หนิงเจี่ยเก็บป้ายหยก"ซิน" เข้าในสาบเสื้อ สายตาจับจ้องไปยังทางขึ้นเขาหลงเซี่ยงที่ลึกลับ ขุนพลหงเฉิน ที่บัดนี้สวมเกราะมหาอุปราชทมิฬอันน่าเกรงขามควบม้าศึกลาวาโลกันตร์เข้ามาใกล้ แม้เขาจะถูกพันธนาการด้วยิญญาแต่สติปัญญาและท่าทีเยี่ยงยอดนักรบยังคงเดิม เขาััได้ถึงความสงสัยของนายท่านจึงเอ่ยปากเล่าความลับที่สั่นคลอนหัวใจของทุกคน
"นายท่าน..."หงเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกแฝงความยำเกรง"ที่แห่งนี้มิใช่หุบเขามารธรรมดา จากที่ข้าศึกษามา โครงสร้างของเขาแห่งนี้คือ แดนเทพ โดยแท้จริงมันถูกสร้างขึ้นโดยยอดฝีมือที่พลังอยู่เหนือสามัญสำนึก หรืออาจเป็ ระดับเทพเ้า เป็ผู้รังสรรค์ขึ้นมา"
เขาผายมือไปยังพื้นที่ที่พวกเขายืนอยู่"ที่ที่เรายืนอยู่นี้ ข้าอนุมานว่าเป็เพียง บันไดขั้นที่ 2 จากทั้งหมด 24 ขั้น เท่านั้น"
ต้วนผิงอันและหนิวมู่อี้ ถึงกับหน้าซีดเผือดบันไดขั้นที่สองยังแทบเอาชีวิตไม่รอด แล้วขั้นที่เหลือจะน่ากลัวขนาดไหน!
"ข้าเคยลอบบุกทะลวงขึ้นไปด้วยร่างจริง...ด้วยพลังที่ข้าเคยมี ข้าฝืนฝ่าไปได้ถึงเพียง ขั้นที่ 6 เท่านั้น"ดวงตาในกะโหลกทอแววรำลึกถึงความพ่ายแพ้ในอดีตก่อนจะหันมามองหนิงเจี่ยด้วยความจริงจัง "ข้าขอเตือนท่าน...บันไดขั้นถัดไปมิใช่สิ่งที่พลังของพวกท่านในยามนี้จะผ่านไปได้ง่ายๆ"
หงเฉินก้มศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อขออนุญาตชี้แนะเ้านายหนุ่ม
"ข้าเสนอให้พวกท่านใช้ลานกว้าง้าซึ่งก็คือ ชั้นที่ 3เป็สถานที่สงบกายและใจเพื่อฝึกฝนที่นั่นมีแรงกดดันที่พอเหมาะสำหรับการขัดเกลาฝีมือ ข้าน้อยผู้นี้...ขอบังอาจขอเป็ คู่ซ้อม และชี้แนะเชิงยุทธ์ให้แก่พวกท่านทั้งสามเอง"
หนิงเจี่ย พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่งเขาเพิ่งได้รับพลังมหาศาลมาแต่ยังควบคุมไม่ได้เต็มร้อยส่วนผิงอันและมู่อี้ก็เพิ่งได้อาวุธและลูกกลอนใหม่ การมีขุนพลระดับเจ็ดดาราขั้นสูงสุดที่มีประสบการณ์านับร้อยปีมาเป็ผู้ชี้แนะย่อมเป็โอกาสที่หาไม่ได้อีกแล้ว
"ตกลงหงเฉิน... นำพวกเราไปยังชั้นที่ 3" หนิงเจี่ยประกาศกร้าว"พวกเราจะฝึกฝนที่นั่นจนกว่าเพลงหมัดและเพลงดาบของข้าจะ 'ปล่อยและรั้ง' ได้ดั่งใจและจนกว่าพวกเ้าสองคนจะพร้อมเผชิญหน้ากับบันไดขั้นต่อไป!"
เมื่อทั้งหมดก้าวขึ้นสู่ลานกว้างในชั้นที่3 แรงกดดันมหาศาลพุ่งเข้าปะทะร่างทันทีปรากฏเหตุการณ์มหัศจรรย์ขึ้น เมื่อพวกเขาขึ้นถึงชั้นสาม ปรากฏแสงสีรุ้งตัดสลับเป็ชั้นทะลวงถึงยอดเขานับคราวๆได้ 21 ชั้น แสดงว่าที่หงเฉินผู้ไว้เป็ความจริง เขาลูกนี้บ่งเป็ 24ชั้นจริงๆ หงเฉินลงจากหลังม้า ถือง้าวสีชาดที่ถูกวิวัฒน์ใหม่ยืนตระหง่านพลางล้วงมือเข้าไปในเกราะข้างม้า ที่บัดนี้เห็นมีง้าวหักสีชาดเสียบอยู่เขาดึงง้าวออกมาจากช่องเสียบเกราะ และหยิบแก่นิญญากระดูกขาวขวดหยกอีกขวดเ และคัมภีร์เล่มหนึ่งออกมา พลางกล่าว นี่คือของจ้าวอสุรกายกระโหลกที่ข้าแฝงร่างมันมีความจำเป็ต่อการยกระดับกำลังรบของพวกท่านจึงขอมอบให้นายท่านเก็บไว้หนิงเจี่ยยืนมือรับเสียงอันเป็เอกลักษณ์และคุ้นเคยพลันดังขึ้น $$”{ตรวจพบ... แก่นิญญากระดูกขาว' ‘คัมภีร์กะโหลกโลกันตร์’ และ 'ง้าวสีชาดหัก' และน้ำค้างหยกโลหิตขาว ระดับิญญาขั้นชิงชี่้ารวบรวมเพื่อวิวัฒน์หรือไม่? }$$ หนิงเจี่ยพลันกล่าวขึ้นในใจ “วิวัฒน์ง้าวหักสีชาดและคัมภีร์กะโหลกโลกันตร์อย่างอื่นเก็บเอาไว้ก่อน”
แสงสีทองทมิฬจากระบบวิวัฒน์พุ่งเข้าห่อหุ้มไอเทมที่หนิงเจี่ยเลือกทันทีพลังงานบีบอัดจนเกิดเสียงโหยหวนของิญญาอสุรกายก่อนจะสงบลงกลายเป็ความน่าเกรงขาม
เมื่อแสงจางลงไอเทมทั้งสองชิ้นถูกเปลี่ยนสภาพไปอย่างสิ้นเชิงเพื่อรองรับสไตล์การต่อสู้ที่ดุดันของผิงอัน:
เศษง้าวหักที่เคยหมองแสงบัดนี้มันถูกหลอมรวมใหม่ด้วยพลังวิวัฒน์ตัวง้าวเป็โลหะสีแดงเข้มดุจโลหิตทาบทับด้วยลายเส้นสีดำของพลังสุญญตาคมง้าวมีความหยักโค้งราวกับเขี้ยวอสูรและแผ่ไอความร้อนที่สามารถหลอมละลายชุดเกราะธรรมดาได้เพียงแค่เข้าใกล้ [ง้าวโลกันตร์ชาดทลายพสุธา]
ง้าวนี้สามารถขยายความยาวได้ตามพลังปราณของผู้ใช้และมีคุณสมบัติ "ดูดกลืนแรงกระแทก" เมื่อปะทะกับอาวุธศัตรูมันจะสะสมพลังไว้ที่ตัวง้าวเพื่อะเิออกในการโจมตีครั้งถัดไป
คัมภีร์กะโหลกโลกันตร์สายมารเดิมถูกระบบชำระล้างและวิวัฒน์ให้กลายเป็วิชาสายเทพาเนื้อหาภายในเปลี่ยนจากการใช้ซากศพ เป็การ "สร้างเกราะปราณอสูร" ห่อหุ้มร่างกาย
เน้นการเคลื่อนที่ที่หนักแน่นและพลังทำลายล้างแบบวงกว้างเหมาะสมกับร่างกายที่แข็งแกร่ง วิวัฒน์ [คัมภีร์เทพอสูรสะท้านโลกันตร์]
คนทั้งสามใเป็อย่างมากแต่พวกเขาก็เห็นความลึกลับของชายหนุ่มมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว จึงคลายความใลงมาได้บ้างขนาดขุนศึกขุนเฉินยังกลายเป็เชื่อฟังขนาดนี้มันก็ไม่น่าที่จะต้องสนใจอะไรให้รกหัวแล้วกะมังผิงอันและมู่อี้สะบัดหน้าไปมากระตุ้นให้ตื่นจากความมึนงง
หนิงเจี่ยยื่นง้าวที่หนักอึ้งและคัมภีร์ที่แผ่ไอพลังรุนแรงให้แก่ต้วนผิงอัน
"ผิงอัน...ง้าวเล่มนี้และคัมภีร์นี้ เดิมทีเป็ของอสุรกายที่ร้ายกาจ แต่บัดนี้ข้าขอมอบอาวุธเทพาสำหรับเ้ารับไป! "
ต้วนผิงอัน: (รับง้าวมาถือไว้ด้วยมือทั้งสองข้างรู้สึกถึงพลังที่สอดประสานเข้ากับเส้นชีพจร) "หนิงเจี่ย...ข้าััได้ถึงความโกรธเกรี้ยวและพลังที่พลุ่งพล่านอยู่ในง้าวเล่มนี้ข้าขอสัญญา... ข้าจะใช้มันฝึกฝนตนเองให้แข็งแกร่ง ไม่ทำให้เ้าผิดหวังแน่นอน"
หงเฉิน: (มองดูการเปลี่ยนแปลงด้วยความทึ่ง) พลางคิด "นายท่าน...ท่านช่างดูลึกลับน่าเกรงขามที่น่าหวาดหวั่นนัก"
หงเฉินพลันขยับตัวตั้งท่ามือหนึ่งไพร่หลัง อีกมือหนึ่งไม่ทราบมีง้าวน่ากลัวเล่มหนึ่งั้แ่เมื่อใดนี่คือง้าวที่เกิดจากการวิวัฒน์ใหม่ ง้าวมหาอุปราชทมิฬไว้มั่นแผ่พุ่งรังสีฆ่าฟันระดับชิชิง (เจ็ดดารา) ออกมาเพื่อกดดันทั้งสามคน
หงเฉิน: "ในเมื่อศาสตราพร้อมแล้ว... ก็อย่ามัวรอช้า!ต้วนผิงอัน เ้าใช้พลังง้าวใหม่นั่นเข้ามานำหน้า! หนิวมู่อี้สนับสนุนด้วยอาคมสายฟ้า! และนายท่าน... ข้าอยากเห็นว่าท่านจะรั้งและปล่อยพลังผ่านเพลงดาบได้ดีเพียงใด... เข้ามา!!!"
การซ้อมรบระดับนรกเริ่มต้นขึ้นทันทีแรงปะทะของอาวุธวิวัฒน์ทั้งสามสายะเืไปทั่วชั้นที่ 3 ของเขาหลงเซียง! เวลาสองเดือนบนบันไดขั้นที่ 3ของเขาหลงเซี่ยงไม่ได้ผ่านไปอย่างสงบสุขแต่มันคือ "ฝันร้ายที่ตื่นอยู่" สำหรับหนิงเจี่ยและสหายทั้งลานกว้างบัดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยการทำลายล้าง หลุมลึกจากแรงะเิและคราบเืที่แห้งกรังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ขุนพลหงเฉิน ในร่างเกราะมหาอุปราชทมิฬยืนตระหง่านดุจรูปปั้นปีศาจที่ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเขาประกาศกร้าวั้แ่วันแรกว่าจะกดพลังฝึกปรือไว้ที่ ระดับหยวนเต้าขั้นสูง ซึ่งเหนือกว่าทั้งสามคนเพียงหนึ่ง
ต้วนผิงอัน: ร่างกายที่เคยกำยำบัดนี้เต็มไปด้วยรอยแผลเป็ใหม่ซ้อนทับรอยเก่าแขนทั้งสองข้างสั่นระริกจากการปะทะกับง้าวของหงเฉินนับหมื่นครั้งง้าวโลกันตร์ชาดในมือเขาบัดนี้ดูดุดันขึ้นแต่น้ำหนักของมันก็เกือบจะรั้งให้เขาขยับไม่ออกในหลายครั้งที่เรี่ยวแรงหมดก๊อก
หนิวมู่อี้: ใบหน้าที่เคยสดใสบัดนี้ซูบตอบดวงตาแดงก่ำจากการอดนอนเพื่อวิจัยเคล็ดวิชาฝ่ามือสยบเนตรดาราคทาพฤกษาอัสนีของเขาหักกลางไปถึงสองครั้ง(ก่อนจะถูกหนิงเจี่ยวิวัฒน์ซ่อมแซมให้ใหม่)เขาต้องร่ายอาคมในสภาวะที่ปอดแทบจะะเิออก
อวิ่นหนิงเจี่ย: สาหัสที่สุดในกลุ่มเพราะเขาต้องรับหน้าที่เป็ "กองหน้า" และ "ตัวเปิด" ทุกครั้งร่างกายที่เคยมีรอยแตกเหมือนกระเบื้องเคลือบ บัดนี้สมานกันจนดูแกร่งดุจเหล็กกล้าแต่ภายในจิตใจเขาต้องสู้กับสภาวะพลังพยศของดาราทองและปราณทมิฬที่พยายามจะกัดกินสติทุกวินาที
"ช้าไป!มู่อี้... ฝ่ามือของเ้าเบาราวกับปุยเมฆจะไปสยบใครได้!"หงเฉินคำรามพลางเหวี่ยงง้าวเพียงมือเดียวปัดพลังอัสนีของมู่อี้กระเด็นไปกระแทกหน้าผา
"ผิงอัน!แรงของเ้าหายไปไหนหมด! กินข้าวหรือกินลมเข้าไป!"หงเฉินสืบเท้าเพียงก้าวเดียวก็เข้าถึงตัวผิงอันก่อนจะใช้ด้ามง้าวตีกระแทกเข้าที่ซี่โครงจนผิงอันกระเด็นกระดอนกระแทกพื้นดินเืกบปาก
หนิงเจี่ยพุ่งเข้าใส่จากมุมมืดดาบอัสนีเผาผลาญเปล่งแสงสีม่วงดำ "รั้ง... และปล่อย!"เขาพยายามสลับธาตุอัสนีเป็สุญญตาเพื่อเจาะเกราะหงเฉินแต่ขุนพลโบราณกลับเอียงคอหลบเพียงมิลลิเมตร
หงเฉิน: "นายท่าน... จิตสังหารของท่านแรงเกินไปจนข้าััได้แม้ไม่ต้องมอง! ถ้าท่านยัง 'รั้ง' จิตไม่อยู่ท่านก็เป็ได้แค่ไอ้หนุ่มถือดาบไร้ค่า!"
หงเฉินซัดฝ่ามือเข้าที่ยอดอกของหนิงเจี่ยจนกระดูกหน้าอกลั่น กร๊อบ! ร่างของเด็กหนุ่มปลิวไปกระแทกกับกำแพงหินจนสลบเหมือดไปชั่วครู่
ทุ่มแล้วทุ่มเล่า วันแล้ววันเล่าทั้งสามแทบไม่ได้วางอาวุธบางครั้งหงเฉินจะจู่โจมแม้กระทั่งตอนที่พวกเขากำลังกินข้าวหรือดื่มน้ำเพื่อฝึกสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
หนิวมู่อี้: (พึมพำขณะพันผ้าพันแผล) "ข้า...ข้าคิดว่าข้าเห็นปู่ข้ากวักมือเรียกอยู่บนยอดเขาแล้วนะผิงอัน..." ต้วนผิงอัน: (บ้วนเืทิ้ง) "ปู่เ้าอาจจะรอนานหน่อย...เพราะข้ายังไม่อนุญาตให้เ้าตาย" หนิงเจี่ย: (นั่งสมาธิทั้งที่ร่างกายสั่นเทา) "อีกนิดเดียว...ข้าเริ่มััได้ถึง 'จังหวะ'ของเขาแล้ว...พรุ่งนี้เราจะเอาคืนให้ได้สักแผล"
อีกครึ่งเดือนต่อมา ลานกว้างบนบันไดขั้นที่3 สั่นะเืเลื่อนลั่นด้วยรังสีฆ่าฟัน ขุนพลหงเฉิน ยืนตระหง่านดุจขุนเขาเหล็กบรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยวด้วยไอม่วงแห่งปราณครามระดับสูงเขาไม่ได้มองทั้งสามเป็เพียงเด็กหนุ่มอีกต่อไป แต่เป็นักรบที่ต้องสยบด้วยกำลัง!
"รับมือ!" ต้วนผิงอันคำรามลั่นสองมือกระชับ ง้าวโลกันตร์ชาดทลายพสุธา พุ่งทะยานเข้าหาหงเฉินเป็คนแรกตัวง้าวแผ่ไอความร้อนจนอากาศบิดตัว เขาเหวี่ยงง้าวเป็วงกลมก่อนจะฟาดลงพื้นเต็มแรง
พื้นหินใต้เท้าหงเฉินแตกกระจายพุ่งขึ้นเป็คมเขี้ยวศิลาแฝงด้วยแรงะเิของปราณชาด หงเฉินยกง้าวมหาอุปราชทมิฬขึ้นต้านรับแต่แรงปะทะหนักหน่วงจนพื้นหินยุบตัวขุนพลโบราณถึงกับหน้าเปลี่ยนสีเมื่อพบว่าเท้าของเขา ถอยร่นไปสามก้าว จากพละกำลังมหาศาลที่ถูกสะสมไว้ในตัวง้าว!
ในจังหวะที่หงเฉินเสียหลัก ม้าศึกลาวาโลกันตร์ เตรียมจะพุ่งเข้าช่วยเหลือนายของมันทว่า หนิวมู่อี้ กลับว่องไวกว่า เขาชู คทาพฤกษาอัสนี์ ขึ้นสู่ฟ้าพลางร่ายดัชนีเป็เคล็ดวิชา
ฝ่ามือสยบเนตรดารา: วงแหวนมนตราสีครามปรากฏขึ้นใต้กีบเท้าของม้าอสูรรากไม้สายฟ้าพุ่งขึ้นจากพื้นพันธนาการขาของมันไว้แน่นม้าศึกกรีดร้องพลางพ่นไฟออกมากระแทกแต่กลับถูกฝ่ามือโปร่งแสงนับร้อยของมู่อี้สะกดไว้จนขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว!
????️ อวิ่นหนิงเจี่ย: สภาวะ "รั้งและปล่อย" ไร้ร่องรอย
หนิงเจี่ยพุ่งตัวดุจเงาปีศาจเข้าสู่จุดบอดของหงเฉิน ดาบอัสนีเผาผลาญ ในมือเขาเปลี่ยนสภาพอย่างรวดเร็วจนน่าขนลุก
วินาทีแรกดาบอาบด้วย เปลวเพลิงทมิฬ แผดเผาอากาศจนหงเฉินต้องยกปราณม่วงคุ้มกายแต่ในเสี้ยวพริบตาที่ดาบจะปะทะ หนิงเจี่ยกลับ "รั้ง" พลังไฟกลับและ"ปล่อย" ปราณอัสนี ออกมาแทนที่ความเร็วของดาบพุ่งสูงขึ้นกะทันหันเฉือนเข้าที่แผ่นเกราะไหล่ของขุนพลทมิฬจนเกิดประกายไฟโชติ่!
หงเฉินคำราม "ดีมาก!แต่มันยังไม่พอ!" เขาเร่งพลังหวังจะะเิปราณม่วงเพื่อผลักทั้งสามออกไปแต่เขากลับพบว่าตนเองตกอยู่ในกับดักที่สมบูรณ์แบบ
ผิงอัน ใช้หัวง้าวเกี่ยวกระชากง้าวของหงเฉินไว้เพื่อสะกดกำลัง
มู่อี้ ปล่อยพลังอัสนีจากคทาพุ่งลงสู่พื้นดินผ่านรากไม้ส่งกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ร่างขุนพลทมิฬเพื่อรบกวนการไหลเวียนปราณ (สายคุมเชิง)
หนิงเจี่ย ทะยานขึ้นสู่ที่สูง รวบรวมพลัง สุญญตาจิตมาร ไว้ที่ปลายดาบก่อนจะทิ้งตัวลงมาดุจดาวตกที่ไร้เสียง
ตู้มมมมมมมมมม!
แรงะเิจากการผสมผสานพลังสามสายทำให้ลานกว้างกลายเป็สีขาวโพลนฝุ่นควันตลบอบอวล เมื่อฝุ่นจางลง... พบว่า ง้าวสีดำของหงเฉินถูกหนิงเจี่ยใช้ดาบจ่อไปที่คอหอย ในขณะที่ผิงอันและมู่อี้ตั้งท่าขนาบข้างอย่างพร้อมเพรียง
หงเฉินนิ่งค้างไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆลดอาวุธลงและคุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมรอยยิ้มที่หาได้ยากในดวงตากะโหลกนั้น
"นายท่าน... และพวกท่านทั้งสอง...ข้าพ่ายแพ้แล้ว" หงเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงภูมิใจ"สามเดือนที่ข้าติดอยู่ที่นี่ ข้าไม่เคยเห็นการเติบโตที่น่ากลัวเช่นนี้มาก่อนบัดนี้ข้ามั่นใจแล้ว...