แม่นมกู่รู้สึกพอใจเมื่อได้ยินเช่นนั้นนางไม่ปิดบังอีกต่อไปและเล่าเรื่องของสกุลฟางอย่างละเอียด
เมื่อสมัยก่อนท่านอัครมหาเสนาบดีฟางยังหนุ่มยังแน่นมีความสามารถและหน้าตาหล่อเหลา เมื่อเข้ามาในเมืองหลวงครั้งแรกก็สอบจอหงวนได้เป็นอันดับหนึ่งเป็นที่ต้องตาของสาวงามมากมายนับไม่ถ้วน
แต่ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางกลับไปตกหลุมรักเกอจี[1] นางหนึ่งที่ทำงานในสถานเริงรมย์หลังจากนั้นเขายังฝ่าฝืนความเห็นของทุกคนและกระแสข่าวลือมากมายเพื่อแต่งเกอจีเข้ามาเป็นภรรยา แม้ว่าเกอจีจะเคยมีชีวิตที่ยากลำบากในสถานเริงรมย์
แต่เดิมนางก็เป็นหญิงสาวที่บริสุทธ์ของครอบครัวหนึ่งมีความเชี่ยวชาญทั้งดนตรี หมากล้อม การประพันธ์ และการวาดภาพเป็นอย่างมาก หลังจากแต่งเข้ามาในสกุลฟางทั้งสองก็รักใคร่กันอย่างมาก แต่น่าเสียดายที่หลังจากผ่านไปเจ็ดแปดปีแม้จะพยายามหาหมอเท่าไรก็ไม่สามารถมีทายาทได้
เกอจีท่านนั้นก็คือฮูหยินของท่านอัครมหาเสนาบดีจึงต้องจำใจขอให้ท่านอัครมหาเสนาบดีหาอนุภรรยาเพื่อสืบทอดเชื้อสายของสกุลฟาง
คราแรกท่านอัครมหาเสนาบดีฟางไม่ยอมแต่ในที่สุดก็ทนแรงกดดันจากตระกูลไม่ไหวจึงปล่อยข่าวออกไปนึกไม่ถึงว่าสตรีนางหนึ่งที่เคยหลงรักเขามานานเนื่องจากไม่สามารถแต่งเข้าตระกูลฟางได้สุดท้ายจึงไปบวชชีเพื่อแสวงหาบุญมาแก้ไขวาสนาในการแต่งงานเมื่อได้ยินข่าวนี้นางก็กลับมาใช้ชีวิตทางโลกอีกครั้งและไม่รู้ว่านางได้ขอร้องท่านอัครมหาเสนาบดีฟางอย่างไรถึงได้กลายมาเป็นภรรยาลับของเขาได้
ตระกูลของสตรีนางนั้นเป็นตระกูลที่ไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็กนักพวกเขารู้สึกโกรธแค้นที่นางละทางธรรมมาเป็นภรรยาลับทำให้คนทั้งตระกูลต้องกลายเป็นเรื่องตลกของคนในเมืองหลวงทั้งตระกูลจึงย้ายกลับไปยังบ้านเกิดที่เสฉวนแล้ว
ต่อมาไม่นานสตรีนางนั้นก็ตั้งครรภ์ ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางดีใจมากเขากลับบ้านไปบอกข่าวกับฮูหยินของเขา แต่ไม่นึกว่าคืนนั้นฮูหยินก็เริ่มปวดท้องเมื่อเชิญหมอมาตรวจจึงทราบว่านางก็ตั้งครรภ์เช่นกันแต่เพราะความเครียดและความโกรธทำให้นางแท้งไปแล้ว!
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางรู้สึกผิดมากหลังจากนั้นก็ส่งเพียงเงินและของใช้ไปให้ภรรยาลับเท่านั้น แม้กระทั่งคลอดบุตรก็ไม่ได้ไปดูส่วนสตรีผู้นั้นเมื่อคลอดลูกแล้วก็เสียพลังชี่และร้องไห้ทั้งวันนางหวังว่าท่านอัครมหาเสนาบดีฟางจะมาเยี่ยม แต่น่าเสียดายที่ไม่เคยสมหวัง จนเมื่อบุตรอายุได้ห้าปีนางก็จากโลกนี้ไปและทิ้งบุตรชายเอาไว้ซึ่งก็คือฟางซิ่น
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางได้ฝังสตรีนางนั้นและพาฟางซิ่นกลับมาที่จวนอัครมหาเสนาบดีในตอนแรกเขาต้องการให้ฮูหยินเป็นคนดูแลสั่งสอน แต่หลังจากที่นางแท้งบุตรไปฮูหยินของท่านอัครมหาเสนาบดีฟางก็หมดอาลัยตายอยาก และนางก็เสียใจมากจนป่วยบ่อยครั้ง
พอดีกับที่ในวันนั้นท่านอ๋องได้พากงจื้อหมิงมาหาถึงจวนและบีบบังคับให้ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางเป็นอาจารย์ดังนั้นเด็กทั้งสองจึงได้เรียนและเล่นด้วยกัน แม้จะไม่ใช่พี่น้องแท้ๆแต่ก็ใกล้ชิดกันมากยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ เสียอีก
แม่นมกู่เล่าจบนางถอนหายใจยาวแล้วส่ายศีรษะและพูดว่า “เรื่องนี้เมื่อสมัยก่อนในเมืองหลวงก็เป็นเรื่องใหญ่โตน่าเสียดายจริงๆ ที่มารดาแท้ๆ ของคุณชายฟางเป็นเช่นนี้”
ติงเหว่ยฟังแล้วอดที่จะเบะปากไม่ได้มันเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความเศร้าจริงๆ
หากจะบอกว่าเป็นความผิดของผู้ใดก็คงจะเป็นท่านอัครมหาเสนาบดีฟางนั่นเอง
หากเขารักภรรยาจริงๆก็ไม่ควรจะยอมจำนนต่อแรงกดดันจากตระกูลไปหาภรรยาลับเพื่อให้กำเนิดทายาทและในเมื่อมีภรรยาลับแล้ว อีกทั้งยังเป็นสตรีที่ดีและให้ความสำคัญต่อความรู้สึกถึงเพียงนี้แม้จะไม่ชอบแต่อย่างน้อยก็ควรทำหน้าที่สามีและพ่อให้ดีสุดท้ายหญิงทั้งสองนางนี้คนหนึ่งตาย และคนหนึ่ง “เจ็บปวด”ส่วนคนที่น่าสงสารที่สุดก็คือฟางซิ่นที่อยู่ตรงกลาง
ปกติเห็นเขาหัวเราะพูดเล่นอย่างมีความสุขจริงๆ แล้วในใจเขาคงเจ็บปวดกว่าคนอื่นๆ มากมายเด็กที่อายุห้าขวบย่อมมีความทรงจำแล้วไม่น่าแปลกใจที่เขาปฏิบัติต่อพวกนางสองแม่ลูกต่างจากคนอื่นเกรงว่าเขาคงจะนึกถึงความทุกข์ของตนเองในวัยเด็กและมารดาของเขา
“พี่ฟางเองก็ลำบากจริงๆ”ติงเหว่ยเงยหน้ามองพระอาทิตย์ที่คล้อยไปทางตะวันตก นางเรียกสติกลับมาก่อนจะยิ้มและพูดว่า“ไหนๆ คืนนี้ท่านแม่ทัพก็ไม่กลับมากินข้าวแล้ว งั้นพวกเรามาทำอาหารอร่อยๆ กันเถอะวันนี้พี่ฟางไปเดินเล่นกับท่านอาจารย์ที่ตลาด คงเหนื่อยมากแน่ๆถือเป็นการขอบคุณเขาไปในตัว”
แม่นมกู่ฟังแล้วรู้สึกขบขันเพราะเดาได้ว่าติงเหว่ยไม่สบายใจที่นายน้อยเข้าวังหลวงจึงตอบรับว่า “ดีเลยเจ้าค่ะบ่าวเองก็ไม่มีอะไรทำเหมือนกัน จะได้เรียนรู้จากแม่นางไปด้วยคราวหลังจะได้ไม่ต้องรบกวนแม่นางเวลาต้มข้าวให้คุณชายน้อยอีก”
“แม่นมพูดเกินไปแล้วถ้าท่านไม่เหนื่อยก็ไปด้วยกันเถอะ ข้าจำได้ว่าท่านแม่ทัพเคยบอกว่าท่านมีอาหารจานเด็ดที่ท่านแม่ทัพชอบมาตั้งแต่เด็กข้ายังคิดจะเรียนรู้จากแม่นมอยู่เลย แม่นมจะหวงสูตรไม่ได้นะ!”
“ไม่หรอกไม่หรอก อาหารจานนั้นเรียกว่ากานเจียงฉางเฝิ่น [2]ทุกครั้งที่นายน้อยกินก็หมดไปจานใหญ่ทุกที”
สองคนหัวเราะพูดคุยกันขณะเดินออกจากลานและมุ่งหน้าไปยังห้องครัวของเรือนหลักทิ้งดวงอาทิตย์ที่ลับยอดเขาซีซานไกลๆ ไปแล้วไว้เบื้องหลัง
ช่วงเวลานี้ของวันถือเป็นเวลาช่วงท้ายวันที่วุ่นวายที่สุดนกที่กินอาหารจนอิ่มท้องก็บินกลับรังอย่างเร่งรีบเพื่อจะได้นอนหลับอย่างอบอุ่นคนที่กลับบ้านก็รีบก้าวเท้าเพื่อกลับไปพบครอบครัว
ตรงกันข้ามกับคนทั่วไปเวลานี้ของวันเป็นช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดสำหรับคนในจวนอู่โฮ่ว จวนที่ไม่มีนายท่านก็เหมือนหลุมศพที่ไร้ชีวิตชีวาต้องรอคอยอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและไร้ความหวังราวกับว่าทั้งจวนถูกพระอาทิตย์ทอดทิ้งไป กลายเป็นที่ที่มืดมนและเย็นยะเยือก
แต่ยามนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วทั้งจวนมีชีวิตชีวาขึ้นมา คนทุกวัยต่างเดินไปมาด้วยความกระตือรือร้นมือทำงานไปด้วยปากก็พูดคุยหยอกล้อไม่หยุด
ที่นั่นมีคนเลี้ยงม้าคนหนึ่งเพิ่งจะเติมฟางลงในรางม้าเขาอดหันไปถามเพื่อนที่กำลังกวาดพื้นอยู่ข้างๆ ไม่ได้ว่า “ต้ากุ้ยคืนนี้จะมีหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงให้กินอีกไหม พวกเราไม่ต้องอยู่เวรเฝ้ายาม งั้นก็ไปดื่มกันเถอะ”
ต้ากุ้ยเองก็กลืนน้ำลายแล้วพูดอย่างแผ่วเบาว่า“ข้าก็อยากกินหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงนะ แต่ได้ยินว่าคืนนี้ไม่มีน่าจะเป็นอะไรสักอย่างที่เรียกว่าปลาต้มในน้ำมันกับพริก”
“ปลา?” คนเลี้ยงม้าดูผิดหวังเล็กน้อย “บ้านเราก็ไม่ได้ขาดแคลนปลาอยู่แล้วจะหาปลามาต้มเมื่อไรก็ได้ มันจะอร่อยอะไรนักหนา”
ต้ากุ้ยกำลังจะพูดต่อแต่ลุงจิ่งก็โผล่มาจากที่ไหนไม่รู้ เตะทั้งสองคนไปคนละที “เจ้าสองคนขี้เกียจนักวันๆ เอาแต่ขี้เกียจ คอยแต่จะกินอย่างเดียว”
คนเลี้ยงม้ากับต้ากุ้ยได้แต่ยิ้มแห้งๆจะว่าไปพวกเขาก็อายุสี่สิบปีแล้ว แต่ก็ยังถูกเตะอยู่ทุกวันอย่างไรพวกเขาก็อยู่ด้วยกันมายี่สิบกว่าปีก็เลยชินไปแล้ว
ตอนนี้พวกเขาจึงยิ้มและพูดหยอกล้อว่า“ลุงจิ่ง ท่านช่างโชคดีจริงๆ ทุกคืนมีอาหารดีๆ แบ่งมาให้โดยเฉพาะไม่เหมือนพวกเราที่น่าสงสารต้องรอตั้งสามวันกว่าจะได้กินสักครั้ง”
ลุงจิ่งได้ยินดังนั้นก็เชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจแถมยังปิดบังความยินดีในแววตาไม่มิด “ทำไม พวกเจ้าอิจฉางั้นหรือ? ไม่มีประโยชน์หรอก นั่นเป็นอาหารที่แม่นางติงทำให้พวกเราคนแก่ๆโดยเฉพาะต่างหาก เป็นอาหารที่นางทำเองกับมือ ไม่มีของพวกเจ้าแน่”
“ใช่ๆลุงจิ่งโชคดีที่สุดเลย”
คนเลี้ยงม้ากับต้ากุ้ยพูดประจบประแจงอย่างเหน็บแนมนั่นทำให้ลุงจิ่งยิ่งยิ้มกว้างขึ้นไปอีกเขามองไปทางเรือนด้านในแล้วสูดกลิ่นหอมจากไกลๆ พูดด้วยรอยยิ้มว่า“พวกเจ้ายังกล้าพูดว่าได้กินปลาบ่อยๆ อีกหรือ ปลาที่แม่นางติงทำเป็นปลาธรรมดาๆใช่ไหม? ได้ยินว่าทั้งนายน้อยและคุณชายฟางต่างก็ชอบกินกันทั้งนั้นถ้าพวกเจ้าไม่อยากกินก็บอกมา ข้าไม่รังเกียจที่จะกินเพิ่มอีกหน่อยหรอกนะ”
“อย่าเลยอย่าเลย ลุงจิ่ง พวกข้าแค่พูดไปอย่างนั้นเอง ต่อไปไม่กล้าอีกแล้วท่านช่วยสงเคราะห์พวกเราหน่อยเถอะ!”
“ฮึ่มอย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย”
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังพูดหยอกล้อกันก็เห็นมีคนสองคนเดินเข้ามาจากประตู คนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีดำและสวมมงกุฎทองคำหน้าตาหล่อเหลาและดูองอาจ อีกคนสวมเสื้อคลุมสีขาวปักปิ่นหยกดูสง่างามและมีเอกลักษณ์ ทั้งสองคนไม่ใช่ใครอื่นนอกจากกงจื้อหมิงกับฟางซิ่นนั่นเองลุงจิ่งและคนอื่นๆ รีบคำนับทันที
กงจื้อหมิงโค้งคำนับเล็กน้อยตอบกลับแล้วชี้ไปที่ม้าอูจุยและสั่งว่า “ลุงจิ่ง วันนี้อูอวิ๋นดูหงุดหงิดเล็กน้อยท่านช่วยดูให้ทีว่ามันเป็นอะไรหรือเปล่า?”
ลุงจิ่งซึ่งเคยเป็นทหารองครักษ์ที่ดูแลม้าตั้งแต่สมัยอู่โฮ่วคนก่อนและไม่เคยห่างจากม้าเลยตลอดชีวิตเพียงมองแวบเดียวก็สังเกตเห็นความผิดปกติของม้าอูจุยแล้ว เขาจึงหัวเราะและพูดว่า“นายน้อยไม่ต้องกังวล คุณชายน้อยนั้นอยากหาภรรยาแล้ว”
กงจื้อหมิงฟังแล้วก็ตกใจเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็หัวเราะแล้วพูดว่า“ช่วงนี้ยุ่งจนลืมไปเลยว่าตอนนี้เป็นฤดูผสมพันธุ์แล้ว”
ลุงจิ่งรับสายบังเหียนม้าไปและโบกมือพูดว่า“นายน้อยไม่ต้องกังวล ข้าจะจัดการเรื่องหาคู่ให้อูอวิ๋นเองท่านรีบกลับไปที่เรือนหลังเถอะ ได้ยินว่าคืนนี้แม่นางติงทำอาหารอร่อยๆไว้หลายอย่าง แม้แต่พวกเรายังจะได้ชิมปลาต้มในน้ำมันกับพริกด้วย”
คนเลี้ยงม้ากับต้ากุ้ยก็หัวเราะและพูดว่า“ใช่เลย นายน้อย พวกเรายังอยากหาเหล้าดีๆ สักไหมาดื่มกันสักหน่อย”
กงจื้อหมิงคิดถึงหญิงสาวที่ชอบยุ่งอยู่ในครัวซึ่งไม่เหมือนกับหญิงอื่นที่มีกลิ่นหอมของดอกไม้แต่บนร่างกายนางกลับมีกลิ่นหอมของอาหารอุ่นๆ แทน ทำให้รอยยิ้มของเขายิ่งสดใสขึ้น
“ดีแล้ว ลุงจิ่งช่วยบอกทุกคนแทนข้าด้วยว่าวันนี้คนที่ไม่ได้อยู่เวร ให้รางวัลเป็นเหล้าโบราณไหหนึ่ง”
“ไอ๊หยาขอบคุณนายน้อย!”
ทั้งสามคนดีใจกันยกใหญ่หลังจากคำนับส่งเจ้านายแล้วก็รีบวิ่งไปบอกข่าวดีนี้ให้ทุกคนรู้ไม่ใช่ว่าพวกเขายากจนหรือไม่เคยดื่มเหล้าเพียงแต่ในจวนมีระเบียบกำหนดไว้ว่าห้ามดื่มเหล้าในยามปกติแม้ว่าจะไม่กระทบกับหน้าที่ แต่ก็ไม่อยากให้ทั้งจวนเต็มไปด้วยคนเมาอีกอย่างเหล้าและอาหารที่เจ้านายมอบให้ก็ถือเป็นหน้าเป็นตาไหนเลยจะเทียบกับเหล้าและอาหารธรรมดาทั่วไปได้
ติงเหว่ยแต่เดิมคิดว่าคืนนี้กงจื้อหมิงจะค้างคืนในวังหลวงทุกครั้งที่นึกถึง “ปีศาจจิ้งจอก” ที่เฝ้าอยู่ในวังหลังนางก็รู้สึกเสียใจที่แสร้งทำเป็นใจกว้างและไม่ควรยอมสละสามีของนางเพื่อเห็นแก่ลูกชาย กลัวว่าวันหนึ่ง “ปีศาจจิ้งจอก”จะฉกเอา “ไก่น้อย” ของนางไป เมื่อถึงเวลานั้นนางคงไม่มีที่ให้ร้องไห้เป็นแน่
แต่เมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้นางก็ไม่สามารถเสียใจได้อีกต่อไปได้แต่สับเนื้อในมือให้ละเอียดๆ ปั้นเป็นลูกใหญ่แล้วนำไปนึ่ง ทอด และต้มใส่น้ำแกงราวกับว่านางกำลังระบายความโกรธใส่ “มัน” ประหนึ่งศัตรู
เมื่ออาหารจัดวางขึ้นโต๊ะทุกคนทั้งคนแก่และเด็กก็มารวมตัวพร้อมกันหมดแต่ก่อนจะเริ่มกินก็เห็นกงจื้อหมิงและฟางซิ่นเดินเข้ามา
ติงเหว่ยดีใจจนตาเป็นประกายความสุขบนใบหน้าของนางชัดเจนจนแม้แต่คนโง่เขลาก็ยังสังเกตได้แต่น่าเสียดายที่นางยังไม่รู้ตัว นางทำหน้า “นิ่งๆ” รีบเรียกตังกุยและคนอื่นๆให้มาจัดชามและตะเกียบเพิ่ม
ผู้อาวุโสเหว่ยกำลังอุ้มหลานศิษย์อยู่และแบ่งลูกชิ้นให้กินลูกหนึ่งเมื่อเห็นลูกศิษย์ทำหน้าตาแบบนั้น ก็อดที่จะหัวเราะแห้งๆและบ่นกับหลานศิษย์ไม่ได้ว่า “อันเกอเอ๋อร์ แม่ของเจ้าถูกพ่อของเจ้าปราบเสียอยู่หมัดเลยน่าสงสารจริงๆ อาจารย์ปู่จะทำยังไงดี พ่อของเจ้าทำกับอาจารย์ปู่ไม่ดีเลยแม่ของเจ้าก็พึ่งพาไม่ได้ อาจารย์ปู่คงต้องหวังพึ่งเจ้าให้ดูแลตอนแก่เฒ่าเสียแล้วล่ะ”
เจ้าเด็กอ้วนแม้ว่าตอนนี้จะพูดได้เป็นคำบ้างแล้วและพอจะฟังเข้าใจบ้าง แต่ประโยคที่ซับซ้อนขนาดนี้ สมองเล็กๆของเขายังไม่สามารถเข้าใจได้ แต่เขาก็มีวิธีที่ไม่มีใครต้านทานได้ ปากน้อยๆ มันแผลบจุ๊บแก้มอาจารย์ปู่ไปทีหนึ่งทันทีเอาใจอาจารย์ปู่จนเขายิ้มออกมาอย่างเบิกบาน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูกศิษย์ที่ไม่กตัญญูบ้างเรื่องที่ไม่มีที่พึ่งพิงในบั้นปลายชีวิตบ้าง ล้วนลืมไปหมดแล้วไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าหลานศิษย์สุดที่รักในอ้อมแขนอีกแล้ว
ฟางซิ่นมองไปที่โต๊ะอาหารก็พบว่ามีอาหารที่เขาชอบอยู่มากกว่าครึ่งจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “น้องสาวหรือว่าเจ้ารู้ว่าข้าจะมากินข้าววันนี้ถึงได้ทำอาหารดีๆ เยอะแยะขนาดนี้?”
ติงเหว่ยยังไม่ทันได้ตอบท่านผู้อาวุโสเหว่ยก็อดอิจฉาไม่ได้และพูดตำหนิว่า“บ้านเรามื้อเย็นมื้อไหนที่ขาดเจ้าบ้างล่ะ? วันหลังข้าจะไปลองชิมอาหารที่จวนท่านอัครมหาเสนาบดีดูบ้างว่ามันจะแย่ขนาดไหน ถึงทำให้เจ้าต้องหนีมาแย่งอาหารอร่อยๆ ของพวกเราคนแก่กับเด็กๆทุกวัน?”
-----------------------------------------
[1] เกอจี 歌姬 หมายถึง หญิงสาวที่ทำหน้าที่ร้องเพลง
[2] กานเจียงฉางเฝิ่น 干煎肠粉 หมายถึง อาหารชนิดหนึ่งทำจากแป้งและห่อไส้ด้วยผักและเนื้อสัตว์มีลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยวหลอดแต่นำไปทอดด้วย