บทที่ 42 จับได้คาหนังคาเขา
ตอนแรกจูเหล่าโถวก็ไม่เข้าใจว่าทำไมการรับจ้างทำงานชั่วคราวจึงทำเงินไม่ได้ อย่างไรเสียเงินที่เจ้านายจ่ายให้ก็ต้องมากกว่าเงินที่พวกเขาทำนาขายผลผลิตทางการเกษตรอยู่แล้ว
เขาไม่เข้าใจจนกระทั่งได้ไปสัมผัสด้วยตนเองจึงแจ่มแจ้งขึ้นมา
ประการแรก เจ้านายบอกว่าจะจ่ายให้เท่าไหร่ก็คือเท่านั้น
ประการที่สอง การรับจ้างทำงานชั่วคราวใช่ว่าจะมีงานเข้ามาตลอด ต้องอาศัยโชคด้วย
ประการสุดท้าย ไม่ใช่เจ้านายทุกคนที่จะรับประกันเรื่องที่พักอาหารการกิน หากพบเจ้านายที่ไม่จัดหาอาหารและที่พักให้ ก็ต้องออกเงินจ่ายค่าที่พักและหาอะไรกินเอง
ทั้งปีมีอยู่แค่สองสามเดือนเท่านั้นที่มีงานรับจ้างชั่วคราวให้ทำ แบบพวกเขาที่ไม่ใช่แรงงานฝีมือ ตัวเลือกก็มีไม่มาก ถ้าไม่ใช่งานหนักอย่างงานแบกหาม ก็ต้องไปช่วยงานทำไร่ไถนาในที่ดินของเจ้านาย
“เมื่อครู่ก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรือ ให้ต้าเป่าเอ้อร์เป่าเรียนหนังสือ ถึงตอนนั้นส่งพวกเขาไปเป็นเด็กฝึกงานในตำบลก็เป็นทางออกสายหนึ่ง” เย่อวี๋หรานพูด
จูเหล่าโถวส่ายหน้า “คงทำไม่ได้หรอก เด็กฝึกงานหาได้ง่ายดายอย่างที่เจ้าคิด จะถูกเฆี่ยนหรือถูกตำหนิล้วนขึ้นอยู่กับอาจารย์ ส่งเข้าไปแล้วเราก็ไม่สามารถดูแลชีวิตพวกเขาได้ อีกอย่าง ถ้าจะฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์ที่ดีหน่อยก็ต้องใช้เส้นสาย ครอบครัวเราไม่มีญาติอยู่ในตำบล ไม่อาจใช้ทางสายนี้ พวกอาจารย์ที่มีฝีมือก็มีดวงตางอกอยู่บนศีรษะ จะถ่ายทอดให้ก็แต่ลูกหลานของตัวเองเท่านั้น มาไม่ถึงรอบของคนนอกหรอก”
“ไม่เคยทำมาก่อน เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าทำไม่ได้?” เย่อวี๋หรานถาม “ข้าถามเจ้า ร้านอาหารรับสมัครเสี่ยวเอ้อร์ คนหนึ่งรู้หนังสือกับอีกคนไม่รู้หนังสือ ผู้ดูแลร้านจะเลือกใคร?”
“คนรู้หนังสือ”
“ก็ถูกแล้วใช่หรือไม่?” เย่อวี๋หรานทำท่าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าถ้าข้าสอนหนังสือให้หลานทุกคนแล้วจะไม่มีใครคว้าโอกาสได้เลย อย่างไรเสียตอนนี้พวกเขาก็อายุยังน้อย ไม่มีอะไรทำ หาอะไรให้พวกเขาทำบ้างก็ดีเหมือนกัน รอจนพวกเขาเติบใหญ่ขึ้น ถ้าสามารถคว้าโอกาสไว้ได้ก็คว้าไว้ ถ้าไม่ได้จริง ๆ ค่อยกลับมาทำนากับเจ้าก็ใช่ว่าจะสายเกินไป”
ได้ยินนางพูดเช่นนี้ จูเหล่าโถวเหมือนว่าจะเริ่มยอมรับได้แล้ว “เจ้าก็ไม่พูดให้ชัดเจนแต่แรก ทำข้าตกใจหมด ข้ายังนึกว่าเจ้าจะส่งพวกเขาเข้าสำนักศึกษาจริง ๆ เสียอีก เข้าสำนักศึกษาต้องใช้เงินมากขนาดไหน ค่าครูทั้งปีเอามาซื้อที่ได้หลายหมู่เชียวนะ...”
เย่อวี๋หรานหุบปาก ไม่ฟังเขาพูดอีกต่อไปแล้ว
ความหมายของเขาก็คือ เงินที่ใช้ในการเล่าเรียนในสำนักศึกษาหลายปีนั้นสามารถซื้อที่ดินสิบกว่าหมู่ได้ ให้ลูกชายหลายคนมีที่ดินทำนา
แต่เขาจะเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า ถ้าหนึ่งในหลานชายสอบได้เป็นซิ่วไฉ[1] หรือจวี่เหริน[2] คนในครอบครัวไม่เพียงจะได้รับการยกเว้นเกณฑ์แรงงาน ถ้าไปได้ไกลกว่านั้นหรือก็คือจิ้นซื่อ ก็สามารถรับราชการเป็นขุนนางได้แล้ว
นอกจากนี้ เมื่อมีตำแหน่งจากการสอบซึ่งทางราชการรับรองแล้ว เวลาออกไปกระทำการใดก็นับเป็นผู้มีหน้ามีตา คนข้างนอกก็ไม่กล้ารังแกเขาและพี่น้องของเขาตามอำเภอใจ กล่าวได้ว่า ‘หนึ่งคนบรรลุเซียน ไก่และสุนัขที่เขาเลี้ยงก็ได้ขึ้นสวรรค์ไปด้วย’[3]
แม้เย่อวี๋หรานจะไม่ค่อยเข้าใจขั้นตอนของยุคสมัยนี้มากนัก แต่ส่วนใหญ่แล้วในประวัติศาสตร์มักจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่ ขอเพียงมีการสอบเคอจวี่ อย่างนั้นเส้นทางที่ต้องเดินไปก็เหมือนกันแล้ว
ชาติที่แล้วนางเรียนวิชาประวัติศาสตร์มาตั้งมากมาย ยุคสมัยไหนบ้างไม่ใช่ฮ่องเต้กับขุนนางเป็นผู้กุมอำนาจ?
สำหรับตัวละครเล็กๆ อย่างพวกเขาแล้วไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งใหญ่โตอะไรมากมายก็ได้ ขอเพียงได้เป็นซิ่วไฉหรือจวี่เหรินก็เกินพอ ในชนบทแบบนี้ ครอบครัวไหนมีบัณฑิตที่สอบผ่านได้ตำแหน่งที่ทางราชการรับรองก็มักจะต่างออกไปอยู่แล้ว
แน่นอนว่าเย่อวี๋หรานไม่คิดจะพูดเรื่องพวกนี้กับจูเหล่าโถวให้ชัดเจนเกินไปนัก นางทราบว่านี่ก็คือแบบฉบับของหัวหน้าครอบครัวยุคศักดินา ยึดมั่นหัวรั้นขาดความยืดหยุ่น
เขารับผิดชอบทำนาไปอย่างสงบปากสงบคำก็พอ ครอบครัวนี้นางเป็นคนตัดสินใจเอง
หลี่ซื่อฟังมาถึงตรงนี้ก็ลอบรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย นางบอกไม่ได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด
ที่แท้ แม่สามีก็ไม่ได้คิดจะส่งหลาน ๆ เข้าสำนักศึกษา!
คิดแล้วก็เข้าใจได้ ครอบครัวอัตคัดขนาดนี้ก็คงจะไม่มีเงินส่งเรียนอยู่ดี
แต่ว่าแค่อ่านออกเขียนได้ก็สามารถไปเป็นเสี่ยวเอ้อร์ของร้านอาหารในตำบลได้แล้วจริงหรือ?
หลี่ซื่ออดจะตั้งความหวังขึ้นมาไม่ได้
นางมองไม่เห็นจุดที่ไกลกว่านี้ แต่นางทราบว่านี่คือโอกาสที่จะพลิกผันชะตาชีวิต
นางลูบไล้ครรภ์ของตัวเอง ในใจวาดหวังไว้อย่างเงียบ ๆ ลูกเอ๋ย เจ้าคอยดูเถอะ ต่อให้ต้องเสี่ยงชีวิตแม่ก็จะแย่งชิงโอกาสนี้มาให้เจ้าให้จงได้
ครั้นนึกถึงว่าในบรรดาสะใภ้ทั้งหลายมีเพียงนางกับพี่สะใภ้ใหญ่ที่มีลูก หลี่ซื่อก็ยิ่งมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
อย่างอื่นไม่ขอพูดถึง ตอนนี้ลูกของนางแค่ต้องเอาชนะต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าให้ได้ เขาก็มีโอกาสแล้ว
นางยังตั้งใจไว้ว่าจะต้องให้ท่านแม่เปิดคาบพิเศษให้นางให้ได้ แบบนี้รอจนถึงตอนคลอดลูกออกมา นางก็สามารถสอนลูกของนางได้แล้ว
ลูกของนางได้เรียนตั้งแต่เกิด ยังจะเอาชนะต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่เพิ่งจะมาเรียนเอาตอนโตขนาดนี้ไม่ได้เชียวหรือ?
“หึ ๆๆ...” นางคิดจนเคลิบเคลิ้ม หัวเราะอย่างครึ้มอกครึ้มใจ
“เจ้ามาทำอะไรตรงนี้?” แม้เสียงจะค่อนข้างเบา แต่ขอโทษด้วย บทสนทนาระหว่างเย่อวี๋หรานกับจูเหล่าโถวสิ้นสุดลงแล้ว ต่อให้เสียงของหลี่ซื่อเบากว่านี้ นางก็ยังได้ยิน
“ท่านแม่?” หลี่ซื่อสะดุ้งตกใจ รีบหาคำมาอธิบายต่อเย่อวี๋หรานว่านางมาจับคนทำผิด
น่าเสียดาย นางมองหาไปทั่วก็ไม่เห็นแม้เงาของหลินซื่อ
หลินซื่อหาได้จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเหมือนนาง ดังนั้นเมื่อหลินซื่อเห็นว่าพ่อแม่สามีพูดกันเสร็จแล้ว ก็แอบจากไปก่อนแล้ว
ตอนนางเห็นหลี่ซื่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล จิตใจก็พลันตระหนก เพียงแต่ไม่รู้ว่าหลี่ซื่อกำลังคิดอะไรอยู่ ท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่อง ไม่ทันได้คิดมากไปกว่านั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าพ่อสามีเดินจากไป จึงรีบซอยเท้าไปจากที่นั่นโดยเร็ว
เย่อวี๋หราน “พูดมาเถอะ เจ้ามาทำอะไรตรงนี้?”
“ท่านแม่ ถ้าข้าบอกท่านว่าที่จริงแล้วข้ามาจับตัวคนแอบฟัง ท่านจะเชื่อหรือไม่เจ้าคะ?” หลี่ซื่อกล่าวเสียงแห้งผาก
“หึ! งั้นเจ้าก็บอกมา เจ้ามาจับใคร?”
“หลินซื่อ” เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของตนเอง นางชี้ไปที่ตำแหน่งหนึ่งแล้วว่า “ครู่ก่อนนางยังยืนอยู่ตรงนั้น จริง ๆ นะเจ้าคะ ท่านแม่ นางยืนอยู่ตรงนั้น ข้าตามหลังนางมา”
“อือฮึ! ถ้าอย่างนั้นตอนนี้นางไปไหนแล้ว?”
“ข้าก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ เมื่อกี้ข้ายังเห็นนางอยู่ตรงนั้นอยู่เลย ตอนแรกข้าตั้งใจจะเตือนท่าน กลายเป็นว่าเผลอใจลอยแป๊บเดียวคนก็ไม่อยู่แล้ว”
“เจ้าไม่มีเรื่องอะไรแล้วจะใจลอยทำไม? ได้ยินอะไรเข้าถึงได้ทำให้เจ้าครึ้มอกครึ้มใจขนาดนั้น ช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ยังใจลอยได้?”
“เปล่า เปล่าเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น” หลี่ซื่อย่อมไม่กล้ายอมรับ แต่ครั้นเห็นสีหน้าของแม่สามีแล้ว นางก็ไม่กล้าปฏิเสธโดยสิ้นเชิงเช่นกัน รีบร้อนอธิบายอีกหลายประโยค “ไม่ใช่แบบนั้นเหมือนกัน ก็แค่ได้ยิน...ท่านแม่พูดว่าจะสอนหนังสือให้เด็กในเรือน ข้านึกถึงเด็กในท้องข้า ท่านแม่ก็คงจะช่วยสั่งสอนให้ด้วยเช่นกัน ข้าก็เลยดีใจ”
พูดถึงท่อนหลัง ยังไม่ลืมยกยอเย่อวี๋หราน บอกว่าถ้าไม่ใช่เพราะท่านแม่จิตใจดีงาม มีท่านแม่ช่วยสั่งสอน พวกเขาก็คงจะไม่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้
สามารถแต่งเข้ามาเป็นลูกสะใภ้ของแม่สามีนับเป็นบุญวาสนาที่นางสั่งสมมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว คนในครอบครัวผู้อื่นถ้าอยากจะเรียนหนังสือยังต้องเสียเงินเข้าสำนักศึกษา มีเพียงท่านแม่ของพวกนางที่ร้ายกาจ สั่งสอนความรู้ให้ด้วยตนเอง
ไม่แปลกเลยที่ปีนั้นมารดาของนางได้ยินว่านางจะแต่งเข้าสกุลจู ก็ดีใจจนแทบจะหัวใจวาย...
เย่อวี๋หรานเห็นหลี่ซื่อพูดจาเป็นตุเป็นตะขนาดนี้ก็รู้สึกว่าน่าขัน ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ตอนหลี่ซื่อจะแต่งเข้ามา มารดาของหลี่ซื่อยังคิดว่าจูซื่อเล่นลูกไม้เอาเปรียบลูกสาวของนาง หลี่ซื่อถึงได้อยากแต่งเข้ามาจะเป็นจะตาย มารดาของนางยังจะมาคิดบัญชีกับจูซื่ออีกด้วย
เจ้าของร่างเดิมก็ไม่ใช่ประเภทที่จะมารังแกได้ง่ายๆ คว้าไม้ในเรือนออกไปรบรากับมารดาหลี่ซื่อยกหนึ่ง
แม้จะเป็นเช่นนี้ คนเป็นมารดาก็แพ้ทางลูกสาว สุดท้ายแล้วก็ยอมให้หลี่ซื่อแต่งเข้ามาอยู่ดี
[1] ในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง คนที่เรียนหนังสือในสังคมจีนโบราณจะเข้าร่วมการสอบถงซื่อตั้งแต่อายุยังน้อย ถงซื่อมีทั้งหมด 3 สนาม ได้แก่ เสี้ยนซื่อ ฝู่ซื่อและเยวี่ยนซื่อ โดยผู้สอบผ่านสองสนามแรกจะเรียกว่า ถงเซิง ส่วนผู้สอบผ่านสนามสุดท้ายหรือเยวี่ยนซื่อจึงจะเรียกว่า ซิ่วไฉ คนเป็นซิ่วไฉจะได้รับอภิสิทธิ์หลายประการ เช่น พบขุนนางในที่สาธารณะไม่ต้องคุกเข่า ทำผิดที่ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงขุนนางระดับอำเภอไม่มีสิทธิ์สั่งลงโทษโบย ได้รับการยกเว้นไม่ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานหลวง (โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน) ดังที่กล่าวถึงในเรื่อง เป็นต้น
[2] เคอจวี่เป็นระบบสอบรับราชการของจีนยุคศักดินา เริ่มปรากฏครั้งแรกในสมัยราชวงศ์สุยและมีการใช้งานเรื่อยมาจนถึงราชวงศ์ชิง (ราชวงศ์สุดท้ายของจีน) ในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง การสอบเคอจวี่มี 3 ระดับ ได้แก่ (1) ระดับมณฑลหรือเซียงซื่อ ต้องเป็นซิ่วไฉถึงจะเข้าร่วมการสอบเซียงซื่อได้ ผู้สอบผ่านรอบนี้เรียกว่า จวี่เหริน (2) ระดับประเทศหรือฮุ่ยซื่อ จัดขึ้นที่มืองหลวงโดยกรมพิธีการ ผู้สอบผ่านรอบนี้เรียกว่า ก้งซื่อ (3) รอบหน้าพระที่นั่งหรือเตี้ยนซื่อ มีฮ่องเต้เป็นประธานคุมสอบ ผู้สอบผ่านรอบนี้เรียกว่า จิ้นซื่อ โดยจิ้นซื่อยังมีการแบ่งออกเป็น 3 ระดับหรือซานเจี่ย ระดับแรกคือจิ้นซื่อจี๋ตี้ หมายถึง ผู้สอบได้สามอันดับแรก ได้แก่ จ้วงหยวน ปั๋งเหยี่ยน ทั่นฮวา ตามลำดับ ส่วนระดับที่สองเรียกว่าจิ้นซื่อชูเชิน ระดับสามเรียกว่าถงจิ้นซื่อชูเชิน สองระดับหลังนี้สามารถมีจำนวนมากถึงร้อยกว่าคน
[3] คนหนึ่งได้ดี ญาติมิตรก็พลอยได้รับอานิสงส์