“โอ๊ย!พี่ๆ จะโวยวายกันทำไม เดี๋ยวเขาก็แตกตื่นกันทั้งเกาะหรอก”ฟิล์มขยี้ตาแล้วเกาหัวแกรกๆ
“นายมาอยู่นี่ได้ยังไง”
“แกมาทำอะไรมนตร์ๆ เธอเป็อะไรหรือเปล่า หันกล้องให้ฉันดูด้วยสิ”ปกป้องโวยวายเมื่อมองไม่เห็นอะไรนอกจากเพดานเนื่องจากมนตราเผลอทำมือถือหลุดมือ
มนตราคว้ามือถือแล้วหันกล้องไปทางฟิล์มราวกับขอให้ปกป้องช่วยกันสอบสวน
“อธิบายมาเดี๋ยวนี้นะ!” มนตราทำเสียงเข้ม
“คืองี้ พี่ใจเย็นๆ ก่อน ตอนที่ผมออกไปจากห้องพี่ใช่ปะ...”
“หา!อะไรนะ ทำไมมันมาอยู่ห้องเธอมนตร์!”ปกป้องเสียงหลง
มนตรารีบอธิบายอย่างรวบรัดเื่ที่ฟิล์มบังเอิญเป็หลานของคุณป้าเ้าของบังกะโลและได้ช่วยเหลือเธอจากอุบัติเหตุจักรยานล้มพร้อมกับให้ปกป้องดูแผลปกป้องเบาใจลงบ้างแต่ก็ยังส่งสายตาอาฆาตใส่ฟิล์มผ่านทางโทรศัพท์
“เอาละฟิล์มนายอธิบายมา” มนตราว่า
“อะ...ตอนผมออกจากห้องพี่ผมบอกให้พี่มาล็อกประตูกระจกนี่ด้วย แต่พอผมกลับมาหลังจากบาร์ปิดผมเห็นพี่เปิดทั้งม่านทั้งไฟโล่งโจ้ง แล้วก็ไม่ล็อกประตูห้องด้วยจะไปขอกุญแจป้ามาล็อกให้แกก็นอนแล้วคือที่นี่ปลอดภัยก็จริงแต่ผมก็เป็ห่วงถ้าพี่ไม่ได้ล็อกประตู ก็เลยขนผ้ามานอนพื้นข้างเตียงเนี่ยโอย...ปวดหลังจะตาย”
“แล้วฉันจะแน่ใจได้ยังไงว่านายไม่ได้ล่วงเกินมนตร์”ปกป้องเสียงเข้ม
“โอ้โหพี่ผมก็มีศีลธรรมมีจรรยาบรรณนะคร้าบ...แต่ถ้าพี่ไม่เชื่อก็คงต้องแล้วแต่เลยทำไงได้ล่ะ หลักฐานอย่างพวกกล้องวงจรปิดในห้องก็ไม่มีซะด้วยสิ” ฟิล์มทำหน้ายียวน
“นายนี่มัน!”
“พอๆทั้งคู่นั่นแหละ ฉันไม่เป็ไรหรอกป้องแค่กินยาแล้วเพลียเลยเผลอหลับไปแต่ก็หลับสบายดีมาก” มนตรารีบห้ามทัพก่อนจะหันไปคุยกับฟิล์ม “ยังไงก็ขอบคุณนายมากนะ”
“แล้วขาพี่...”
“เดี๋ยวฉันจะขับรถไปรับเธอกลับวันนี้นะมนตร์แล้วเดี๋ยวจะพาไปหาหมอเลย” ปกป้องขัดขึ้น
“เฮ้ย...ไม่เป็ไรป้องขาฉันก็ไม่ได้บวมขึ้นนะ ปวดน้อยลงแล้วด้วย” มนตรารีบห้าม
“อีก2วันผมขออาสาไปส่งแทนแล้วกันครับ ผมขับรถมา”
“ยังไงฉันก็จะไปรับเธอขาเจ็บแบบนี้ไม่ต้องขึ้นรถตู้หรอก เป็ภาระคนขับเปล่าๆ” ปกป้องไม่สนใจฟิล์ม
“แต่ว่า...ฉันยังทำงานไม่เสร็จเลย”มนตราเสียงอ่อย
“เมื่อเช้าจับฉ่ายสลบไปอีกแล้วฉันพาไปหาพี่หมอบาสมา ตอนนี้เขาฟื้นแล้ว อยู่ที่บ้านเนี่ย” ปกป้องใช้ท่าไม้ตาย
“หา!เขาปกติดีแล้วใช่ไหม เรียกเขามาคุยหน่อย” มนตราหน้าตื่น
เ้าเหมียวเดินเข้ากล้องอย่างว่าง่ายราวกับฟังออกมนตราพยายามสังเกตว่าเ้าเหมียวส่งสัญญาณใดให้เธอหรือไม่ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าอย่างไรเขาก็สื่อสารต่อหน้าสองหนุ่มนี่ไม่ได้
“เอางี้!เธอทำงานเสร็จเมื่อไหร่ก็บอก ฉันจะไปรับ” ปกป้องว่า
“ได้ๆฉันขอเวลาอีกสักประมาณ 2 วัน ขอบใจนายมากนะ”
“จะมารับให้ยุ่งยากทำไมผมไปส่งได้นะ ผมจะกลับในอีก 2 วันเหมือนกัน”
ฟิล์มพยายามแย้งแต่ดูเหมือนไม่มีใครสนใจเลยมนตราก็เอาแต่ขอคุยกับเ้าเหมียว
“อ่า...ฉันขอบใจนายมากนะที่อุตส่าห์มาดูแลมนตร์แต่นี่ก็ไม่มีอะไรแล้วมั้ง” ปกป้องยังคงทำตาขวางใส่ฟิล์ม
“ไล่กันเลยนะครับงั้นผมไปก่อนนะพี่มนตร์ มีอะไรก็ไลน์มาได้นะครับ เดี๋ยวเจอกัน”
ฟิล์มหอบหมอนและผ้านวมออกไปแต่ไม่วายหันมายิ้มเผล่ใส่ทั้งคู่ราวกับจะแกล้ง มนตรายิ้มแกนๆ ให้เขาแล้วหันมาฝากฝังเ้าเหมียวกับปกป้องต่ออีกเล็กน้อยก่อนจะไล่เขาไปเข้าร้านด้วยความเกรงใจ ขณะที่ปกป้องก็ซักไซ้ไล่เลียงเพื่อความแน่ใจว่าเธอไม่ได้ถูกฟิล์มล่วงเกินจริงๆทั้งยังกำชับให้อยู่ห่างๆ ฟิล์มด้วย
มนตราไล่ปกป้องไปทำงานได้ในที่สุดก่อนจะอาบน้ำแล้วรีบปั่นต้นฉบับต่อแบบไฟลุกจนกระทั่งบ่ายสองโมงกว่าท้องไส้ถึงได้ร้องประท้วง
“หืม...กลิ่นอะไรหอมๆเนี่ย” มนตราปิดคอมพ์ ตั้งใจว่าจะไปหาอะไรกินอยู่พอดี
แต่พอมนตราเปิดประตูเท่านั้นก็เห็นฟิล์มยกหม้อไฟที่เดือดปุดๆมาวางตรงโต๊ะไม้ไผ่สำหรับกินข้าวหน้าชานห้องมีพนักงานของโรงแรมถือถาดอาหารและน้ำตามหลังมา
“ว้าว!อะไรกันเนี่ย!”
มนตราตาลุกวาวขณะที่จ้องมองต้มยำกุ้งน้ำข้นหม้อไฟเดือดปุดๆไข่เจียวหอยนางรม ผัดผักกูดน้ำมันหอย พร้อมข้าวหนึ่งหม้อกับจานและแก้วน้ำสองชุดเธอกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่
“เอ้า!เชิญรับประทานได้เลยครับ มื้อนี้ผมเป็เ้ามือเอง”ฟิล์มเดินมาเลื่อนเก้าอี้ไม้ไผ่ให้เธอก่อนจะไปนั่งที่ฝั่งตรงข้าม
“ได้ไงกันฉันเกรงใจ” มนตราเอ่ยเสียงอ่อย
ทว่ากระเพาะอาหารเ้ากรรมกลับไม่เป็ใจมันส่งเสียงร้องประท้วงดังโครกลั่น
“ฮ่าๆๆผมว่าพี่กินเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ ยังไงผมจะตื๊อให้พี่ไปกินค็อกเทลอยู่แล้ว”ฟิล์มหัวเราะลั่น
มนตราก้มหน้ากินงุดๆส่วนฟิล์มคอยแกะกุ้ง คีบน้ำแข็งและรินน้ำให้เธอ
“นายเองก็กินเถอะไม่ต้องดูแลฉันขนาดนี้ก็ได้ ขอบใจมาก”
“กับคนที่ชอบผมก็ต้องทำดีด้วยสิครับ”
“เอ่อ...ขอบใจมากนะสำหรับความรู้สึกดีๆฉันก็รู้สึกดีกับนายเหมือนกันแต่ในฐานะน้องชายคนหนึ่ง...” มนตราพยายามเรียบเรียงคำพูดให้ถนอมน้ำใจฟิล์มที่สุด
“โธ่!พี่อย่าเพิ่งรีบตัดโอกาสกันสิครับ เว้นแต่...พี่จะมีคนที่ชอบอยู่แล้ว”
“หือ...ก็ไม่นะ”มนตรารีบปฏิเสธ หน้าแดงก่ำ
“พี่ป้องยังไม่เคยสารภาพรักกับพี่สินะเฮ้อ...คนอะไรขี้เก๊กแล้วยังขี้กั๊กอีก”
ฟิล์มถอนหายใจแล้วส่ายหน้าโดยไม่ทันได้สังเกตว่ามนตราถึงกับหน้าเหวอไปเมื่อได้ยินประโยคนั้น
“เอาเป็ว่าผมก็ยังมีโอกาสพี่ก็ไม่ต้องเกร็งนะ ทำตัวธรรมชาตินี่แหละผมสัญญาจะไม่ทำตัวน่ารำคาญแน่นอน...กินข้าวอีกจานเนอะ ผมดูออกว่าพี่กินแซ่บ” ฟิล์มหัวเราะแล้วลุกขึ้นตักข้าวให้มนตราที่ทำหน้าปูเลี่ยนๆ
ณบ้านของมนตรา
ปกป้องกลับไปสักพักแล้วแต่เ้าเหมียวยังคงนั่งอยู่ที่เดิมที่หน้าประตูกระจกเขานั่งมองั้แ่ตอนปกป้องเดินออกไปจนลับสายตา ในหัวสีส้มเล็กๆเต็มไปด้วยความสับสนว่าเขากับปกป้องมีความสัมพันธ์กันยังไงหรือทั้งคู่เคยรู้จักกันจริงไหม เหนือสิ่งอื่นใดก็คือเื่ที่ปกป้องเล่ากับสิ่งที่เขาเห็นนั้นคือเื่เดียวกันหรือเป็เพียงจิตปรุงแต่งของเขาเองที่แต่งเติมเสริมเื่ราวหลังจากได้ฟังเื่ของปกป้องแต่ที่สำคัญคือทุกครั้งที่ได้เห็นความฝันหรือความทรงจำนี้ เ้าเหมียวจะยิ่งเกลียดชังความใจดำและเผด็จการของชายชรามากทั้งยิ่งทวีความรู้สึกสงสารและผูกพันกับเด็กชายมากขึ้นด้วยจนเขานึกสงสัยว่าหากเขาเป็ชายชราอย่างที่มนตราสันนิษฐานไว้จริงๆเขาจะเกลียดตัวเองได้ขนาดนี้เชียวหรือ และหากเขาคือชายชราจริงๆแสดงว่าเด็กหนุ่มคนนี้ก็คือหลานชายของเขาสิ่งที่จะพิสูจน์ความจริงนี้ได้มีเพียงอย่างเดียว คือเขาต้องได้พบร่างของชายชรา!
เ้าเหมียวะโออกทางหน้าต่างเหยียบย่ำหญ้าและก้อนหินทีละก้อนราวกับปรารถนาจะไขปริศนาของคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้เหล่านี้ให้ต้นหญ้าและก้อนหินช่วยตอบหรืออย่างน้อยก็ช่วยแบ่งเบาความทุกข์ใจออกไปบ้าง แต่ทันใดนั้นเ้าเหมียวก็เห็นก้อนขนสีขาวมีแต้มสีน้ำตาลแซมขยับหยุกหยิกอยู่ที่พุ่มไม้ในสนามเ้าเหมียวร้องออกไปตามสัญชาตญาณโดยที่ตัวเองก็ไม่ทันรู้ตัว
“ม้าววว!”
เ้าก้อนสีขาวหันหน้ามาใบหน้าเล็กๆ ของมันเป็สีน้ำตาลไหม้ ดวงตาสีฟ้ามีแววตื่นตระหนก
เ้าเหมียวกระโจนใส่เ้าก้อนขาวทันทีอย่างไม่ยับยั้งชั่งใจเ้าก้อนขาววิ่งพรวดลอดผ่านซี่รั้วไปอย่างรวดเร็ว เ้าเหมียวไล่กวดตามอย่างสุดกำลังพลางส่งเสียงร้องดังกังวานอย่างที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไรความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวขณะที่เขากำลังวิ่ง หรือว่า...เ้าของร่างตัวจริงพยายามมาทวงร่างคืน! ทั้งสองวิ่งห้อสุดฝีเท้าผ่านสนามหญ้าและรั้วบ้านหลังแล้วหลังเล่าโดยที่เ้าเหมียวไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังออกห่างจากบ้านมนตราไปทุกทีๆ
จากผู้เขียน...
เ้าของร่างตัวจริงอย่าเพิ่งมาน้า...ขอเวลาหน่อย