ภายในห้องทำงานชั้นบนสุดของบริษัทบิซอฟ กรุ๊ป ราฟาเอล บิซอฟ กอนซาเลสนั่งกอดอกอยู่บนขอบโต๊ะทำงานด้วยใบหน้าเรียบเฉย สายตาทอดออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย
ภายในห้องทำงานที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์เรียบหรูมีสไตล์ตามความ้าของเ้าของห้อง ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลา ั์ตาสีเฮเซล จมูกโด่งเป็สัน ผมสีน้ำตาลเข้ม อกผายไหล่ผึ่งกำลังขบคิดอะไรบางอย่าง
ราฟาเอลสวมสูทราคาแพงสีน้ำเงินเข้มพอดีตัว ทำให้ดูทะมัดทะแมงคล่องตัว เสื้อเชิ้ตด้านในสีขาวสะอาดตา ผูกเนกไทสีเดียวกับสูท เขาย้ายสำนักงานทั้งหมดมาอยู่ที่นี่หลังจากเดินทางไปมาหลายประเทศไม่ค่อยประจำอยู่ที่ไหนนานๆ ติดต่อทำธุรกิจเสร็จก็ไปที่อื่นต่อ แต่ครั้งนี้ตั้งใจจะประจำอยู่ที่นี่เป็หลัก
ใช่! เขาเพิ่งกลับมาเหยียบที่นี่อีกครั้ง เพราะใครบางคน
ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่ชายหนุ่มสองคนจะก้าวเข้ามา ทั้งคู่ค้อมศีรษะให้ผู้เป็นาย พวกเขาคือบอดี้การ์ดส่วนตัว เป็ทั้งผู้ช่วยและเพื่อน ทั้งคู่ซื่อสัตย์ต่อราฟาเอลเป็อย่างมาก
เพราะเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับไร่องุ่นและไวน์ รวมไปถึงลงทุนด้านสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งการทำธุรกิจส่วนใหญ่ต้องมีความขัดแย้งอยู่แล้วไม่ทางตรงก็ทางอ้อม จึงจำเป็ที่จะต้องมีบอดี้การ์ดและทีมที่คอยช่วยเหลือดูแลความปลอดภัยทั้งเขาและบริษัท
"เื่ที่ให้จัดการเรียบร้อยดีใช่ไหมโจนส์ พวกนั้น้าอะไรอีกไหมนอกจากเงิน" เขาเอ่ยขึ้นพลางขยับตัวมานั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้
"คงต้องรอดูไปก่อนสักพักเพราะทางนั้นยังไม่เคลื่อนไหวครับ ผมไม่แน่ใจว่าพวกนั้นจะทำงานเกี่ยวข้องกับพวกมาเฟียรึเปล่า ผมกับไรอัลกำลังสืบอยู่ "
"ยังไงก็ต้องสืบให้แน่ใจ เพราะเราไม่อยากเกี่ยวข้องกับพวกมาเฟีย ไม่อยากจะยุ่งยากวุ่นวาย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะรับมือลำบาก ครั้งที่แล้วกว่าจะเคลียร์กับเอฟบีไอได้ก็สูญเงินไปเยอะ" เขาเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉยขบกรามเบา ๆ เคาะนิ้วบนโต๊ะอย่างใช้ความคิด
"ครับ! ผมจะให้คนของผมตรวจสอบให้แน่ใจ" โจนส์ หัวหน้าบอดี้การ์ดตอบ
"วันนี้ตอนกลางวัน นายมีนัดทานข้าวกับคุณเจสสิก้านะครับ" ไรอัลเอ่ยขึ้น
"นายไปแทนฉันไหมไรอัล" ราฟาเอลเอ่ยถามแบบไม่จริงจังมากนัก ไรอัลหันมามองเพื่อนบอดี้การ์ดด้วยท่าทางงุนงง
“ว่าไง?" ชายหนุ่มถามย้ำ
"อย่าดีกว่าครับ! ผมไม่แตะต้องของของนายอยู่แล้ว" ไรอัลตอบด้วยสีหน้าราบเรียบภายใต้แว่นตาสีดำ
"นายล่ะโจนส์" ชายหนุ่มหันมาถามบอดี้การ์ดคู่ใจอีกคน
"อย่าเลยครับ ผมไม่อยากโดนนายยิงหัว" โจนส์เอ่ยออกไปอย่างล้อเลียนเพราะเขารู้จักเ้านายตัวเองมานาน ผู้ซึ่งเป็ทั้งผู้มีพระคุณและเพื่อน
"โอเค! แต่พวกนายควรหาสาว ๆ มาดูแลบ้างนะ ชีวิตจะได้มีเป้าหมาย เดี๋ยวจะหาว่าฉันใช้งานพวกนายจนไม่มีเวลาพาสาว ๆ ขึ้นเตียง ว่าไหม" ราฟาเอลพูดยิ้ม ๆ ก่อนจะเดินมาตบบ่าไรอัลเบา ๆ
"เื่พาสาว ๆ ขึ้นเตียงพวกผมไม่น้อยหน้านายแน่นอนครับ" ไรอัลเอ่ยอย่างอารมณ์ดี แหย่เ้านายตัวเอง ดูแล้วท่าทางวันนี้นายจะอารมณ์ดี เขาคิดในใจ
รถยนต์คันโตเคลื่อนมาจอดหน้าร้านอาหารหรูแห่งหนึ่งในเมืองใหญ่ ร้านอาหารแห่งนี้เป็ร้านที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็คนระดับไฮคลาสที่มาใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็ทั้งพวกไฮโซหรือกลุ่มคนที่มีเงิน เพราะเป็ห้องอาหารที่จัดร้านอย่างเป็ส่วนตัวและตกแต่งแบบเรียบหรูมีสไตล์ บรรยากาศดี อาหารอร่อยด้วยเชฟระดับดาวมิชลิน
ราฟาเอลก้าวลงมาจากรถยนต์ กระชับเสื้อสูทติดกระดุมให้เรียบร้อย ความหล่อเหลาบวกกับรูปร่างสูงใหญ่ ดูเท่ สมาร์ต ดวงตาเรียวคมกริบ จมูกโด่งเป็สัน ไม่แปลกที่เขาจะเป็จุดสนใจ
ชายหนุ่มก้าวเดินเข้าไปในร้านอย่างสง่างาม มีพนักงานของร้านเข้ามาทักทาย เขาแจ้งให้พนักงานทราบว่ามีโต๊ะแล้วและมีนัดกับใคร พนักงานจึงเดินนำเข้าไปยังห้องอาหารส่วนตัว ระหว่างที่ก้าวเดินสายตาสาว ๆ หลายคู่ต่างจับจ้องมาที่เขาด้วยความชื่นชม บ้างก็จับกลุ่มสนทนาถึงหนุ่มหล่อคนที่เพิ่งเดินผ่านไป
พอเดินเข้าไปในห้องอาหารส่วนตัว ราฟาเอลก็พบกับเจสสิก้า แบเรียล ลูกสาวคนสวยของตระกูลเหมืองแร่อย่างนายอัลฟา แบเรียล ผู้กุมบังเหียนสัมปทานเหมืองแร่ของรัฐบาลที่ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว ถือได้ว่ามีอำนาจต่อรองสูงในรัฐบาลของประเทศนี้
"สวัสดีครับคุณเจสสิก้า ขอโทษที่ผมมาช้า เผอิญเคลียร์งานยังไม่เสร็จ ต้องขอโทษจริง ๆ " ราฟาเอลเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ
"ไม่เป็ไรค่ะ! เจสซี่เพิ่งมา ยังไม่ถึงสิบนาที" เธอมองใบหน้าอันหล่อเหลาของราฟาเอลด้วยความชื่นชม เขาและเธอรู้จักกันได้ไม่นานหลังจากที่เขาสนใจในธุรกิจเหมืองแร่ของบิดา
"สั่งอะไรรึยังครับ" เขาปลดกระดุมเสื้อสูทก่อนจะลากเก้าอี้มานั่งลงตรงข้ามหญิงสาว
เจสสิก้าถือเป็ผู้หญิงที่สวย รูปร่างดี ใบหน้าตกแต่งด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีต แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งตัว ผู้ชายส่วนใหญ่คงไม่ปฏิเสธที่จะสานสัมพันธ์กับเธอ เพราะด้วยเสน่ห์ในความเป็ผู้หญิงที่มีจริตแบบผู้ดี
"ยังค่ะ กำลังรอคุณราฟาเอลอยู่ว่าจะสั่งอะไรที่อยากทานรึเปล่า"
"สั่งเลยครับ ผมทานได้หมด เผอิญเป็คนไม่ค่อยเลือกทาน" เขาตอบ
"จริงเหรอคะไม่เลือกทาน" เธอเอ่ยยิ้ม ๆ
"ถ้าของที่ทานแล้วรสชาติดีและอร่อยก็ทานได้หมดครับ ผมทานง่าย" ราฟาเอลพอจะรู้ทันความคิดของเธอ แต่ก็ทำเป็ไม่ใส่ใจกับคำถามที่เธอจุดประเด็น
"งั้นไม่เกรงใจนะคะ" เจสสิก้ายิ้มพอใจกับคำตอบ หลังจากที่หญิงสาวสั่งอาหารไม่เกินครึ่งชั่วโมง ทุกอย่างก็ถูกจัดวางบนโต๊ะอย่างสวยงาม
"จะทานกันหมดเหรอครับ เยอะอยู่นะครับ" เขากล่าวพลางตักอาหารใส่จานให้เธอ
"ไม่หมดก็ไม่เป็ไรค่ะ" เจสสิก้ายิ้มมีจริต พึงพอใจกับการดูแลเอาใจใส่ของเขา
"ปกติผมเห็นผู้หญิงไม่ทานอาหารเยอะเพราะกลัวอ้วน"
"แต่ไม่ใช่เจสซี่ค่ะ เราก็เลือกทานที่ไม่อ้วนอย่างพวกสลัดหรือซุปที่แคลอรีต่ำหรืออาหารที่ไม่มีไขมันแล้วก็ออกกำลังกาย คอยดูแลเื่รูปร่าง ผู้หญิงเรารูปร่างหน้าตาสำคัญ"
"เป็ผู้หญิงนี่ลำบากเหมือนกันนะครับ"
"ค่ะ" เธอตอบสั้น ๆ เอียงคอมองส่งยิ้มหวานโปรยเสน่ห์ให้เขา
"ตกลงคุณสนใจเกี่ยวกับเหมืองแร่อย่างเดียวหรือสนใจอย่างอื่นด้วยค่ะ" เจสสิก้าเอ่ยถามเป็นัยซึ่งก็ไม่ได้มีเป้าหมายที่ชัดเจน
"อย่างอื่นที่ว่าหมายถึงคนหรือสิ่งของครับ" สายตาคมกริบมองมาทางเจสสิก้า เธอไหวไหล่ยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยว่า
"ถ้าคุณราฟาเอลสนใจอย่างอื่นด้วย เจสซี่ต้องทำยังไงคะ" เธอตอบคำถามยิ้ม ๆ แบบมีนัยพร้อมส่งสายตาเย้ายวน
ราฟาเอลหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ผู้หญิงคนนี้ทั้งสวยและฉลาด เธอเกิดมาในครอบครัวนักธุรกิจและอยู่ในสังคมชั้นสูง จึงไม่แปลกที่เธอจะดูโดดเด่นทั้งท่าทางและคำพูดคำจา แต่สำหรับเขามันดูพยายามจนเกินไป
"เอาเป็ว่าแล้วแต่คุณเจสซี่เลยครับ ผมรับได้ทุกสถานการณ์" เธอหัวเราะเสียงใสซึ่งมันฟังบาดหูเขาเหลือเกินในเวลานี้
"โอเคค่ะ! งั้นอาทิตย์หน้าวันเกิดเจสซี่ ถือโอกาสนี้ชวนเลยนะคะ"
"ยินดีครับ"
หลังจากได้ยินคำตอบ หญิงสาวยิ้มกว้างด้วยความยินดีอย่างยิ่ง เพราะลึก ๆ แล้วเธอก็สนใจในตัวชายหนุ่มอยู่พอสมควร
เจสสิก้าคิดในใจ ราฟาเอล บิซอฟ กอนซาเลส อภิมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ที่ทั้งหล่อ เท่ และสมาร์ต ฐานะทางสังคมก็ไม่ใช่เล่น ๆ เธอได้สืบประวัติของชายหนุ่มมาก่อนแล้วหลังจากที่ทราบว่าบิดา้าให้เธอทำความรู้จักกับเขา ตอนแรกหญิงสาวก็ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไรนักแต่ก็ขัดบิดาไม่ได้ แต่กลับกลายเป็ว่าหมากตัวนี้ของบิดาเป็ที่น่าพึงพอใจอย่างมากทีเดียว
เจสสิก้าเป็ผู้หญิงที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ทั้งหน้าตาและฐานะทางสังคม ฉะนั้นจึงมีผู้ชายเข้ามาให้เธอเลือกมากมาย
ทั้งสองรับประทานอาหารกันสักพัก เมื่อทานอาหารเสร็จ ราฟาเอลตกลงจะไปส่งเธอที่บ้าน ระหว่างที่เดินออกมา ทั้งสองตกเป็เป้าสายตาเพราะต่างก็โดดเด่นด้วยกันทั้งคู่ เธอถือโอกาสเดินคล้องแขนชายหนุ่ม เขาเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ ถือว่าให้เกียรติฝ่ายหญิง
วันนี้เป็วันหยุด ศัลยแพทย์สาวอย่างมีร่าจึงออกมาเดินดูของใช้ส่วนตัว หญิงสาวเข้าร้านนั้นออกร้านนี้อย่างเพลิดเพลิน แต่ส่วนใหญ่จะเดินดูของเสียมากกว่า เธอสวมกางเกงยีนรัดรูป รองเท้าบูตสั้นส้นเตี้ย เสื้อเชิ้ตพอดีตัวสีขาวเก็บชายเสื้อเข้าไปในกางเกงแบบหลวม ๆ สวมเสื้อสูทสีครีมทับอีกชั้น รวบผมลวก ๆ อวดต้นคอระหง ไหล่ตั้งตรง สวมแว่นตากันแดด เมื่อแต่งหน้าอ่อน ๆ ยิ่งทำให้ดูอ่อนเยาว์และสวยเท่ สะพายกระเป๋าแบรนด์เนมใบพอดียืนอยู่ในร้านขายหนังสือ
ปัจจุบันคนเข้าร้านหนังสือน้อยลงเพราะหนังสือไปอยู่บนโซเชียลมีเดีย แค่ปลายนิ้วััทุกอย่างก็มาปรากฏบนจอสี่เหลี่ยมทำให้ง่ายและสะดวกมากขึ้น แต่เธอชอบมาร้านหนังสือมากกว่า เสน่ห์ของมันทำให้นึกถึงสมัยเรียนที่ชอบมาคลุกอยู่ตามร้านหนังสือเป็ประจำ วันนี้อากาศกำลังดีเพราะเป็่ฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้ตามแนวถนนให้ร่มเงาทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
เธอกำลังยืนอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ หญิงสาวหยิบเล่มนั้นเล่มนี้ขึ้นมาเปิดอ่านไปสักพักก็เริ่มเมื่อย จึงสอดสายตาหาเก้าอี้นั่ง โชคดีที่ร้านขายหนังสือมีเก้าอี้ให้บริการแก่ลูกค้า มีร่าจึงนั่งอ่านหนังสือพักเหนื่อยไปในตัว วางแก้วกาแฟไว้ข้าง ๆ แต่ระหว่างที่กำลังเพลินกับการอ่านหนังสืออยู่นั้น ก็มีเสียงดังขึ้นหน้าร้าน
เอี๊ยดดด! โครม!!!
จู่ ๆ มีร่าก็ได้ยินเสียงดังสนั่นทั่วท้องถนน หญิงสาวนึกในใจ
เอาแล้วสิ! เหตุการณ์ไม่คาดคิดทำไมต้องมาเกิดในวันที่ฉันหยุดด้วยนะ
จะไม่ไปช่วยก็คงไม่ได้เพราะจรรยาบรรณแพทย์ค้ำคออยู่ เมื่อไม่อาจหลีกหนีได้ หญิงสาวจึงวิ่งออกไปดูเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุ ก็พบคนมุงดูประปราย บางคนก็พยายามจะช่วยแต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง
"ขอโทษค่ะ ขอทางหน่อย ฉันจะเข้าไปดูคนเจ็บ ฉันเป็หมอ" มีร่าแหวกฝูงชนเข้าไปประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พบว่ามีคนาเ็สาหัสหนึ่งคนคือคนที่ขับรถมอเตอร์ไซค์ ตัวเขากระเด็นไปอีกฟากของถนน ส่วนคนขับรถยนต์ไม่เป็อะไร มีเพียงรอบยุบของหน้ารถเท่านั้น เธอจึงรีบวิ่งไปดูคนเจ็บ
"คุณ ๆ ชื่ออะไร เป็ยังไงบ้าง เจ็บตรงไหน ศีรษะคุณกระแทกพื้นไหม" เธอถามผู้าเ็ขณะที่ตบบริเวณไหล่ของคนเจ็บเบา ๆ หญิงสาวปฏิบัติตามขั้นตอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและประเมินระดับความรู้สึกตัว โชคดีที่เขาใส่หมวกกันน็อค เธอพยายามถอดมันออกอย่างระมัดระวัง ศีรษะไม่น่าจะได้รับาเ็แต่ก็วางใจไม่ได้ เธอคลำแขนขาและประเมินดูว่ามีตรงไหนหักบ้างหรือไม่
"ผมเจ็บขาขวา รู้สึกจุกที่ท้องและเจ็บหน้าอก โอ๊ย! " คนเจ็บร้องครวญครางแต่ก็พยายามพูด เธอดันแว่นกันแดดไว้บนศีรษะสังเกตขาขวาบวมผิดรูปแต่ไม่มีเืออก กระดูกน่าจะหักในมากกว่า
"โอเค! ฉันเป็หมอ คุณไม่ต้องห่วง ทำใจดี ๆ ไว้นะ อย่าเพิ่งขยับเดี๋ยวกระดูกเคลื่อน รอรถพยาบาลพร้อมอุปกรณ์สักครู่ คาดว่าน่าจะขาหัก ส่วนช่องท้องขอฉันดูหน่อย" คนเจ็บพยายามขยับ่บนลำตัวแล้วก็ร้องลั่น
"โอ๊ย! เจ็บ" คนเจ็บร้องดังกว่าเดิมเมื่อเธอใช้มือกดลงบนหน้าท้องเบา ๆ คาดเดาว่าหน้าจะมีเืออกในช่องท้องเพราะเวลากดลงไปจะรู้สึกตึง ๆ และมีรอยช้ำบริเวณหน้าท้องและทรวงอก เพียงไม่นานหลังจากนั้น ผู้าเ็เริ่มเหงื่อแตกและดูกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด
"คุณชื่ออะไร มีโรคประจำตัวอะไรรึเปล่า" เธอสอบถามประวัติพอสังเขปเพื่อใช้ประกอบการประเมินคนเจ็บ
"รอน" คนเจ็บเอ่ยปากตอบแ่เบา ใบหน้าเหยเกแสดงความเ็ป
"มีใครเรียกรถพยาบาลรึยัง" เธอะโถาม หันไปมองรอบ ๆ บริเวณที่เกิดเหตุ คนมุงดูเริ่มหนาตัวขึ้น รถติดยาวเหยียด เสียงบีบแตรรถดังสนั่น มีเ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยดูแลช่วยกั้นบริเวณที่เกิดเหตุให้
"…" มีแต่เสียงคุยกันเซ็งแซ่
"โธ่เอ๊ย! ให้มันได้อย่างนี้สิ" มีร่ารู้สึกหงุดหงิดจึงสบถออกมา คนพวกนี้ได้แต่ยืนมุง ช่วยอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ
"เอาวะ โทรเองก็ได้ น่าจะง่ายกว่า" แต่ก็ไม่วายหันมาถามคนเจ็บ "ไหวไหมรอน" เขาทำหน้าเหยเกด้วยความเ็ปแต่ก็ต้องฝืนพยักหน้าเล็กน้อย
มีร่าพยายามล้วงกระเป๋ากางเกงและกระเป๋าเสื้อ แต่หาโทรศัพท์ไม่เจอ เธอเพิ่งนึกได้ว่าโทรศัพท์อยู่ในกระเป๋าที่วางทิ้งไว้ที่ร้านหนังสือ
'ให้ตายเถอะ' เธอสบถอยู่ในใจก่อนจะหันไปหันมาแล้วจึงเดินเข้าไปคว้าโทรศัพท์ในมือของคนที่มุงดูอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งกำลังบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่
"เฮ้นาย! ขอยืมหน่อยนะ" คนที่ถูกยึดมือถือโวยวายเล็กน้อยแต่ก็ต้องยอมเพราะสายตาหลายคู่กำลังมองมา เธอกดเบอร์โทรศัพท์ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุไม่ถึงไมล์ เป็โรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่
"ฟังนะ ไม่ต้องพูด นี่หมอมีร่า ส่งรถพยาบาลมาด่วน ตามหมออเล็กซ์มาด้วย เข้าใจใช่ไหม เร็วที่สุด คนเจ็บเสียเืมาก อาจเกิดภาวะช็อกได้ อ้อ! เตรียมห้องผ่าตัดให้พร้อมและตามหมอกระดูกมาด้วย" เธอออกคำสั่งเฉียบขาดด้วยสัญชาตญาณของความเป็แพทย์ หลังจากบอกสถานที่เกิดเหตุให้อีกฝ่ายรับทราบ จึงกดปิดโทรศัพท์ แล้วโยนให้เ้าของโทรศัพท์ ดีที่ไม่ตกพื้น จากนั้นก็หันไปดูคนเจ็บต่อ
"เป็ไง! รอน คุณรู้สึกยังไงบ้าง" ชายหนุ่มดูท่าทางจะหมดแรงคล้ายจะเป็ลม เขาเม้มริมฝีปากแน่น อดกลั้นความเ็ป ดูเหมือนเขาจะไม่ไหวแล้ว รอนเริ่มมีอาการกระสับกระส่ายมากขึ้น คล้ายจะเป็ลมหมดสติ
มีร่าเริ่มใจคอไม่ดี ภาวนาขออย่าให้เขาหัวใจหยุดเต้นตอนนี้เลย ซึ่งก็มีความเสี่ยงสูงเสียด้วยที่จะเกิดขึ้นเพราะเสียเืมากในช่องท้องและน่าจะมีอวัยวะภายในได้รับความเสียหาย เธอคลำชีพจรที่ต้นคอของคนเจ็บซึ่งมันเต้นเบาเหลือเกิน หญิงสาวเอ่ยกับคนเจ็บด้วยความกังวล
"อย่าหลับ ฟังฉันรอน อดทนอีกนิด รถพยาบาลใกล้มาแล้ว ได้โปรด อย่าหลับนะ" มีร่าพูดช้า ๆ ชัด ๆ สีหน้าวิตกกังวลอย่างมากแพทย์สาวพยายามตั้งสติ เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น เธอสังเกตเห็นความผิดปกติเกิดขึ้น เขาเริ่มแน่นิ่งใบหน้าซีดเผือดมากกว่าเดิม เหงื่อผุดมากขึ้นบริเวณหน้าผาก สังเกตลักษณะการหายใจดูแ่ลงเป็เฮือก ๆ
และเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นจนได้ เธอคลำชีพจรที่ต้นคอปรากฏว่าคลำชีพจรไม่พบ!!!
"รอน! ฉันสั่งให้นายตื่น รอน! รอน!" มีร่าะโเสียงดังเรียกชื่อคนเจ็บโดยไม่สนใจคนที่มุงดูอยู่ ซึ่งผู้คนเ่าั้ก็เริ่มวิตกกังวลไปด้วยเช่นกัน ต่างภาวนาขอให้คนเจ็บปลอดภัย
'ให้ตายเถอะ!' เธอสบถในใจ ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขยับไปข้างตัวคนไข้ ขึ้นปั๊มหัวใจทันที ภาวนาในใจให้ชีพจรกลับมาขณะที่กำลังช่วยชีวิตคนเจ็บพลาง
"ฟื้นสิ! รอน ตื่นสิ! " เธอเรียกชื่อคนเจ็บท่ามกลางฝูงชน เ้าหน้าที่ตำรวจคอยช่วยกันคนไม่ให้ใครเข้าใกล้บริเวณที่เกิดเหตุ
"โธ่เอ๊ย! ตื่นสิรอน ไม่เคยมีใครตายในมือฉันแม้แต่คนเดียวนะ ฉันบอกให้นายฟื้น ได้โปรด ตื่นสิรอน" มีร่าสบถขณะที่มือก็ปั๊มหัวใจคนเจ็บไปด้วย เม็ดเหงื่อเริ่มซึมบริเวณไรผม ท่ามกลางผู้คนที่ลุ้นและช่วยกันภาวนาให้คนเจ็บฟื้น
ไม่กี่นาทีต่อมา รถพยาบาลก็มาถึง ทุกคนโดยรอบคลายความกังวลลง รถพยาบาลแหวกฝูงชนเข้าไปจอดใกล้บริเวณที่เกิดเหตุให้มากที่สุด เ้าหน้าที่ลงมาจากรถพยาบาลสองสามคนพร้อมอุปกรณ์ปฐมพยาบาลครบครัน รวมทั้งนายแพทย์หนุ่มอเล็กซานเดอร์
นายแพทย์หนุ่มรีบะโลงจากรถพยาบาลทันทีที่มาถึง เขาวิ่งเข้ามาช่วยหญิงสาว อเล็กซานเดอร์ช่วยคลำชีพจรคนเจ็บและหันมาพยักหน้าให้เธอเป็สัญญาณว่าสัญญาณชีพคนเจ็บได้กลับมาแล้ว เท่านั้นแหละ มีร่าก็แทบทรุดลงนั่งอย่างหมดแรง เธอใช้เวลาในการปั๊มหัวใจคนเจ็บไปหลายนาที เล่นเอาเสียหอบเหนื่อย
ท่ามกลางการลุ้นระทึกของคนที่มุงดู คนเจ็บก็ถูกนำตัวขึ้นรถพยาบาลทันที นายแพทย์หนุ่มยื่นมือให้มีร่าเพื่อช่วยพยุงให้ลุกขึ้นพลางเอ่ยด้วยความเป็ห่วง
"ไหวไหม! ไม่ต้องห่วง ปลอดภัยแล้ว" หญิงสาวพยักหน้า ยืนปาดเหงื่อที่ซึมบริเวณไรผมด้วยความเหนื่อยเล็กน้อย
"ไหวสิ! แค่นี้เล็กน้อย รีบไปเถอะ คนเจ็บเสียเืมาก เดี๋ยวจะแย่ไปกว่านี้" นายแพทย์หนุ่มพยักหน้าก่อนจะตบไหล่บอบบางเบาๆ และรีบะโขึ้นรถพยาบาลพลางะโถามมีร่า
"จะไปพร้อมกันไหม" หญิงสาวส่ายหน้าโบกมือ
"เดี๋ยวจะตามไปเอง เตรียมห้องผ่าตัดให้พร้อมแล้วกัน" นายแพทย์หนุ่มพยักหน้ารับทราบ รถพยาบาลจึงเคลื่อนตัวออกจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็วเพื่อนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลทันที