แม้น้ำจิ้มไข่ปูจะไม่ได้มีกรรมวิธียุ่งยากอันใดทว่าฝีมือของซูอี้หว่านกลับแตกต่าง มีเคล็ดลับเฉพาะตัวยากที่ผู้ใดจะเลียนแบบรสชาติได้เหมือน
ดังนั้นการซื้อสูตรของพวกนางจึงมิใช่การขาดทุน ตรงกันข้ามกลับเป็การได้กำไรเสียด้วยซ้ำ
ซูอี้หว่านฟังคำกล่าวของซูอี้โจวมองไปยังเหล่าผู้อพยพที่ตั้งแผงขาย ก็เข้าใจว่าเขากล่าวถูกต้องแล้ว
ปูทั่วไปหากขายตามน้ำหนักหนึ่งชั่งราคาเพียงสามอีแปะ แต่ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้ผู้คนยากจนข้นแค้นกับการหาเลี้ยงชีพ มิมีผู้ใดมีเงินเหลือมาลิ้มลองรสชาติราคาเท่านี้จึงสูงที่สุดเท่าที่จะขายได้ในขณะนี้
น้ำจิ้มไข่ปูของพวกนางผ่านกระบวนการแปรรูปหนึ่งกระบอกจึงขายได้ห้าอีแปะ ทำเอาผู้คนมากมายอิจฉาตาร้อน
คาดว่าวันนี้กลับไปเหล่าผู้อพยพเ่าั้คงต้องเลียนแบบพวกนางทำน้ำจิ้มไข่ปูเป็แน่
โบราณว่าของหายากจึงมีค่า หากผู้ขายน้ำจิ้มไข่ปูเพิ่มมากขึ้น แถมยังลดราคาลงเล็กน้อยเหลือเพียงสามอีแปะต่อกระบอกถึงแม้น้ำจิ้มไข่ปูของพวกนางจะมีรสชาติยอดเยี่ยมที่สุดยอดขายก็คงต้องได้รับผลกระทบ!
"เช่นนั้น ท่านคิดว่าเถ้าแก่หงจะยอมซื้อหรือไม่?"
ซูอี้หว่านนึกถึงหงเต๋อฝู่ไม่รู้เพราะเหตุใดนางรู้สึกว่าสายตาที่เศรษฐีผู้นั้นมองพี่ชายของนางแปลกประหลาดพิกล
"เขาย่อมต้องซื้อ รอคอยดูเถิด พรุ่งนี้ข้าคิดว่าเขาจะต้องมาถามถึงแน่นอน"
ซูอี้หว่านเห็นซูอี้โจวมั่นใจเช่นนี้อดมิได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้น
"อย่างไรหรือ?"
"เมื่อครู่ที่เรานำสินค้าเข้าไปในห้องครัว ข้าได้แอบมองห้องครัวกองเต็มไปด้วยวัตถุดิบสดใหม่พ่อครัวเ่าั้กำลังง่วนอยู่กับการฆ่าไก่เชือดเป็ด หากข้าคาดเดาไม่ผิดคืนนี้คงมีผู้ใดจัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนที่หอสุรา"
"หงเต๋อฝู่ผู้นี้มิใช่คนธรรมดา วันนี้เขาออกมานอกเมืองส่วนใหญ่คงได้ยินข่าวว่ามีผู้ขายปูอยู่นอกประตูเมืองจึงอยากจะซื้อกลับไปลองหากรสชาติดีก็สามารถนำออกมาให้แขกลิ้มลองได้"
ซูอี้หว่านฟังการวิเคราะห์ของซูอี้โจวก็เห็นด้วย
สองพี่น้องพูดคุยกันพลันก็กลับมาถึงโรงฟืนเก่าที่เช่าไว้อย่างไม่รู้ตัว
ซูอี้โจวยืนอยู่หน้าโรงฟืนราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จู่ๆ ก็ส่งสัญญาณให้นาง
"ในมือเหลือเงินเท่าไร?"
"นอกจากซื้อวัตถุดิบพวกนี้แล้ว ยังเหลือห้าร้อยสี่สิบเอ็ดอีแปะเ้าค่ะท่านพี่มีอะไรหรือ?"
ซูอี้หว่านมองไปยังซูอี้โจวอย่างฉงนไม่เข้าใจความหมายของเขา
"ให้ข้ามาหนึ่งร้อยอีแปะ ข้าจะไปไถ่หยกชิ้นนั้นคืน"
ซูอี้โจวสีหน้าสงบสายตากลับแสดงถึงความแน่วแน่
"หยกชิ้นนั้นไม่รู้เพราะเหตุใดถึงมาอยู่ที่เ้าแต่ดูจากเนื้อแล้วย่อมมิใช่ของธรรมดา หากถูกนายพรานผู้นั้นนำไปขายต่อละก็จะนำพาความเดือดร้อนมาให้พวกเรามิใช่หรือ?"
ก่อนหน้านี้เพราะสถานการณ์บังคับเพื่อหาที่ซุกหัวนอน พวกเขาไร้ซึ่งเงินทอง จึงต้องนำหยกไปจำนำกับนายพรานก่อน
บัดนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วหากช้าไปกว่านี้อีกฝ่ายอาจจะนำหยกไปโรงรับจำนำ หากเ้าของเดิมของหยกมีปัญหาพวกเขาจะต้องถูกดึงเข้าไปพัวพันด้วยอย่างแน่นอน
เมื่อตั้งใจปักหลักที่เมืองอวิ๋นเฉิงพวกเขาจึงต้องไร้ซึ่งจุดอ่อนให้ใครใช้เล่นงาน
"ข้าเข้าใจแล้ว"
ซูอี้หว่านฟังความหมายในคำพูดของซูอี้โจวออกนางก็หยิบเงินหนึ่งร้อยอีแปะส่งให้เขาโดยตรง
ซูอี้โจวได้รับเงินก็มิได้รีรอรีบไปหาครอบครัวนายพรานทันที
มองส่งเขาจากไปซูอี้หว่านกำลังจะกลับเข้าไปในโรงฟืนเพื่อเตรียมทำอาหารก็ได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้น
"ข้าก็นึกว่าใครถือของพะรุงพะรังมานี่มันน้องสาวร่วมสายโลหิตผู้เก่งกาจของข้านี่เอง? หว่านหว่านเ้าช่างมีความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ!"
ซูอี้หว่านไม่คาดคิดว่าซูอี้ฉินที่เพิ่งขายหน้าไปเมื่อวานนี้จะปรากฏตัวอยู่ที่นี่
นางกวาดสายตามองไปยังสิ่งของในมือซูอี้หว่านแววตาเผยความละโมบ
"เ้า้าอะไร?"
ซูอี้หว่านมองท่าทางของนางก็ตื่นตัวขึ้นมาในทันทีถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความระมัดระวัง รักษาระยะห่างระหว่างกัน
"ทำไม? หรือกลัวว่าข้าจะกินเ้าเข้าไป?" ซูอี้ฉินมองเห็นความระแวดระวังของซูอี้หว่าน ก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
"ท่านย่าให้ข้ามาแจ้งข่าวท่านบอกว่าไม่ถือโทษโกรธที่เ้ามิได้เคารพผู้าุโ ให้พวกเ้ากลับบ้านได้แต่ข้าขอเตือนเ้าว่า อย่าได้ดื้อดึงรีบฉวยโอกาสทองที่ท่านย่าหยิบยื่นให้กลับบ้านไปดีๆ เสีย อย่าได้ปล่อยผ่าน"
ซูอี้ฉินกล่าวด้วยท่าทางสูงส่ง
"อีกอย่าง หากเ้าขาดผู้ชายมิได้จริงๆก็สามารถพาขอทานคนนั้นกลับไปด้วยกันก็ได้"
ซูอี้หว่านยืนอยู่ข้างๆฟังคำกล่าวของซูอี้ฉินอย่างเ็า จนในที่สุดก็อดมิได้ที่จะหัวเราะออกมา
"พวกเ้ายังกล้ากล่าวคำเช่นนี้ออกมาอีกหรือ? เ้ากลับไปให้ยายแก่ฉี่รดหน้าส่องกระจกดูเสียก่อนว่าตนเองเป็คนเช่นไร!"
"เ้า!"
เดิมทีซูอี้ฉินก็มิยอมเื่ที่ตนเองต้องอับอายเมื่อวานนี้พอได้ฟังความคิดของซูไท่ไท่ก็รีบอาสามาอย่างรวดเร็วมิคาดคิดว่าซูอี้หว่านจะแข็งกร้าวถึงเพียงนี้ นางโมโหจนแทบคลั่งแล้ว
"นังสำส่อนขาดชายไม่ได้! ถึงกับเห็นขอทานน่ารังเกียจเป็สิ่งล้ำค่าข้าจะรอดูวันที่เ้ากลายเป็หญิงม่าย!"
"เ้าลองพูดอีกครั้งซิ?"
ได้ยินคำพูดของซูอี้ฉินสีหน้าของซูอี้หว่านก็มืดครึ้มลงในทันที เตือนด้วยเสียงเย็น
ซูอี้ฉินปักใจแล้วว่าจะต้องเอาคืนซูอี้หว่านให้สาสมกับที่ตนเองต้องอดทนมาเมื่อได้ยินคำเตือน นางมิได้สำเหนียก แต่กลับยิ่งล้ำเส้นเกินงาม
"ข้ามิเพียงแต่จะด่าเ้า!ข้าจะสั่งสอนนางแพศยาที่ไม่เคารพผู้าุโอย่างเ้าให้หลาบจำด้วย!"
ซูอี้ฉินกล่าวพลางยกมือขึ้นทำท่าจะพุ่งเข้าใส่ซูอี้หว่าน
นางเกลียดใบหน้านี้จนเข้ากระดูกดำเพราะเหตุใดซูอี้หว่านจึงสวยกว่านาง!
วันนี้นางจะทำลายใบหน้าของอีกฝ่ายดูซิว่านางจะยังคงหยิ่งผยองได้อีกไหม!
เมื่อตัดสินใจได้ซูอี้ฉินก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงหน้าซูอี้หว่านเห็นนางยังถือปิ่นไม้ไผ่อยู่ในมือปิ่นแหลมจ่อไปยังแก้มขาวผ่องไร้ที่ติของซูอี้หว่าน กำลังจะแทงลงไป
ฉับพลันมือใหญ่ข้างหนึ่งก็โอบเอวซูอี้หว่านไว้ ดึงนางไปด้านหลังจากนั้นซูอี้หว่านก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้าพร่ามัวซูอี้ฉินกลับถูกผลักล้มลงไปกองกับพื้นแทน
"เ้าจะทำอะไร!"
ซูอี้ฉินล้มลงกับพื้นอย่างแรงรู้สึกว่าอวัยวะภายในถูกกระแทกจนเคลื่อนที่ไปหมด
นางเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ด้วยความโกรธแต่กลับชะงักงันไปในทันที
บุรุษผู้นี้เป็ใครกัน?
เหตุใดจึงมีบุรุษรูปงามปานเทพเซียนอยู่ที่นี่ด้วย?
ซูอี้ฉินกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวราวกับการหายใจของนางเป็การดูิ่เขา
ซูอี้หว่านเก็บทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในสายตามุมปากอดมิได้ที่จะยกขึ้นเล็กน้อย
ซูอี้ฉินคงมิคาดคิดว่าขอทานที่นางเคยดูแคลนอย่างยิ่งกลับเป็บุรุษที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้
นางจงใจกระแอมไอเบาๆกล่าวกับเซียวจวิ้นอันด้วยเสียงเบาว่า "จวิ้นอันท่านมาได้จังหวะพอดี ข้าซื้อวัตถุดิบมามากมาย คืนนี้ข้าจะทำอาหารอร่อยๆบำรุงร่างกายให้ท่านนะ"
เซียวจวิ้นอันได้ยินซูอี้หว่านกล่าวเช่นนี้ดวงตาคู่คมก็อดมิได้ที่จะเผยความประหลาดใจออกมา
ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าที่ซีดเผือดลงอย่างกะทันหันของซูอี้ฉินเขาก็เข้าใจในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
"ดี รบกวนหว่านหว่านแล้ว"
ซูอี้หว่านมิคาดคิดว่าเซียวจวิ้นอันจะให้ความร่วมมือนางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะแย้มยิ้มให้กว้างขึ้นจับมือเซียวจวิ้นอันเดินเข้าไปในบ้าน ท่ามกลางสายตาตกตะลึงและริษยาของซูอี้ฉิน