมกันหนาวที่พระใช้ทาบบนจีวร) บาตร มีดโกน เข็ม ประคดเอว ธมกรก(กระบอกใส่น้ำ)