“ถ้าอย่างนั้นมนุษย์ดาวดวงอื่นที่ิญญาไม่เวียนว่ายตายเกิดชีวิตของพวกเขาจะเป็ยังไงครับ”
“นี่เป็คำถามที่ดีมาก” จื๋อซั่งกล่าวชมเชย “สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีการสืบพันธุ์ที่เป็เอกลักษณ์ของตัวเองยกตัวอย่างชาวดาวหลางซู่ที่อยู่ใกล้เรามากที่สุด” เขาปรับอุปกรณ์ฉายภาพ ภาพสามมิติของชาวดาวหลางซู่ปรากฏขึ้นในพื้นที่ว่างข้างๆ
“รุ่นเด็กของชาวหลางซู่เป็สัตว์แท้ ๆ เทียบกับลูกของสิ่งมีชีวิตอื่นแล้วชาวหลางซู่ที่เกิดออกมาในรูปแบบของสัตว์ป่ามีความสามารถในการอยู่รอดสูงกว่า แต่ก็จะมีสติปัญญาระดับสูงช้ากว่าเช่นกันชาวหลางซู่ในวัยเด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้ทักษะการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง พอถึง่วัยรุ่นก็จะมีความคุ้นเคยและสามารถสลับระหว่างสองรูปร่างได้อย่างอิสระอายุขัยเฉลี่ยของพวกเขาคือสองถึงสามร้อยปี วัยแข็งแกร่งของชีวิตจะกินเวลาไปถึงเก้าสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์และมีวัยชราเพียงสั้นๆ วัยชราของพวกเขาก็เหมือนกับวัยเด็กที่สามารถดำรงอยู่ได้ในรูปแบบของสัตว์ป่าเท่านั้นจากนั้นก็ตาย
“หลังจากชาวหลางซู่ตายแล้ว คนอื่นก็จะส่งร่างของพวกเขากลับสู่พื้นโลกจะว่าไปก็น่าสนใจ แม้ว่าพวกเขาจะเป็เผ่าพันธุ์ที่กินเนื้อเป็อาหาร แต่ว่ากลับเป็เผ่าพันธุ์ที่มีความศรัทธาในแผ่นดินมากกว่าใครทั้งหมดอาหารที่พวกเขาใช้เลี้ยงชีพคือหญ้า เมื่อตายแล้วก็จะกลายเป็สารอาหารบำรุงดินเป็การตอบแทน นี่เป็เผ่าพันธุ์ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติของดึกดำบรรพ์รักธรรมชาติ ศรัทธาในอิสระ และตอนนี้เป็ชาติที่ศิโรราบต่อพวกเรา”
“อะไรคือชาติที่ศิโรราบครับ”
“ก็คือเมื่อแพ้า ชาติที่ยอมศิโรราบจะต้องส่งเครื่องบรรณาการเข้ามาให้เราทุกปีเพื่อแสดงความจำนนยังมีชนเผ่าประเภทนี้อยู่ในกาแล็กซีหกเผ่า”
เหล่านักเรียนอุทานด้วยความใ “นี่พวกเราแข็งแกร่งขนาดนี้เลยเหรอ”
จื๋อซั่งยิ้มน้อย ๆ “ปัญหานี้น่ะ ไว้พวกเธอบรรลุนิติภาวะแล้วมีโอกาสเดินทางไปที่ดาวดวงอื่นก็จะพบว่าความแตกต่างระหว่างเรากับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ไม่ได้มีเพียงวิธีการสืบพันธุ์เท่านั้น”
เหล่านักเรียนต่างตั้งใจฟัง “แล้วยังมีวิธีการสืบพันธุ์แบบอื่นอีกเหรอคะ”
“เหมือนจะมีนะ” จื๋อซั่งกดรีโมตคอนโทรล เนื้อหาในภาพฉายฮอโลแกรมก็เปลี่ยนไปเป็แบบอื่น“นี่คือชาวโลกที่อยู่ห่างจากพวกเรามาก พวกเขาเกิดมาในรูปแบบของทารกแบบนี้”
ภาพของทารกชาวโลกกำลังคลานอยู่กลางอากาศ บางครั้งพยายามที่จะลุกขึ้นมาล้มลง แล้วลุกขึ้นมาอีกครั้ง
“ว้าว น่ารักจังเลย” เด็กนักเรียนหญิงจำนวนมากอดที่จะร้องอุทานไม่ได้
“ในระยะเยาว์วัยของชาวโลกจะไม่มีความทรงจำหรือความสามารถในการอยู่รอดใดๆ นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องเรียนรู้ทักษะให้ได้มากที่สุดในเวลาที่สั้นที่สุด ั้แ่สิ่งที่เป็พื้นฐานที่สุดเช่น การเดิน การกิน การพูด ไปจนถึงการปกป้องตัวเอง สิ่งเหล่านี้จะต้องผ่านการฝึกฝนจึงจะควบคุมได้”
“อย่างนั้นก็เหนื่อยมากสิคะ”
“ใช่ เหนื่อยมาก แต่ว่าก็ได้ความรู้สึกของความสำเร็จเหมือนกันชาวเทียนซู่อย่างเราไม่มีวันได้ัักับความสุขของการเติบโตแบบนั้น นั่นก็คือสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าวัยเด็ก”
ในที่สุดทารกในภาพก็ยืนตั้งไข่ได้สำเร็จ ค่อย ๆ เดินวิ่ง และะโโดยไม่ต้องอาศัยการช่วยเหลือใด ๆ รูปลักษณ์เปลี่ยนไป ร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างช้าๆ จนมีลักษณะคล้ายกับชาวเทียนซู่ระยะเยาว์วัย
“ตอนนี้ที่ทุกคนกำลังดูอยู่คือ่วัยรุ่นของชาวโลกอายุประมาณสิบห้าถึงสิบหกปี มาตรฐานการเป็ผู้ใหญ่ของพวกเขาถูกกำหนดไว้เหมือน ๆ กันโดยปกติแล้วขีดจำกัดนี้จะอยู่ที่อายุสิบแปดปี แต่บางครั้งก็แตกต่างกัน ทันทีที่ผ่าน่อายุที่กำหนดไว้ก็แสดงว่าได้กลายเป็ผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วโดยที่ไม่สนใจว่าความคิดของคนคนนี้เติบโตเต็มที่แล้วหรือยัง
“เมื่อชาวโลกกลายเป็ผู้ใหญ่ก็สามารถผสมพันธุ์และสืบพันธุ์ได้ตามกฎหมายประเทศส่วนใหญ่ปฏิบัติตามระบบหนึ่งสามีหนึ่งภรรยา แต่ระบบสามีภรรยาของพวกเขาสามารถยกเลิกได้ตลอดเวลาไม่มีความสัมพันธ์หนักแน่นเหมือนกับคู่สมรสชาวเทียนซู่”
การฉายภาพยังคงดำเนินต่อไป เหล่านักเรียนดูชีวิตของชาวโลกจบอย่างรวดเร็ววัยผู้ใหญ่ แต่งงาน มีลูก แก่ชรา จนกระทั่งตายกลายเป็เถ้าถ่าน
“เหลือเชื่อจริง ๆ” พวกเขาเพิ่งรู้เป็ครั้งแรกว่ามีสิ่งมีชีวิตแบบนี้อาศัยอยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ด้วยจึงรู้สึกตื่นใไปตาม ๆ กัน
“อายุขัยของชาวโลกสั้นกว่าพวกเรามาก เพราะว่าพวกเขามีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศดังนั้นทุกคนก็จะมีครอบครัว มีคนในครอบครัว ในภาษาของชาวโลก พวกเขาจะเรียกคนเหล่านี้ว่าคุณพ่อคุณแม่ พี่ชาย พี่สาว น้องชาย น้องสาว…”
เหล่านักเรียนต่างพึมพำท่องตามโดยไม่รู้ตัว คำเหล่านี้คือสิ่งแปลกใหม่โดยสิ้นเชิงแต่เมื่อพูดออกมาแล้วกลับคล่องปาก
“ชาวเทียนซู่ไม่มีระบบครอบครัวขนาดใหญ่เหมือนกับชาวโลกและไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเื แต่ว่าพวกเราก็สามารถมีคนในครอบครัวได้” เขาหัวเราะพลางมองไปยังเหยาไถ“อาเหยาคือคนในครอบครัวของฉัน จากนี้ไปพวกเธอก็จะมีครอบครัวเป็ของตัวเอง”
“แต่ว่าพวกเราไม่มีพี่ชาย พี่สาว น้องชาย น้องสาวอะไรแบบนั้น…”
จื๋อซั่งครุ่นคิดเล็กน้อย “พวกเธอสงสัยหรือเปล่าว่าในเมื่อพวกเราทุกคนเกิดมาจากจิติญญาแล้วชื่อของเรามาจากไหน”
นี่เป็ครั้งแรกที่ทุกคนสังเกตถึงปัญหานี้ พวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเื่นี้เลย
“คำตอบก็อยู่ที่คลังเก็บพลังงาน หลังจากที่ทุกิญญากลับมาแล้วพวกเราก็จะถูกจัดเรียงตามลำดับ ทุก ๆ คลังจะมีนามสกุลเป็ของตัวเอง ส่วนชื่อตัวก็มีลำดับที่แน่นอนเหมือนกันเมื่อเราจับคู่นามสกุลกับชื่อคนเข้าด้วยกัน ก็จะเป็ชื่อของทุกคนในปัจจุบัน”
ทุกคนต่างเข้าใจในทันที ที่แท้เป็แบบนี้นี่เอง
“ถ้างั้น… ที่จริงผมก็แค่แอบคิดนะ คนที่หลับและตื่นในคลังเก็บพลังงานเดียวกับพวกเราใช้นามสกุลร่วมกับพวกเรา ก็ถือว่าเป็พี่น้องของพวกเราไม่ใช่เหรอครับ”
“อา” จู่ ๆ คนจำนวนมากก็รู้สึกว่าหัวใจเปล่งประกาย “ที่แท้พวกเราก็เป็ครอบครัวเดียวกันโดยไม่รู้ตัวศาสตราจารย์ครับ ผมขอไปดูคลังเก็บพลังงานที่ผมเคยอยู่ได้ไหมครับ”
“ได้แน่นอน” จื๋อซั่งเอ่ยยิ้ม ๆ “ทุกคนสามารถตรวจสอบนามสกุลของตัวเองบนแผ่นป้ายทางขวามือของฉันก็จะเจอคลังเก็บพลังงานของตัวเองตามโซนที่บอกไว้”
พวกนักเรียนที่ตื่นเต้นรีบกรูกันเข้าไปที่แผ่นป้าย หลิงเซียวที่สายตาไวเจอเขตพื้นที่ของสกุลหลิงท่ามกลางนามสกุลต่างๆ ก่อนใครเพื่อน เมื่อเขาเดินหาตามป้ายบอกทางก็พบว่าห้องโถงนั้นใหญ่กว่าที่คิดไว้มากเ้าหน้าที่ที่พบเห็นระหว่างทางต่างใช้พาหนะขนาดเล็กในการเคลื่อนที่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความกว้างใหญ่ของสถานที่แห่งนี้
“หลิง หลิง หลิง…” เขากำลังค้นหาคลังเก็บพลังงานในแต่ละแถวในที่สุดก็พบคลังเก็บพลังงานของสกุลหลิง
“ที่นี่ก็คือที่ที่ฉันตื่นขึ้นมา…” เขาวางมือบนฝาปิดผนึกความรู้สึกคุ้นเคยก่อตัวขึ้นในหัวใจ
ด้านข้างของคลังเก็บพลังงานมีชื่อของคนที่ตื่นขึ้นจากสถานที่แห่งนี้ถูกบันทึกไว้ถี่ยิบชื่อของหลิงเซียวเรียงอยู่ท้ายแถวอย่างชัดเจน ชื่อที่อยู่ก่อนหน้าเขาล้วนเป็รุ่นพี่ของสกุลหลิง
“หลิงหยาง หลิงหลาง หลิงเต้าซี… ที่แท้คนพวกนี้ก็เป็รุ่นพี่ของฉันไม่รู้ว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า” หลิงเซียวพึมพำกับตัวเอง
ชื่อของิญญาที่กำลังหลับใหลอยู่ในคลังขณะนี้สะดุดตาเขาเป็พิเศษหลิงเซียวอดที่จะพูดชื่อออกมาไม่ได้ “หลิง เสี่ยว ลู่ นายน่าจะเป็น้องชายฉันสินะ…”
เขารู้สึกว่าคำที่ต้องใช้ปลายลิ้นัักับฟันสองครั้งนั้นเป็คำที่น่ารักมากจึงพูดออกมาอีกครั้งอย่างชัดเจน “ตี้ตี่[1] ฉันก็มีคนในครอบครัวแล้วเหมือนกัน”
เขาก้มตัวไปแนบบนแคปซูลที่ปิดสนิทอย่างระมัดระวัง แนบหูชิดกับมันแล้วหลับตาลงรู้สึกราวกับว่าได้ยินเสียงเต้นของหัวใจที่ดังมาจากข้างในจริง ๆ “นายจะต้องรีบตื่นขึ้นมา…”
รอบกายเงียบลงแล้ว มีเพียงเสียงการเต้นของหัวใจที่ดังขึ้นอย่างสม่ำเสมอหลิงเซียวหลับตาลงคล้ายกำลังนอนหลับอย่างสงบ นี่คือความรู้สึกปลอดภัยที่ได้กลับไปหาแม่ที่ชาวเทียนซู่ไม่มีวันเข้าใจแต่ว่ามันกลับผุดขึ้นในสมองของหลิงเซียวอย่างชัดเจนในขณะนี้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน หลิงเซียวลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ และตัวอักษรที่ซับซ้อนก็ปรากฏขึ้นในสายตาของเขา เขาเพ่งสายตาไปหลายครั้งภาพที่พร่ามัวจึงค่อยๆ เด่นชัดขึ้น ในที่สุดคำว่า “อิ๋ง” ก็ปรากฏขึ้น
หลิงเซียวที่สติกำลังกระเจิดกระเจิงตกตะลึงไปชั่วขณะ ตัวอักษรนี้ดูคุ้นตาจัง เหมือนฉันเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อน
เขาเหลือบตามองคำว่าหลิงที่คลังของตัวเอง แล้วก็จ้องไปที่คำว่าอิ๋งข้าง ๆ พลันะโถอยหลังไปครึ่งเมตรด้วยความตื่นตระหนก จากนั้นก็เหลือบไปเห็นอิ๋งเฟิงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ตรงนั้นั้แ่เมื่อไร หรือว่าเมื่อกี้เขายืนมองอยู่ตรงนี้ตลอดเวลา
เมื่อนึกถึงท่าทางที่ไร้เดียงสาของตัวเองเมื่อกี้ หลิงเซียวก็นึกอยากจะตักน้ำในสระชำระจิตมาสาดอีกฝ่ายเพื่อล้างความทรงจำเสียเหลือเกิน
“นายมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง” หลิงเซียวยืนอยู่หน้าอาณาเขตของตนเองพร้อมถามอย่างตรงไปตรงมา
อิ๋งเฟิงมองเขาด้วยสายตาราวกับว่าเขาเพี้ยนไปแล้ว ก่อนเดินตรงไปยังคลังที่อยู่ด้านข้างในเวลานี้คลังนั้นก็มีิญญาที่กำลังหลับใหลอยู่เหมือนกัน บนป้ายชื่อเขียนไว้ว่า อิ๋งเจิ้ง
สมองของหลิงเซียวทำงานอย่างหนัก ในที่สุดก็นึกออกว่าทำไมตัวเองถึงคิดว่าคำนั้นดูคุ้นเคยที่แท้ข้าง ๆ ก็คือคลังแม่ของอิ๋งเฟิงนี่เอง หลิงเซียวมอง ๆ ดูก็พบว่าระยะห่างระหว่างคลังเก็บพลังงานทั้งสองไม่ถึงหนึ่งเมตรด้วยซ้ำ นี่ก็ไม่ต่างอะไรจากการนอนร่วมเตียงเดียวกัน ระหว่างที่หลับใหลมากว่าสิบยี่สิบปีเขากับอิ๋งเฟิงก็คือเพื่อนบ้านกันอย่างนั้นเหรอ
อิ๋งเฟิงไม่สนใจหลิงเซียวที่จ้องเขม็งอยู่ข้าง ๆ ยกมือขวาขึ้นมาวางลงบนคลังเงียบๆ เลียนแบบพฤติกรรมของเขาเมื่อครู่ ทันใดนั้นหลิงเซียวก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาดกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว อิ๋งเฟิงก็ััถึงความรู้สึกอัศจรรย์นั่นได้เหมือนกันเหรอ
ทั้งสองคนไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมาอีก เหมือนอากาศถูกแช่แข็งไปแล้ว
เสียงหนึ่งดังขึ้นทำลายความเงียบ “เอ๋ พวกนายสองคนก็อยู่นี่เหรอ”
หลิงเซียวที่เหมือนถูกปลุกให้ตื่นหันไปมอง “นายมาได้ยังไง”
คนนั้นก็คือผิงจง “ฉันก็อยู่โซนนี้”
เขาชี้ไปยังตัวอักษร “ผิง” ขนาดใหญ่เหนือคลังซึ่งอยู่ห่างจากพวกหลิงเซียวเพียงทางเดินกั้นเท่านั้น“ดูเหมือนว่าชาติที่แล้วพวกเราก็สนิทกันใช้ได้นะ”
“นั่นสิ” หลิงเซียวเหลือบมองอิ๋งเฟิง เขายังคงสงวนท่าทีไม่ได้แสดงอาการใด ๆ “ไม่รู้ว่าถูกแบ่งด้วยหลักการอะไร”
“น่าจะเป็การออกเสียง นายไม่รู้สึกเหรอว่า หลิง อิ๋งแล้วก็ผิง การออกเสียงคล้ายกันมากเลยใช่ไหมล่ะ”
หลิงเซียวสังเกตตามอย่างละเอียด ใช่จริงด้วย เขารีบมองไปยังทางซ้ายมือของตัวเอง“เหมือนจะเป็แบบนั้นจริง ๆ ข้างนี้ของฉันคือิ”
“ข้าง ๆ ฉันก็… จิ่ง แล้วก็ปิง”
เมื่อทั้งสองคนค้นพบจุดที่น่าสนใจก็วิ่งไล่ดูไปเรื่อยๆ ทันใดนั้นห้องโถงที่เงียบเป็ป่าช้าเมื่อครู่ก็เต็มไปด้วยเสียงะโโต้ตอบอย่างคึกคักของพวกเขา
“หนวกหูเป็บ้า” หลังจากที่หลิงเซียววิ่งวนกลับมายังจุดเดิมก็ได้ยินอิ๋งเฟิงพูดเสียงต่ำ
หลิงเซียวกำลังจะตอกกลับว่าเกี่ยวอะไรกับนาย จู่ ๆ เสียงเตือนภัยแสบแก้วหูก็ดังขึ้นในฐานเสียงนกหวีดแหลมสูงและเร่งเร้าดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“เกิดอะไรขึ้น” หลิงเซียวตื่นตัวทันที
“รวมตัวกันก่อนค่อยว่ากัน!” ผิงจงออกวิ่งไปทางศูนย์บัญชาการแล้วหลิงเซียวตามหลังเขาไปติด ๆ แต่กลับถูกคนดึงไว้อย่างแรง เขาหันหลังกลับไปด้วยความใก็เห็นอิ๋งเฟิงที่แทบจะไม่สุงสิงกับเขาเลยส่งสายตาแปลกประหลาดมาให้
“มีอะไรเหรอ” ผิงจงเห็นว่าเขาไม่ได้ตามมาก็หันกลับไปถาม
หลิงเซียวพลันนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองยังมีภารกิจอีกอย่าง“นายไปรวมตัวกับหลันเฉิงก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันตามไป!”
“นี่! นายจะไปไหนน่ะ” ผิงจงจะเรียกเขาไว้ แต่เพียงพริบตาทั้งสองคนก็วิ่งหายลับไปแล้ว
ผิงจงเป็ห่วงหลันเฉิงมากกว่า จึงต้องตัดใจที่จะตามไปแล้วกลับไปยังศูนย์บัญชาการด้วยความเร็วสูงสุด โชคดีที่หลันเฉิงอยู่ที่นี่แล้ว
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ” เขาถาม
หลันเฉิงมาถึงก่อนเขาสักพักแล้ว จึงพอเข้าใจสถานการณ์อยู่บ้าง“พยากรณ์ดาราศาสตร์บอกว่าดาวเคราะห์น้อยบริเวณใกล้เคียงแตกตัวโดยบังเอิญ มีการคาดการณ์ว่าอาจจะมีอุกกาบาตตกลงมาใกล้ที่นี่”
การแตกตัวของดาวเคราะห์เป็เหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ที่พบเห็นได้ทั่วไปที่นี่ผิงจงสังเกตโดยรอบ แม้ว่าสัญญาณเตือนภัยยังคงดังไม่หยุด แต่ว่าเ้าหน้าที่ทุกคนต่างทำงานอย่างเป็ระเบียบในที่ประจำของตัวเองไม่มีใครแสดงอาการตื่นตระหนกเลย
แผงควบคุมคลังเก็บพลังงานถูกปรับเปลี่ยนเป็แผงควบคุมติดตามทางดาราศาสตร์ขนาดใหญ่เรียบร้อยแล้วตัวเลขและสัญลักษณ์ที่ซับซ้อนกำลังเด้งขึ้นมาบนหน้าจอภาพอย่างรวดเร็ว หลันเฉิงไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับเื่นี้เลยรู้แค่ว่าภาพอาคารปลูกสร้างที่สำคัญที่สุดของดาวเทียนซู่กำลังฉายอยู่บนกลางหน้าจอ…ประภาคารแห่งจิติญญา
เ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยจับกลุ่มนักเรียนแล้วจัดการอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยทุกคนต่างกังวลและยิงคำถามผู้ใหญ่กันจ้าละหวั่น
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“ตรงนี้จะถูกอุกกาบาตชนหรือเปล่าครับ”
“พวกเราจะเป็อันตรายหรือเปล่า”
เ้าหน้าที่สงบสติอารมณ์ในขณะพยายามรักษาความสงบเรียบร้อย“ไม่ต้องเป็ห่วง นี่แค่เื่เล็ก ฐานสามารถรับรองความปลอดภัยของนักเรียนได้แน่นอน”
ผิงจงพยายามเบียดไปด้านหน้าของฝูงชน
“พวกเรายังมีเพื่อนอีกหนึ่ง… ไม่สิ อีกสองคนยังไม่ได้กลับมาเลยครบั”
คำพูดของเขาเรียกความสนใจของเ้าหน้าที่ทันที “พวกเขาอยู่ไหน”
“ครั้งสุดท้ายเห็นอยู่ที่โซนจีสามครับ”
อีกฝ่ายรีบส่งข้อมูลนี้ไปยังเพื่อนร่วมงานอย่างรวดเร็วผ่านอุปกรณ์สนทนาจากนั้นเขาก็ปิดตัวสื่อสาร แล้วบอกว่า “วางใจเถอะ ฉันส่งพนักงานไปตามหาที่นั่นแล้วเราจะไม่ปล่อยให้นักเรียนคนไหนได้รับอันตรายเด็ดขาด!”
[1]ตี้ตี่หมายถึงน้องชาย