ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    เล่มที่ 4 บทที่ 100 ขายส่งพริกสับดอง

            ในช่วงปลายสารทฤดูยามอาทิตย์ทอแสงอัสดง ควันจากบ้านแต่ละหลังลอยปลิวขึ้นสู่ฟากฟ้า

            ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านหวังปรากฏร่างของเด็กๆ วัยกำลังซุกซนสองสามคนพวกเขายังคงก่อเรื่องเล่นสนุกไม่คิดกลับบ้าน และเป็นในตอนนั้นเองที่บนถนนสายหลักปรากฏเงาร่างของวัวตัวหนึ่งกำลังค่อยๆเดินเยื้องย่างมาช้าๆ ปากของมันไม่รู้ว่ากำลังเคี้ยวสิ่งใดอยู่ด้านหลังของวัวตัวนั้นคือชายชราในชุดสีเทาใบหน้าที่มีคิ้วดกตาโตของเขาอาบย้อมไปด้วยรอยยิ้มเต็มแก้ม

            ชายชราในชุดสีเทาผู้นั้นแบกตะกร้าไม้ไผ่ไว้และในตะกร้าไม้ไผ่ก็บรรจุหญ้าเอาไว้จนเต็ม

            “ท่านปู่ห้าท่านกลับมาจากเลี้ยงวัวแล้วหรือ?”

            “ท่านปู่ห้าวัวบ้านท่านอายุเท่าไรแล้ว มันสามารถให้กำเนิดลูกวัวได้หรือไม่?”

            เด็กสองสามคนนั้นกรูเข้ามารายล้อมวัวและตัวชายชราสวมชุดเทา

            ชายชราสวมชุดเทาก็คือผู้เฒ่าหวังที่แย่งอำนาจในการเลี้ยงวัวมาจากลูกหลานตั้งแต่วันแรกที่บ้านสกุลหวังมีวัวเป็นของตนเองไม่ว่าผู้ใดก็อย่าได้คิดจะเลี้ยงวัวตัวนี้ ผู้เฒ่าหวังใช้อำนาจเผด็จการผูกขาดงานนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว

            “วัวบ้านข้าเป็นวัวตัวผู้ปีนี้อายุสี่ขวบ วัวตัวผู้มิอาจคลอดลูกได้ ฮ่าๆ มิใช่ว่าเมื่อวานพวกเจ้าถามไปแล้วหรอกหรือลืมสิ้นแล้วหรืออย่างไร?”ผู้เฒ่าหวังมีน้ำอดน้ำทนสำหรับทุกคำถามที่เกี่ยวข้องกับวัวเสมอ

            เดิมทีการเลี้ยงวัวไม่จำเป็นต้องพาไปถึงถนนสายหลักเพียงตรงไปยังภูเขาด้านหลังหมู่บ้าน ปล่อยให้วัวกินหญ้าไปก็เพียงพอแล้วทว่าที่ภูเขาด้านหลังจะมีคนเห็นวัวได้ที่ใด จะมีสายตาอิจฉาทอดมองมาที่ใดกัน?

            ผู้เฒ่าหวังต้องการให้ชาวบ้านได้รู้กันถ้วนทั่วว่าเขาคือคนที่ได้ครอบครองวัวเชียวนะ!

            ด้านหลังของผู้เฒ่าหวังมีวัวเดินตามส่วนด้านหลังของวัวมีเด็กน้อยวิ่งตาม

            คนสองสามคนพร้อมกับวัวหนึ่งตัวเดินพูดคุยหัวเราะเฮฮากลับบ้านสกุลหวัง

            หลี่ชิงชิงรับตะกร้าไม้ไผ่มาจากมือผู้เฒ่าหวังอย่าได้ดูถูกที่ด้านในใส่แค่หญ้า ทว่าแท้จริงหญ้าถูกกดและบรรจุเอาไว้จนเต็มใต้หญ้ายังมีเคียว ทั้งหมดประมาณสิบกว่าจิน นางเอ่ยด้วยความโมโหว่า “ท่านพ่อมิใช่ตกลงกันแล้วหรือเจ้าคะว่าท่านจะไม่ได้แบกหญ้ากลับมาเอง แต่จะให้ต้าหวงแบกกลับมา?”

            “จะให้ต้าหวงแบกกลับมาได้อย่างไรข้าแบกคนเดียวก็พอแล้ว”

            “พวกเราเลี้ยงต้าหวงมาเพื่อให้มันทำงานนะเจ้าคะ”หลี่ชิงชิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก นางลอบเอ่ยในใจว่านางมิได้ตั้งใจจะเลี้ยงวัวเอาไว้ เพื่อให้พวกท่านนำมันออกไปอวดนอกบ้านทุกวันนะเจ้าคะ

            เด็กๆสองสามคนนั้นมองวัวที่ถูกผู้เฒ่าหวังจูงไปหลังบ้านจนกระทั่งลับสายตา ถึงยอมหักใจจากลาได้เสียที

            ได้ยินเสียงทะเลาะกันของหวังจวี๋กับหวังเลี่ยงแว่วดังมาจากหลังบ้านว่า“วันนี้เป็นตาข้าให้อาหารต้าหวง!”

            “เห็นอยู่ชัดๆ ว่าต้าหวงชอบให้ข้าป้อนมันมากกว่า”

            “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าต้าหวงชอบที่เจ้าป้อนมากกว่า?”

            “ไร้สาระข้าป้อนหญ้าให้ต้าหวงกิน มันก็กิน”

            “เฮอะล้วนเป็นความผิดของเจ้าทั้งสิ้น หากไม่ใช่เพราะเจ้าข้าก็คงได้พาต้าหวงไปกินหญ้าข้างนอกแล้ว”

            ที่แท้แล้วเพราะวันนั้นสองพี่น้องมัวแต่ทะเลาะกันเรื่องการเลี้ยงวัวผลสุดท้ายจึงถูกผู้เฒ่าหวังชุบมือเปิบ จูงวัวออกไปกินหญ้าด้านนอกหลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ได้รับโอกาสให้พาวัวออกไปกินหญ้าอีกเลย

            หวังเยวี่ยตักข้าวอยู่ในครัวนางเอ่ยกับหลี่ชิงชิงที่กำลังผัดกับข้าวว่า “บ้านพวกเรามีสมาชิกเพิ่มขึ้น ทั้งยังมีต้าหวงอีกยามนี้ยิ่งคึกคักกันใหญ่แล้ว”

            “ในภายภาคหน้าย่อมดีกว่านี้แน่นอนเจ้าค่ะ”หลี่ชิงชิงเต็มไปด้วยความใฝ่ฝันถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึง

            นางตักหมูผัดหน่อไม้ฝานขึ้นใส่จานขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเท่าไม้บรรทัดก่อนจะควักน้ำจากถังขึ้นมาครึ่งทัพพีเพื่อล้างหม้อ หลังจากรอจนน้ำเดือดและระเหยเรียบร้อยแล้วนางก็ใส่น้ำมันพืชลงไป เมื่อน้ำมันเริ่มมีควันลอยกรุ่นนางก็ใส่กระเทียมและขิงลงไปผัดจนหอม จากนั้นก็นำปลาหลี่ที่หนักสองจินกว่าสองตัวที่ผ่านการหมักมาหนึ่งชั่วยามลงไปทอดในน้ำมันรอกระทั่งปลาสุกกรอบเป็นสีเหลืองทองอ่อนทั้งสองด้านแล้ว นางก็ใส่สุราข้าว เกลือและน้ำในปริมาณที่พอเหมาะลงไป สุดท้ายก็ปิดฝาหม้อเพื่อทำเป็นปลาตุ๋น

            อาหารค่ำของวันนี้มีทั้งหมดสามรายการนอกจากหมูผัดหน่อไม้และเนื้อปลาหลี่ตุ๋นที่มักจะทำเป็นประจำแล้ว ก็ยังมีฟักผัดพริกเพิ่มเข้ามาด้วยและอาหารหลักก็คือข้าวนั่นเอง

            ยามนี้อากาศเริ่มหนาวแล้วนางกลัวว่าอากาศเย็นจะทำร้ายกระเพาะ นางจึงไม่ทำอาหารที่ให้ฤทธิ์เย็นแก่ร่างกายอีก

            เนื่องจากว่าจางซื่อยังอยู่ในช่วงอยู่ไฟหลังคลอดอีกทั้งต้องให้นมลูกด้วย นางจึงมิอาจทานเผ็ดได้ ดังนั้นช่วงเวลานี้กับข้าวที่ขึ้นโต๊ะบ้านสกุลหวังจึงมักจะไม่ใส่พริกลงไปด้วย

            ผ่านไปเพียงครู่เดียวหวังเยวี่ยก็เรียกหวังจื้อออกมายกอาหารไปให้จางซื่อ เดิมทีงานเล็กน้อยเช่นนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนทำแทนได้ทั้งนั้นทว่าหลิวซื่อเอ่ยปากเอาไว้แล้วว่าตราบใดที่หวังจื้ออยู่ที่บ้านก็ต้องให้หวังจื้อเป็นคนรับผิดชอบงานนี้

            ก่อนหน้านี้ยามที่จางซื่อให้กำเนิดหวังฉิวตี้สามพี่น้องหลิวซื่อมิได้เรียกร้องอันใดจากหวังจื้อนักทว่ายามนี้วันคืนในบ้านสกุลหวังแปรเปลี่ยนเป็นดีขึ้นเรื่อยๆหลิวซื่อกลัวว่าหวังจื้อที่เริ่มมีเงินเก็บจะถูกคนเลวยุยงให้หย่าขาดจากจางซื่อเสียนางจึงยิ่งเข้มงวดด้วยหวังให้หวังจื้อทำดีต่อจางซื่อให้มากๆ

            หวังจื้อยกอาหารออกไปส่งหลังจากรอให้จางซื่อทานเสร็จจนมีแรงดูแลหวังชงเยวี่ยต่อเขาถึงค่อยกลับมายังห้องโถงเพื่อทานข้าว

            รอกระทั่งเขามาถึงห้องโถงก็พบว่าที่บ้านมีแขกมาหาซึ่งก็คือผู้นำตระกูลหวังชีนั่นเอง

            หวังชียังคงเหมือนกับวันเก่าก่อนที่ยกชามข้าวมาพร้อมคุยธุระกับบ้านสกุลหวังบ้านสกุลหวังมีทั้งปลามีทั้งเนื้อ น้ำมันเองก็ถูกใส่อย่างเต็มที่ในขณะที่ชามของหวังชีมีเพียงกองฟักทองสีเหลืองอร่าม ทั้งยังไร้น้ำมันอีกด้วย เฮ้อไม่ต้องบอกเลยว่าในใจของเขานั้นทุกข์ระทมเพียงใด

            “ข้าเพียงอยากมาถามว่าพรุ่งนี้พวกเจ้าจะให้แต่ละบ้านยกพริกสับดองไปที่เซียงเยวี่ยไจเลย หรือว่าให้นำมารวมไว้ที่บ้านของเจ้า?”

            ผู้เฒ่าหวังนั่งบนตั่งเขาเงยหน้าขึ้นก่อนเอ่ยว่า “ข้าได้ปรึกษาเรื่องนี้กับชิงชิงแล้ว เช้าวันพรุ่งนี้ขอให้ทุกบ้านนำพริกสับดองไปที่เซียงเยวี่ยไจพร้อมกัน”

            เดิมทีหลี่ชิงชิงตั้งใจจะให้ต้าหวงช่วยคนในตระกูลขนพริกสับดองเข้าไปขายในอำเภอแต่พลิกสับดองจากทั้งตระกูลรวมกันคงมีน้ำหนักถึงหลายหมื่นจินต้าหวงคงต้องเดินไปกลับมากกว่าสิบครั้งดังนั้นแล้วผู้เฒ่าหวังจะยอมหักใจให้ต้าหวงเหน็ดเหนื่อยขนาดนั้นได้อย่างไร

            “พรุ่งนี้ข้าจะไม่ไปขายซาลาเปาข้าจะไปกับชิงชิง ส่วนพวกเจ้าก็ตามเรามาก็พอ”หลิวซื่อยืนขึ้นเพื่อคีบปลาหนึ่งชิ้นใส่ลงไปในชามของหวังชีนางถือว่าตนเป็นพี่สะใภ้ จะตักอาหารให้น้องชายของสามีก็ย่อมไม่มีสิ่งใดผิดปกติ

            หวังชีกินปลาจนหมดแล้วในใจก็ลอบคิดว่า อาหารที่หลี่ชื่อทำช่างเลิศล้ำเหลือเกินหลังจากนั้นเขาก็เอ่ยอีกว่า “ราคาสิบสองเหรียญทองแดงต่อหนึ่งจินใช่หรือไม่?”

            “ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ”หลี่ชิงชิงเองก็คุ้นเคยกับการที่หวังชีจะยืนอยู่ข้างโต๊ะร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวสกุลหวังแล้วเช่นกัน นางเอ่ยว่า “ท่านอาเจ็ดเจ้าคะท่านได้ลงนามในสัญญากับหลงจู๊ของเซียงเยวี่ยไจแล้ว กระดาษขาวหมึกดำเนื้อหาบนนั้นเขียนเอาไว้ชัดเจนยิ่งนัก หนึ่งจินขายเป็นเงินสิบสองเหรียญทองแดงเพียงแต่ว่าปีนี้จะมิอาจขายพริกสับดองให้คนอื่นได้อีก”

            ก่อนหน้านี้หลี่ชิงชิงได้กำหนดราคาของพริกสับดองให้กับคนในตระกูลอยู่ที่สิบเหรียญทองแดงด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงและคนในตระกูลก็ไปแออัดขายรวมกันในอำเภอใกล้ๆดังนั้นปริมาณการขายจึงยังไม่สูงนัก

            ส่วนราคาขายในครั้งนี้เป็นราคาสำหรับขายส่ง

            ยามนั้นหวังชีรู้สึกวางใจมากขึ้นเขารีบเอ่ยต่ออย่างรวดเร็วว่า “ย่อมเป็นเช่นนั้น ผู้ใดกล้าขายให้คนอื่น ข้าหวังชีจะจัดการหักขาเขาทิ้งแน่นอน!”

            พริกสับดองหนึ่งจินราคาสิบสองเหรียญทองแดงครอบครัวของหวังชีมีพริกสับดองมากถึงหนึ่งพันสามร้อยจิน นั่นเป็นเงินมากกว่าสิบตำลึงเชียว

            มารดามันเถิดรอกระทั่งเงินถึงมือของเขาก่อน เขาจะซื้อเนื้อหมูหลายๆ จิน ปลาหลายๆ ตัวและกินให้เรียบ!

            หวังชีเดินออกมาจากบ้านสกุลหวังพร้อมชามกับข้าวถึงครึ่งชามกับข้าวที่อยู่ด้านบนสุดคือหมูผัดหน่อไม้ที่หลิวซื่อคีบให้หวังชีกินคำเดียวก็หมดแล้ว กระทั่งเขาเดินกลับถึงบ้าน ชามข้าวก็ว่างเปล่าแล้วเขาเอ่ยกับคนในตระกูลที่นั่งรอฟังข่าวอยู่ที่บ้านของเขาด้วยเสียงที่สูงว่า“ข้าถามมาเรียบร้อยแล้ว เช้าวันพรุ่งนี้แต่ละบ้านให้ขนพริกสับดองของตนเองเข้าอำเภอไปพร้อมกับบ้านพี่สะใภ้ห้าเมื่อถึงแล้วก็แลกเปลี่ยนสินค้าเป็นเงิน”

            ชายวัยกลางคนที่มีก้อนเนื้อคล้ายซาลาเปาถั่วเหลืองก้อนใหญ่แปะอยู่กลางหน้าผากถามด้วยความตื่นเต้นว่า“พรุ่งนี้จะได้รับเงินเลยหรือ?”

            “คงจะได้เงินเลยกระมังเซียงเยวี่ยไจกิจการใหญ่โตถึงเพียงนั้นจะไม่สามารถจ่ายเงินให้เราได้อย่างไร?” แท้จริงแล้วหวังชีเองก็ไม่มั่นใจเช่นกันทว่าเขายังเลือกที่จะเชื่อในตัวหลี่ชื่ออยู่

            ฮูหยินของผู้นำสกุลถึงขนาดมอบวัวให้กับหลี่ชิงชิงแล้วพวกเขาจะตระหนี่กับเงินค่าพริกสับดองของพวกตนได้อย่างไร

            มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่หน้าตานับว่างดงามน่ามองทว่ายามผลิยิ้มกว้างด้วยความเบิกบานใจกลับดูซื่อบื้ออยู่เล็กน้อยไม่งดงามเท่าไรแล้ว เขาเอ่ยว่า “ท่านลุงเจ็ด พริกสับดองบ้านข้ามีเยอะยิ่งนักพรุ่งนี้ทั้งบ้านข้าจะนำพริกสับดองไปที่อำเภอแน่นอน”

            หวังชีเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มเสมือนไม่ยิ้มว่า“ทำไมหรือ มีงานที่ทำเงิน เจ้ายังรังเกียจด้วยเป็นงานที่ต้องเหน็ดเหนื่อยหรือ?”

            ชายหนุ่มผู้นั้นแต่งเมียได้เพราะขายพริกสับดองเชียวนะเขาลูบมือด้วยความตื่นเต้น ก่อนเอ่ยว่า “หามิได้ข้าจะรังเกียจงานที่ต้องเหนื่อยได้อย่างไร ทั้งร่างของข้าเต็มไปด้วยพละกำลังตราบใดที่พริกสับดองเหล่านั้นสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ทั้งหมดต่อให้ข้าต้องเดินทางหามรุ่งหามค่ำสามวันสามคืนข้าก็ยังไหว”

    คล้ายกับเรื่องข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ] ที่คุณอ่าน

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367