ภายในห้องโถงกว้างของบ้านเราซึ่งขณะนี้คุณป้าเฟลิซิตี้กับคนติดตามของท่านกำลังเดินตามพ่อเข้าไปนั้นฉันสังเกตเห็นป้ากวาดสายตาไปรอบๆ และจากสายตาของคุณป้านั่นเองที่ทำให้ฉันได้มองเห็นสภาพของบ้านตัวเองขึ้นมา บ้านที่เคยเป็ความภาคภูมิใจของฉันบัดนี้สีที่ฉาบทาไว้ตามผนังห้องนั้นตกจนซีดจางรอยกระเทาะบนฝาผนังก็ยังไม่ได้รับการซ่อมแซมอย่างจริงจัง นับแต่วันที่แม่ตายลงแม้แต่แจกันที่เราใช้ปักดอกโฮยาซินท์ เพื่อให้ห้องดูสดสวยขึ้นก็เก่าบุโรทั่งครู่หนึ่งฉันก็เห็นคุณป้าส่ายจมูกไปมา
“นี่...คุณช่วยเอาดอกไม้พวกนี้ออกไปจากห้องเสียทีเถอะ”คุณป้าหันมาสั่งพ่อ “กลิ่นมันเหม็นเขียวจนฉันอยากจะเป็ลมตายอยู่แล้ว”
เพียงคำพูดไม่กี่คำของท่าน ก็ทำให้ฉันรู้แล้วว่าตลอดเวลาที่ท่านจะมาพักอยู่กับเรานั้นสภาพเราจะต้องเป็อย่างไร...และกับหน้าต่างฝรั่งเศสที่เราเคยเปิดออกให้กว้างเพื่อให้อากาศบริสุทธิ์และแสงแดดสาดส่องเข้ามาได้ทั่วห้องนั้น คุณป้าเฟลิซิคี้กลับสั่งให้ปิดล๊อคหมดทุกบาน ปลดผ้าม่านลงให้หมด ไม่ต้องรับอากาศบริสุทธิ์หรือแสงแดดนั้นกันอีกต่อไปแล้ว...บ้านที่เคยสว่างไสวกลับกลายเป็ดูทึบทึมชอบกล จนเรารู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
และครั้งนี้นับเป็ครั้งแรกนับแต่ฉันจำความได้ว่าน๊อบไม่ได้ขึ้นมาร่วมรับประทานอาหารค่ำกับเราที่จริงในคืนแรกหลังเวลาอาหารค่ำนั้นเขาก็เข้ามาคุยกับเราตามปกติแต่อาจจะเป็เพราะสายตาคมปลาบของคุณป้ากับแววดูิ่ที่ฉายประกายอย่างเห็นได้ชัดในดวงตา ที่ทำให้น๊อบจำเป็ต้องถอยออกไปและตลอดทั้งอาทิตย์ ที่เขาร่วมรับประทานอาหารกับพวกคนใช้ และเด็กเลี้ยงม้า
ฉันเองก็พยายามอย่างที่สุดเหมือนกัน ที่จะเอาใจคุณป้าเฟลิซิตี้มาร์สตัน แต่ไม่ว่าอะไรที่ฉันทำรู้สึกว่ามันช่างไม่ถูกใจป้าไปเสียทุกอย่างในตอนค่ำ ฉันจะต้องนั่งลงอ่านหนังสือให้ท่านฟังใกล้ๆแต่รู้สึกว่าท่านจะเบื่อหน่ายกับหนังสือต่างๆ เ่าั้โดยเฉพาะที่ฉันได้ถอดข้อความมาจากภาษาละตินด้วยแล้ว ท่านแทบจะไม่สนใจเลยภาษาฝรั่งเศสก็ไม่ได้เื่ ภาษาอังกฤษก็ไม่น่าสนใจ...ดนตรีก็เช่นกันไม่ว่าเราจะตั้งอกตั้งใจเล่นให้ดีซักแค่ไหน แต่ท่านก็ไม่ชอบอยู่นั่นเอง จนในที่สุดเราก็เล่นเพลงตามที่ท่านเลือกให้ แต่เพลงเ่าั้ ทำให้บรรยากาศของฮอร์-ทอร์นฮิลล์ คล้ายกับกำลังมีงานศพ ดูเศร้าและวังเวงอย่างน่าใจหาย...
เวลานี้ทั้งพ่อและฉันพยายามที่จะสอนและเรียนหนังสือกันให้นานที่สุด เราขยายเวลาเรียนจากหนึ่งชั่วโมงแต่ถึงกระนั้นเวลามันก็ต้องมาถึงอยู่ดี เพราะหลังจากที่เสร็จจากชั่วโมงดนตรีแล้วฉันก็ต้องไปลองเสื้อ ซึ่งช่างของป้าเป็ผู้ตัดเย็บให้ฉันรู้สึกเบื่อหน่ายเสื้อผ้าพวกนี้จนบอกไม่ถูก แม้ว่าผ้าที่ใช้ตัดนั้นจะมีราคาแพงและตัดเย็บด้วยฝีมือประณีตก็ตาม
และขณะที่มิสพิบบ์ กำลังตัดผ้าอย่างระมัดระวังกลัดเข็มหมุดไปตามรูปแบบ วัดอย่างละเอียดถี่ถ้วนนั้นคุณป้าจะเข้ามานั่งอยู่ตรงมุมห้อง มีเสื้อไหมพรมที่กำลังถักกองอยู่บนตักในดวงตาคู่นั้นมีแต่แววชาเย็นแข็งกระด้างและมักจะจับจ้องอยู่แต่ที่ใบหน้าของฉันบ่อยๆจนฉันรู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นทุกครั้งที่หนีจากการร่วมโต๊ะอาหารเสียได้
ในที่สุด วันเวลาก็ค่อยๆ ผ่านไปฉันแทบจะนับนาทีคอยจนกระทั่งถึงเวลาที่คุณป้าและคณะของท่านจะเดินทางกลับและฮอร์ทอร์น ฮิลล์ของเราก็จะได้กลับเข้าสู่สภาพเดิมด้วยความยินดีตลอดเวลาที่เฝ้ารอคอยนั้น ฉันก็อดคิดสงสัยถึงเื่ที่เกิดขึ้นระหว่าง พ่อ แม่กับคุณป้าไม่ได้ว่า การแตกร้าวจนถึงกับตัดการติดต่อกันนั้น มันหนักหนาสักเพียงไหนฉันมักจะสงสัย ในสายตาที่คุณป้าคอยลอบมองดูฉันเสมอ และสังเกตเห็นว่าเมื่อท่านหันไปมองพ่อนั้น แววตาของท่านก็อ่อนโยนลงอย่างประหลาด
อาจจะเป็เพราะว่า ฉันยังไม่รู้จักโลก ไม่รู้จักความริษยาอาฆาตและไม่ฉลาดเฉลียวพอจึงไม่อาจจะหยั่งรู้ได้ว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลทั้งสามนั้นพ่อแทบจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลยในความรู้สึกของคุณป้าและอะไรก็ตามที่พ่อปฏิบัติต่อคุณป้านั้น ก็เป็ไปตามรูปแบบที่ควรจะเป็เท่านั้นมิได้มีความหมายหรือความผูกพันแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่ธรรมชาติของพ่อเป็คนที่นุ่มนวลสุขุมนัก แต่ครั้งนี้ฉันมองเห็นความลำบากใจในกิริยาท่านอยู่มากโดยเฉพาะในคืนวันสุดท้ายที่คุณป้าจะพักอยู่กับเรา
เวลานี้เสื้อผ้าของฉันได้รับการตัดเย็บเรียบร้อยแล้วและคุณป้าก็อนุญาตให้ฉันลงไปเดินเล่นในสวนได้ ในตอนบ่ายวันหนึ่งแทนที่จะต้องขลุกอยู่แต่ในห้องลองเสื้อกับมิสพิบบ์อย่างทุกวัน
การที่ได้ลงมาเดินเล่นเสียบ้างทำให้ความรู้สึกของฉันค่อยดีขึ้นฉันเดินวนเวียนอยู่แต่ในสวนที่แม่ได้จัดตบแต่งไว้ั้แ่ก่อนฉันเกิดและต้องพุ่มพวงดอกกุหลาบ คุกเข่าลงมองแดฟโฟดิลที่เพิ่งแทงหน่อใหม่ๆขึ้นมาบนพื้นดินชุ่มชื้น เงี่ยหูฟังเสียงที่ดังมาจากคอกม้าได้ยินเสียงน๊อบเรียกสุนัขตัวโปรดของเขาเดินมาไกลๆ ฉันชะเง้อชะแง้อยากจะวิ่งไปหาเขา แต่แล้วก็ได้ยินเสียงมิสซิสแพลททิเรียกให้ไปร่วมรับประทานอาหาร
ฉันนั่งอยู่ระหว่างพ่อกับคุณป้า พ่อพยายามสรรหาเื่มาคุยแต่รู้สึกว่าคุณป้าไม่ได้สนใจเท่าใดนัก ในที่สุดพ่อก็ต้องละความพยายามและหันมาคุยกับฉันแทนเราคุยกันถึงเื่ไร่และความหวังในผลผลิตของปีนี้จากไร่ของเรา
หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จสรรพแล้วเราก็เข้าไปนั่งรวมกันอยู่ในห้องหนังสือของพ่อขณะนี้คุณป้ากับพ่อกำลังนั่งเผชิญหน้ากันและไม่พูดไม่จาส่วนฉันนั่งมองเข็มนาฬิกาที่ค่อยๆ เคลื่อนไปช้าอยู่ในมุมมืดของห้องอยากจะให้มันเดินเร็วกว่านี้และเมื่อชำเลืองไปทางพ่อก็เห็นท่านนั่งมองเปลวไฟในเตาผิงอยู่อย่างนั้น
และในที่สุด ก็ดูเหมือนคุณป้าจะเป็ฝ่ายตัดสินใจเพราะท่านพูดขึ้นก่อนว่า
“คุณโจนาธานพี่คิดว่าถึงเวลาแล้วนะที่เราควรจะพูดกันถึงปัญหาที่มันรบกวนใจพี่อยู่ในขณะนี้แล้วก็คิดว่าเราไม่ควรที่จะพูดเื่นี้กันต่อหน้าแม่รี่ด้วย”
พ่อเงยหน้าขึ้นนิดหนึ่ง
“แมรี่เป็ส่วนหนึ่งของชีวิตผมเราไม่เคยมีความลับต่อกันเลยครับพี่”
“แต่ที่พี่จะพูดนี่ มันเกี่ยวข้องกับแกโดยตรงนะ”
“ถ้าอย่างนั้นยิ่งจำเป็จะต้องให้แกได้รับรู้ด้วยครับ” พ่อตอบเรียบๆ
“ก็ตามใจ...แต่ก่อนที่จะพูดพี่ขอออกตัวก่อนนะว่า พี่ไม่ได้มีเจตนาที่จะเข้าไปข้องเกี่ยวกับชีวิตของใครพี่จะพูดเท่าที่จำเป็เท่านั้น และพูดตรงๆเพราะพี่มีส่วนเกี่ยวข้องในเื่นี้อยู่มาก คุณพอจะรับฟังได้ไหมล่ะ?”
พ่อพยักหน้ารับ และฉันเองก็พลอยพยักหน้าตามไปด้วยท่าทางของคุณป้าชาเย็นหนักยิ่งขึ้น และดูจะไม่ยอมอ่อนข้อง่ายๆ เพียงแต่รักษาระดับเสียงให้คงที่ไว้เท่านั้น
“ั้แ่วันที่พี่มาถึง” คุณป้าเฟลิซิตี้เริ่มพูด“บอกตรงๆว่าพี่รำคาญใจกับกิริยามารยาทของหลานแมรี่อย่างเหลือเกิน พี่ไม่เข้าใจว่าคุณไปจำกัดสมองเด็กไว้ทำไม คุณโจนาธาน ความรู้ด้านภาษากรีก ฝรั่งเศส ละตินอะไรนั่น ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็สำหรับความเป็อยู่ในวันข้างหน้าของแกเลยพี่รู้สึกว่าคุณเลี้ยงลูกอย่างไม่ถูกต้องมาตลอดนะ”
“ผมพยายามอย่างดีแล้วครับ” พ่อตอบอย่างเคร่งขรึม “ผมรู้สึกว่าผู้หญิงควรจะได้มีความรู้อย่างผู้ชายไว้บ้างมันเป็กำไรชีวิต ผมอยากจะให้พี่หรือใครๆ คิดอย่างนี้กันเสียบ้างไม่ใช่ได้แต่แต่งตัวสวยๆ อย่างเดียว”
“ที่คุณพูดมาก็ถูก” คุณป้ายอมรับ“ทั้งภรรยาของเธอและตัวพี่เองก็ทำงานบางอย่างที่พวกผู้ชายเขาทำกันเหมือนกันแต่นั่นมันเป็เื่ที่ความจำเป็บังคับ อย่างภรรยาของเธอ...” ท่านอึ้งไปนิดหนึ่งก่อนที่จะกล่าวต่อว่า “เขาก็มีการตัดสินใจด้วยตัวเองทั้งนั้น...ซึ่งคุณเองก็รู้อยู่แก่ใจ”
ฉันรู้สึกว่ามีความหมายลึกซึ้งแฝงเร้นอยู่ในคำพูดนั้น
“ใช่ครับ พี่พูดถูกโดยเฉพาะในเื่การตัดสินใจของแมรี่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวผม”
“นี่...พี่ไม่ได้ดูถูกคุณนะไม่มีใครดอกที่คิดว่าจะเอาประกาศนียบัตรทางด้านดนตรีมาทำไร่ทำนาอยู่อย่างนี้แมรี่เขายินดีที่จะช่วยคุณดูแลทรัพย์สินในฐานะภรรยา เหมือนที่พี่จะต้องดูแลสมบัติพัสถานของสามีแต่ที่เรากำลัง
จะพูดถึงกันนี้ ไม่ใช่เื่ภรรยาของคุณ หรือตัวพี่เรากำลังพูดถึงเด็กสาวๆ คนหนึ่ง ซึ่งอายุอานามใกล้จะแต่งงานได้แล้ว”
“เอ้า...ถ้าอย่างนั้นเราก็พูดกันเสียเลยสิครับแต่ถ้าผมจะเล่าให้พี่ฟัง พี่อาจจะไม่เชื่อก็ได้ว่า สถานที่นี้ผืนดินกว้างใหญ่ที่ผมอยู่นี้ เป็ส่วนหนึ่งในการศึกษาหาความรู้ของลูกสาวผมไม่ต้องห่วงดอกครับ เรารู้จักโลกภายนอกนั้นอย่างดี เรารู้เื่การปฏิวัติฝรั่งเศสรู้จักวันที่คุกบาสตีลแตก รู้ซึ้งถึงชีวิตเศร้าของพวกราชวงศ์ฝรั่งเศสด้วย...”
“คุณกำลังจะไปไกลใหญ่แล้วละ คุณโจนาธานปัญหาที่เรากำลังจะพูดถึงกันนั้นมันอยู่ที่นี่ ไม่ใช่ฝรั่งเศสโน่น...”
“ครับ ผมเข้าใจว่าพี่จะพูดถึงเื่การแต่งงานของลูกสาวผม และผมก็อยากจะพูดว่าใครก็ตามที่ได้ลูกสาวผมไปเป็ภรรยา จะต้องภาคภูมิใจมาก”
“นั่นสิ แล้วใครล่ะที่จะเป็ผู้สั่งสอนให้แกรู้จักหน้าที่ของภรรยาที่ว่านั่นน่ะ?”
คุณป้าเฟลิซิตี้ คอยคำตอบของพ่อเงียบๆ ขณะที่พ่อนิ่งอึ้งไป
“แมรี่ก็คงจะสามารถช่วยงานการของสามีแกเหมือนอย่างพี่นั่นแหละครับเพราะแกก็ได้เรียนแบบอย่างจากแม่อยู่แล้ว”