"สุรา...ข้าอยากดื่มสุรา..." จางเจิ้นผิงพร่ำร้องแม้สติจะเลือนรางเต็มที
"ท่านควรพักผ่อนได้แล้วเจ้าค่ะ"เย่จิ้งซูเอ่ยเสียงอ่อนหวาน
"ใช่... นอน..."จางเจิ้นผิงในยามเมามายไม่ต่างอะไรกับคนโง่เขลาพูดจบก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ
เย่จิ้งซูเหลือบมองเขาอยู่ครู่หนึ่งลองยื่นมือไปเขย่าตัว เมื่อเห็นว่าเขาไม่ตอบสนองจริงๆในดวงตาก็ฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมา นางจึงร้องเรียกคนข้างนอก"มีใครอยู่ข้างนอกบ้าง"
ไม่นานสาวใช้สองคนก็เข้ามา พอเห็นสภาพในห้องก็ตกตะลึงไปเย่จิ้งซูหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดมือ แล้วสั่งว่า "พวกเจ้าหิ้วปีกเขาออกไป"
"คุณหนูไม่ให้เขาพักที่นี่หรือเจ้าคะ?"สาวใช้คนหนึ่งถามด้วยความสงสัย นางคิดว่านี่เป็นโอกาสดี
เย่จิ้งซูกระตุกยิ้มมุมปากกล่าวว่า"ลากเขาออกไปข้างนอก ข้าว่าสนามหญ้าในสวนนั่นก็ไม่เลวนะ"
"หา?" สาวใช้เบิกตากว้าง
สีหน้าของเย่จิ้งซูพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชากล่าวเสียงเข้มว่า "ร้องอะไร? ทำตามที่ข้าสั่ง อย่าให้ใครรู้"
"ถ้าคุณชายรองตื่นขึ้นมาล่ะเจ้าคะ?"สาวใช้ยังคงกังวล
"นั่นเรื่องของข้าไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า" เย่จิ้งซูส่งสัญญาณให้สาวใช้หิ้วปีกเขาขึ้นแล้วลากไปทิ้งไว้ใต้พุ่มไม้ จางเจิ้นผิงลืมตาขึ้นอย่างเลื่อนลอย พูดเสียงอ้อแอ้"ถึง...ถึงแล้วรึ?"
"ใช่ ถึงแล้วนี่แหละเตียงของท่าน" เย่จิ้งซูเอ่ยเสียงอ่อนโยนพลางส่งสัญญาณให้สาวใช้ไปหาหญ้าแห้งมา แล้วเอาหญ้ามาคลุมร่างเขา กล่าวว่า"เอาล่ะ นอนดีๆ นะ"
"เจ้า...อยู่เป็นเพื่อนข้า"จางเจิ้นผิงคว้ามือนางไว้ ไม่ยอมให้ไป
เย่จิ้งซูถูกเขาทำเช่นนี้ก็เริ่มรำคาญนางจึงเอื้อมมือไปหักดอกไม้จากกิ่งไม้ กล่าวว่า "นี่ ให้ดอกไม้นี่อยู่เป็นเพื่อนท่าน นี่คือดอกไม้ที่ท่านชอบที่สุด"
"ใช่... ดอกไม้...ข้าชอบที่สุด" จางเจิ้นผิงรับดอกไม้มาแล้วทำท่าเหมือนจะยอมปล่อยมือจากเย่จิ้งซู
เย่จิ้งซูลุกขึ้นยืนสาวใช้สองคนที่อยู่ข้างๆ กลั้นหัวเราะ เย่จิ้งซูถลึงตาใส่พวกนาง กล่าวว่า"อย่าให้ใครเห็นเข้าล่ะ ถ้ามีใครพาเขาไปคืนนี้ข้าก็เลี้ยงสุราเขาเสียเปล่าสิ"
"คุณหนูทำแบบนี้ไม่กลัวพรุ่งนี้คุณชายรองจะเอาเรื่องหรือเจ้าคะ?" สาวใช้คนหนึ่งถามขึ้น
สาวใช้ทั้งสองคนนี้เป็นคนที่ติดตามเย่จิ้งซูมาจากบ้านเดิมเติบโตมาด้วยกัน และภักดีต่อนางอย่างยิ่ง
"ข้าต้องกลัวเขารึ?"เย่จิ้งซูแค่นเสียง ก่อนเดินเข้าห้องไป
สาวใช้ทั้งสองหันไปมองจางเจิ้นผิงที่นอนอยู่ใต้พุ่มไม้อีกครั้งก่อนจะเดินตามเย่จิ้งซูเข้าห้องไป
ที่นี่คือเรือนพักของเย่จิ้งซูปกติไม่มีใครเข้ามายุ่งเกี่ยว บ่าวไพร่ในเรือนก็ล้วนเป็นคนของนางเรื่องที่เกิดขึ้นจึงไม่มีใครรู้
รุ่งเช้า ดวงอาทิตย์ค่อยๆโผล่พ้นขอบฟ้า แสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องลงบนร่าง จางเจิ้นผิงก็ตื่นขึ้น เขาลืมตามองดวงอาทิตย์ที่ขอบฟ้า รู้สึกแปลกๆ เหตุใดจึงหนาวเหน็บไปทั้งตัวเขาจามออกมาครั้งหนึ่ง สติก็เริ่มกลับคืนมา
"ข้าอยู่ที่ไหน?"เขาพึมพำกับตนเอง ก้มลงมองตัวเองสิ่งแรกที่ทำให้ตกใจคือหญ้าแห้งที่คลุมตัวอยู่
"นี่มันที่ไหนกัน?"เขาผุดลุกขึ้น ปัดหญ้าออกจากตัว จัดเสื้อผ้าทรงผม พอมองไปรอบๆก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ใต้พุ่มไม้
"ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?"เขาครุ่นคิดถึงเรื่องราวเมื่อคืนวาน กลิ่นสุรายังคละคลุ้งสติยังมึนงง แต่ก็พอจำได้รางๆ ว่าเมื่อคืนเขามาหาเย่จิ้งซู พูดคุยกันแล้วก็ดื่มสุราด้วยกัน แต่พอตื่นมากลับพบว่าตัวเองนอนอยู่ใต้พุ่มไม้
ต้องเป็นฝีมือนางแน่ๆ!
โทสะพลันพลุ่งพล่านเขาเดินตรงไปยังห้องนอนของเย่จิ้งซู สภาพเนื้อตัวยังมอมแมมเปรอะเปื้อนหญ้าสาวใช้ที่ตื่นมาทำความสะอาดแต่เช้าต่างลอบมอง เขาไม่สนใจพุ่งไปทุบประตูห้องของเย่จิ้งซูเสียงดังปังๆ
"ใครเจ้าคะ"สาวใช้เอ่ยถามจากด้านใน
"เปิดประตู!ข้าเอง!" จางเจิ้นผิงเอ่ยเสียงเย็นเยียบ
สาวใช้สองคนมองหน้ากันคนหนึ่งเดินเข้าไปในห้องเพื่อปลุกเย่จิ้งซู อีกคนเดินมาเปิดประตู
พอประตูเปิดจางเจิ้นผิงก็ผลักสาวใช้คนนั้นกระเด็น พรวดพราดเข้าไปในห้องสาวใช้อีกคนที่อยู่ข้างๆ เห็นแววตาอำมหิตของเขาก็ไม่กล้าห้ามได้แต่มองเขาบุกเข้าไปถึงข้างเตียงนอนของเย่จิ้งซู
เขาเดินไปหยุดข้างเตียงเห็นนางใบหน้าแดงระเรื่อ ลมหายใจสม่ำเสมอ กำลังหลับสบาย ในใจก็ยิ่งเดือดดาลตัวเองถูกนางโยนไปทิ้งไว้ใต้พุ่มไม้ แต่นางกลับนอนหลับสบายใจเฉิบ!
"เย่จิ้งซู!"เขาตะโกนลั่นอยู่ข้างเตียง แต่นางไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
เขาแทบจะระเบิดออกมาก้มลงไปตะโกนกรอกหู เย่จิ้งซูจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงียพอเห็นจางเจิ้นผิงก็เผยรอยยิ้มหวาน กล่าวว่า "อ้าวท่านเจิ้นผิง มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเจ้าคะ?"
"เจ้ายังจะมาถามอีก!กล้าพูดไหมว่าเจ้าไม่รู้เรื่อง!" จางเจิ้นผิงตวาดถาม
"เรื่องอะไรที่ข้าไม่รู้หรือเจ้าคะ?"เย่จิ้งซูแสดงท่าทีไร้เดียงสา พลันเหลือบมองสภาพจางเจิ้นผิงกล่าวว่า "คุณชายรอง ใจเย็นๆ ค่อยๆ พูดก็ได้รีบไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะเจ้าค่ะ สภาพท่านตอนนี้ ช่างดูไม่จืดเลย"
"เจ้า...เจ้านี่มันน่าโมโหนัก!" จางเจิ้นผิงเป็นคนรักสะอาดและห่วงภาพลักษณ์คุณชายสูงศักดิ์ของตนพอได้ยินเย่จิ้งซูทักเช่นนั้น ก็สะบัดหน้าเดินจากไป
"เซียงเฉ่าไปปรนนิบัติคุณชายรองล้างหน้าล้างตา" เย่จิ้งซูสั่งสาวใช้ข้างกายส่วนตัวเองก็ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงโดยมีสาวใช้อีกคนประคองจากนั้นก็ล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้า
เมื่อจางเจิ้นผิงกลับมาอีกครั้งเย่จิ้งซูกำลังนั่งแต่งหน้าอยู่หน้าคันฉ่อง ความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในอกพอถูกขัดจังหวะไป ก็ไม่รู้จะเริ่มระบายออกมาอย่างไร
"ทำไมข้าถึงไปนอนอยู่ใต้พุ่มไม้?"จางเจิ้นผิงเอ่ยถาม
"ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ?"เย่จิ้งซูแสดงท่าทีไร้เดียงสา นางไม่แม้แต่จะหันมามองจางเจิ้นผิงเอาแต่จ้องตัวเองในกระจก แล้วหันไปตำหนิสาวใช้ข้างกาย "นี่!หลันเฉ่า เจ้านี่ช่างซุ่มซ่ามจริงๆ ขนาดเขียนคิ้วยังเขียนให้ดีไม่ได้"
นางแย่งพู่กันเขียนคิ้วจากมือสาวใช้ลองแต้มเบาๆ ที่คิ้ว แล้วหยุดมือ หันไปยิ้มให้จางเจิ้นผิง กล่าวว่า"ข้าได้ยินว่าท่านเขียนคิ้วเก่งที่สุดเลยนี่เจ้าคะมือซ้ายข้าไม่ถนัดเอาเสียเลย ท่านช่วยเขียนให้ข้าหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?"
จางเจิ้นผิงจ้องเขม็งนางกลับส่งยิ้มหวานหยด ดวงตางดงามราวผืนน้ำในฤดูใบไม้ร่วงเขาผู้ไม่เคยมีภูมิต้านทานต่อสตรีงาม พลันพ่ายแพ้ราบคาบเดินเข้าไปรับพู่กันเขียนคิ้วจากมือนางอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้
เขาแตะสีอ่อนจากตลับบรรจงวาดลงบนคิ้วของเย่จิ้งซูอย่างตั้งใจ
ปฏิเสธไม่ได้ว่านางงดงามยิ่งนักแม้มองใกล้ๆ เช่นนี้ ใบหน้าก็ยังคงไร้ที่ติ งดงามราวกับดอกบัวแรกแย้มมีกลิ่นกายหอมอ่อนๆ โชยมา
จางเจิ้นผิงแทบลืมไปแล้วว่าตนมาที่นี่ทำไมเดิมทีเขามาเพื่อเอาผิด แต่วินาทีนี้ กลับกำลังหลงใหลในตัวนาง
ตลอดมาในสายตาของนางมีเพียงพี่ใหญ่ ส่วนเขาก็มัวแต่ไปเสพสุขนอกบ้านแต่ดอกบัวงามที่อยู่ข้างกายแท้ๆ เหตุใดเขาจึงไม่เคยคิดจะเด็ดดม
แต่ดอกบัวนั้นงามสง่าเหมาะจะชื่นชมแต่ไกล มิอาจล่วงเกิน แม้พี่ใหญ่จะจากไปแล้วแม้เขาและนางจะใกล้ชิดกัน เขาก็ยังคงรักษาระยะห่างกับนางอยู่เสมอ
พวกเขายังคงเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันเสมอมารวมถึงการแต่งงานครั้งนี้ ในคืนเข้าหอ เขาก็ไม่ได้แตะต้องนางอาจเพราะเขายำเกรงนางมาตลอด... ไม่สิ ไม่ใช่ความยำเกรงเป็นความรู้สึกประหลาดที่อธิบายไม่ถูก
เขาก็แค่รู้สึกว่าหากทำอะไรลงไปมันจะทำลายความสัมพันธ์อันดีนี้ ทำลายความเป็นพันธมิตรนี้ ดังนั้นแม้จะใกล้ชิดกันเขาก็ไม่เคยพิจารณามองนางอย่างจริงจัง
ยามนี้เขาช่วยนางเขียนคิ้ว ไม่อาจเลี่ยงที่จะต้องจ้องมองใบหน้างาม การมองครั้งนี้ทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปได้
"เข้มไปแล้วเจ้าค่ะ"เสียงของนางดังขึ้นข้างหู
เขารีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับส่วนที่เข้มเกินออกอย่างเบามือจากนั้นจึงตั้งใจเขียนคิ้วให้นางใหม่จนเรียวสวยได้รูป
เขาวางพู่กันเย่จิ้งซูหันไปมองตัวเองในคันฉ่องทองเหลืองในกระจกสะท้อนภาพสตรีคิ้วเรียวงามจรดขมับ งดงามยิ่งนัก
"ฝีมือท่านยอดเยี่ยมจริงๆคงเขียนคิ้วให้คนอื่นบ่อยๆ สิเจ้าคะ" เย่จิ้งซูเอ่ยออกมา
"เกี่ยวอะไรกับเจ้า"จางเจิ้นผิงตอบเสียงห้วนด้วยความไม่พอใจ
"ไม่มีอะไรเจ้าค่ะข้าก็แค่พูดไป ท่านอย่าโกรธเลย" เย่จิ้งซูแย้มสรวลมือเรียวงามหยิบพู่กันอีกด้ามบนโต๊ะเครื่องแป้ง ยื่นให้เขาอย่างนุ่มนวล กล่าวว่า"ช่วยแต้มฮวาเถียนให้ข้าหน่อยเถิดเจ้าค่ะ"
จางเจิ้นผิงมองพู่กันเรียวเล็กในมือสายตาไม่อาจละไปจากปลายนิ้วขาวผ่องเรียวงามของนางได้ ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงก่อนจะรับพู่กันมาอย่างแผ่วเบา
นิ้วเรียวของเขาแตะชาดสีแดงสดค่อยๆ แต้มลงบนหน้าผากขาวผ่องของนาง บรรจงวาดจนเป็นรูปดอกบัวแดงเบ่งบาน
"งดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ"สาวใช้ข้างกายอดชมเชยไม่ได้
"เจ้านี่ปากหวานทำให้ข้าอารมณ์ดีอยู่เรื่อย" เย่จิ้งซูแย้มสรวลหันไปส่องกระจกอีกครั้ง พอเห็นภาพในนั้นก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป
ฮวาเถียนรูปดอกบัวบนหน้าผากนางวาดได้อย่างงดงามหมดจด แม้แต่ลายเส้นเล็กๆ ของกลีบดอกก็ยังคมชัดสาวใช้ที่แต่งหน้าให้นางเป็นประจำไม่มีฝีมือถึงเพียงนี้
"ฝีมือคุณชายรองยอดเยี่ยมจริงๆเจ้าค่ะ" เย่จิ้งซูเอ่ยชมเขาอีกครั้งจางเจิ้นผิงกลับเอ่ยเสียงเย็น "ฮวาเถียนของข้าไม่เคยแต้มให้ใคร"
แม้คำพูดจะเย็นชาแต่กลับตอบเร็ว ราวกับร้อนรนที่จะอธิบาย
"ข้าทราบดีเจ้าค่ะอย่างไรเราก็โตมาด้วยกัน ท่านพี่เจิ้นผิงแม้จะไม่เก่งเรื่องการค้า แต่เรื่องดนตรีหมากล้อม อักษรศิลป์ และจิตรกรรม กลับมีฝีมือเป็นเลิศ โดยเฉพาะด้านอักษรและภาพวาด"เย่จิ้งซูเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
"เจ้ายังจำได้?"จางเจิ้นผิงประหลาดใจเล็กน้อย
"จำได้สิเจ้าคะ"เย่จิ้งซูพยักหน้า กล่าวว่า "จริงๆ แล้วทุกอย่างที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริง เพียงแต่ไม่มีใครเชื่อ ก็ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ"
คำพูดของนางฟังดูเหมือนสิ้นหวังคล้ายกับเปิดเปลือยทุกสิ่ง แต่จางเจิ้นผิงกลับสัมผัสได้ถึงความขมขื่นบางอย่างความโกรธในใจพลันมลายหายไปสิ้น เขาได้แต่มองเย่จิ้งซูแล้วถอนหายใจออกมา
เย่จิ้งซูยังคงนั่งหน้าคันฉ่องให้สาวใช้ช่วยแต่งหน้าต่อ จางเจิ้นผิงกลับโบกมือไล่สาวใช้ไป กล่าวว่า"ข้าทำเอง"
เขาหยิบชาดก้อนสีแดงสดมาละลายกับน้ำคลึงเบาๆ ในมือ แล้วแต้มลงบนแก้มของนางอย่างแผ่วเบาจากนั้นใช้พู่กันแต้มสีทาลงบนริมฝีปากอิ่ม
"แต้มเฉียงหง [1]หน่อยสิเจ้าคะ" เย่จิ้งซูเอ่ยนางชอบการแต่งแต้มลักษณะนี้
"ไม่ต้องหรอกแค่นี้ก็งามแล้ว" จางเจิ้นผิงวางพู่กันถอยหลังไปสองก้าว แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ร่างของนาง
เชิงอรรถ
[1] เป็นการวาดรูปพระจันทร์เสี้ยวสีแดงบริเวณขมับทั้งสองข้าง